กมธ.ผู้บริโภค เตรียมดันแก้กม. 3 ฉบับ ยกระดับซื้อขายออนไลน์ ปิดช่องโหว่แพลตฟอร์มรับมือสินค้าปลอม ไม่ได้มาตรฐาน หลอกลวงออนไลน์ ชี้กม.ปัจจุบันเอาผิดยาก สมอ.สั่งถอดสินค้าผิดมาตรฐานจากระบบว่า 8,500 รายการ ดันให้ผู้เกี่ยวข้องร่วมรับผิดชอบความเสียหาย
วันนี้ (8 ก.ค.) นายกันต์พงษ์ ประยูรศักดิ์ รองประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การคุ้มครองผู้บริโภค คนที่สาม พร้อมด้วย นายกัณตภณ ดวงอัมพร โฆษกคณะ กมธ. และนายวุฒากร นุตยกุล กรรมาธิการ แถลงผลการศึกษาการยกระดับการคุ้มครองผู้บริโภคจากการซื้อขายสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์ พร้อมเตรียมผลักดันแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้อง 3 ฉบับ เพื่อให้เท่าทันรูปแบบธุรกิจดิจิทัลและปิดช่องโหว่การหลอกลวงบนแพลตฟอร์มออนไลน์
คณะกรรมาธิการเปิดเผยว่า จากการรับฟังข้อมูลของสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) พบว่าปัจจุบันได้ยกระดับการกำกับดูแลสินค้าบนแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซใน 3 ด้าน ได้แก่ การเชื่อมโยงข้อมูลผ่านระบบ API ระหว่าง สมอ. กรมศุลกากร และผู้ให้บริการแพลตฟอร์ม โดยได้เชื่อมต่อกับ Shopee แล้ว และอยู่ระหว่างขยายไปยังแพลตฟอร์มอื่น การเปิดให้ประชาชนตรวจสอบมาตรฐานสินค้าผ่าน QR Code และการบังคับใช้กฎหมายเชิงรุก ซึ่งที่ผ่านมาได้แจ้งนำสินค้าที่ไม่มีเครื่องหมาย มอก. ออกจากระบบแล้วกว่า 8,557 รายการ
อย่างไรก็ตาม สมอ. ยอมรับว่ากฎหมายปัจจุบันยังมีข้อจำกัด เนื่องจากต้องพิสูจน์เจตนาของผู้กระทำผิด ทำให้แพลตฟอร์มสามารถอ้างว่าเป็นเพียงตัวกลางและหลีกเลี่ยงความรับผิดได้ จึงเสนอให้มีการปรับปรุงกฎหมายเพื่อให้การบังคับใช้มีประสิทธิภาพมากขึ้น
นายวุฒากร นุตยกุล กล่าวว่า อีกปัญหาที่น่ากังวลคือการปลอมแปลงฉลากสินค้าตั้งแต่ต้นทางการผลิต แม้จะมีฉลากแสดงมาตรฐานแต่กลับเป็นของปลอม ทำให้ผู้บริโภคเข้าใจผิดและกระทบต่อความน่าเชื่อถือของสินค้า จึงเสนอให้ สมอ. และสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) ร่วมกันกำหนดมาตรการป้องกันอย่างจริงจัง
ด้านนายกันต์พงษ์ กล่าวว่า จากการหารือร่วมกับ ETDA สคบ. สมอ. และภาคเอกชน พบว่าปัญหาหลักไม่ได้เกิดจากแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซที่มีระบบกำกับดูแล แต่เกิดจากการซื้อขายผ่านสื่อสังคมออนไลน์ที่ขาดการยืนยันตัวตน ส่งผลให้เกิดการหลอกลวงของมิจฉาชีพ การใช้บัญชีนอมินี และการปลอมแปลงข้อมูลในหลายรูปแบบ
คณะกรรมาธิการจึงเตรียมผลักดันแก้ไขกฎหมายสำคัญ 3 ฉบับ ได้แก่ พระราชบัญญัติขายตรงและตลาดแบบตรง เพื่อให้ครอบคลุมการตลาดยุคอินฟลูเอนเซอร์และการโฆษณาออนไลน์ พระราชบัญญัติมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการเอาผิดผู้กระทำผิดและอำนวยความสะดวกแก่ผู้ประกอบการ SME และพระราชบัญญัติว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อกำหนดให้แพลตฟอร์มขนาดใหญ่ต้องร่วมรับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้น ไม่สามารถอ้างว่าเป็นเพียงตัวกลางได้อีกต่อไป
คณะกรรมาธิการย้ำว่า แม้ประเทศไทยจะมีกฎหมายมากกว่า 15,000 ฉบับ แต่สิ่งสำคัญไม่ใช่การออกกฎหมายใหม่ หากเป็นการปรับปรุงกฎหมายที่มีอยู่ให้ทันต่อสถานการณ์ เพิ่มบทลงโทษและประสิทธิภาพการบังคับใช้ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นในการซื้อขายออนไลน์และคุ้มครองผู้บริโภคได้อย่างแท้จริง


