xs
xsm
sm
md
lg

"ปกรณ์" เมิน​คนแซะ​เออร์ลี่รีไทร์ 40 ปีทำไม่ได้ ชี้ต้องแก้ปัญหาหมักหมม เกษียณตอนอายุมากไม่เอื้อเปลี่ยนสกีลอาชีพ

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



"รองนายกฯ ปกรณ์" เมิน​คนแซะ​ แนวคิดเออร์ลี่รีไทร์ 40 ปีขึ้นไปทำไม่ได้จริง ชี้​ปัญหาหมกมานาน​ ย้ำยึดความสมัครใจ เกษียณตอนอายุมากไม่เอื้อเปลี่ยนสกีลอาชีพใหม่​ -​ ไม่ทันเทคโนโลยี


เมื่อเวลา​ 12.25 น.​ วันที่ 8 ก.ค.ที่ทำเนียบรัฐบาล นายปกรณ์​ นิลประพันธ์​ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายกฎหมายกล่าวถึงแนวคิดการเออร์ลี่รีไทร์ข้าราชการ ที่มีอายุตั้งแต่ 40 ปีขึ้นไป​ โดยชี้แจงว่าไม่ใช่คนที่อายุ 40 ปี จะอยู่ที่ประมาณ 40 -​45 ปี เพราะเกี่ยวข้องกับเรื่องเงินบำเหน็จบำนาญด้วย ซึ่งหากให้คนอายุ 50 ปีขึ้นไปเออร์ลี่รีไทร์ เขาก็ไม่รู้จะออกไปทำอะไร เพราะการเปลี่ยนทักษะการทำงานเป็นเรื่องที่ยาก โดยเฉพาะทักษะในปัจจุบัน ที่อยู่ในยุคของ AI หลายคนตกงาน จึงต้องถามว่าเราจะอัพสกีลและรีสกิลอย่างไร ซึ่งปัญหานี้ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในประเทศไทย เมื่อจบมหาวิทยาลัยแล้ว เจอเทคโนโลยี AI ทำให้คนเหล่านั้นออกมาเป็นผู้ประกอบการ เช่น การไปเปิดร้านอาหาร แล้วใช้เทคโนโลยี AI เข้ามาช่วย ประกอบกับ โซเชียล​มีเดีย​ เป็นปัญหาที่เกิดขึ้นทั่วโลก เพราะฉะนั้นการที่จะให้คนอายุเยอะ มาเปลี่ยนอาชีพจะสร้างความลำบาก เป็นอย่างมากเนื่องจากมีครอบครัวที่ต้องดูแล ซึ่งผลที่ตัดสินใจจะเออร์ลี่รีไทร์ แสดงว่าเป็นคนที่มีความพร้อม เพราะฉะนั้นจึงยึดมาตรการการเออร์ลี่​รีไทร์​แบบสมัครใจ ถ้าลาออกแสดงว่ามีหนทางไปก็ต้องให้ไป

ส่วนการประมาณการจำนวน สำหรับคนที่จะเออร์ลี่รีไทร์​ 40 ปีขึ้นไป​ นายปกรณ์​ กล่าวว่า​ เบื้องต้นเป็นตัวเลขหลักหมื่นคนขึ้น ซึ่งขณะนี้ตัวเลขยังไม่นิ่ง​ แต่เรื่องสำคัญในการที่จะเออร์ลี่รีไทร์ จะต้องมีการเตรียมความพร้อม สำหรับการอยู่ในโลกอนาคต เพราะฉะนั้นไม่ใช่เรื่องปุบปับที่จะเกิดวันนี้พรุ่งนี้ แต่จะต้องคิดให้รอบคอบ

นายปกรณ์​ ยังชี้แจงถึงกรณีที่มีการตั้งข้อสังเกตว่าไม่สามารถทำได้ โดยระบุว่าหากไม่ทำวันนี้ และรอไปอีก 10 ปี ปัญหาก็จะเกิด และคนรุ่นต่อไปจะมีปัญหา และกลายเป็นว่าคนที่อายุเยอะทิ้งปัญหาไว้ให้คนรุ่นหลัง รับรองย้ำว่าปัญหาเหล่านี้ไม่ได้เพิ่งเกิด แต่หมกมานานแล้ว เพราะฉะนั้นจะต้องยอมรับ และต้องดูว่าจะแก้ไขปัญหาอย่างไร ประเภทที่มาด่ามาแซะกัน ไม่ขอรับฟัง แต่ถ้าเสนอแนวคิดว่าให้ทำแบบนี้แบบนั้น แบบนี้ตนชอบ​ ขอความเห็นแบบนั้นดีกว่า