"อดีต สว.รสนา" ชี้ กบง.ประกาศลดราคาน้ำมัน ลิตรละ 2.50 บาท เป็นเพียงการใช้เงินกองทุนน้ำมันอุดหนุนราคา ไม่ได้แก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง ซัดรัฐบาลยังไม่กล้าแตะค่าการกลั่นค่าการตลาดของบริษัทน้ำมัน ยังแร่เนื้อเถือหนังประชาชนเหมือนเดิม
จากกรณีที่ คณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) ที่มีนายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เป็นประธาน ได้มีมติเมื่อวันที่ 7 ก.ค.ที่ผ่านมา กำหนดกรอบราคาขายปลีกน้ำมันให้อยู่ในระดับไม่เกิน 35.00 บาทต่อลิตร ทำให้ราคาขายปลีกน้ำมันชนิดต่างๆ ลดราคามาลิตรประมาณ 2.50 บาทนั้น นางสาวรสนา โตสิตระกูล อดีตสมาชิกวุฒิสภา ได้แสดงความเห็นต่อเรื่องดังกล่าวผ่านทางเฟซบุ๊ก "รสนา โตสิตระกูล" ว่า มาตรการลดราคาน้ำมันของรัฐบาล ซึ่งมีผลตั้งแต่เวลา 05.00 น. วันที่ 8 กรกฎาคม 2569 เป็นเพียงการใช้กลไกกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเข้ามาชดเชยราคา ไม่ใช่การปรับลดต้นทุนที่แท้จริง และเป็นการผลักภาระไปสู่ประชาชนในอนาคต
ทั้งนี้ รัฐบาลประกาศปรับลดราคาน้ำมันดีเซลบี7 และบี20 ลงลิตรละ 2.56 บาท ส่งผลให้ราคาดีเซลบี7 เหลือ 34.94 บาทต่อลิตร และบี20 เหลือ 29.94 บาทต่อลิตร ขณะที่กลุ่มเบนซินและแก๊สโซฮอล์ปรับลดลงลิตรละ 2.51 บาท โดยแก๊สโซฮอล์ 95 เหลือ 34.94 บาทต่อลิตร และแก๊สโซฮอล์ 91 เหลือ 34.57 บาทต่อลิตร
อย่างไรก็ตาม นางรสนาระบุว่า การลดราคาดังกล่าวเกิดจากการเพิ่มการชดเชยของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงและการลดการจัดเก็บเงินเข้ากองทุน ไม่ใช่การลดต้นทุนด้านพลังงาน โดยกองทุนได้เพิ่มการชดเชยน้ำมันดีเซลบี7 จาก 0.19 บาท เป็น 2.90 บาทต่อลิตร และบี20 จาก 5.79 บาท เป็น 8.46 บาทต่อลิตร ขณะที่น้ำมันเบนซินและแก๊สโซฮอล์มีการลดการนำส่งเงินเข้ากองทุน หรือเพิ่มการชดเชยในบางประเภทเช่นกัน
นางสาวรสนาระบุว่า รัฐบาลและกระทรวงพลังงานไม่กล้าปรับลดค่าการกลั่นน้ำมัน ซึ่งเมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม อยู่ที่ประมาณ 6.18 บาทต่อลิตร ทั้งที่ภาคประชาชนเสนอให้กำหนดเพดานค่าการกลั่นไม่เกิน 7 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล หรือคิดเป็นประมาณ 1.40 บาทต่อลิตร หลังหักต้นทุนที่เห็นว่าไม่จำเป็นออกแล้ว
“การลดราคาน้ำมันคราวนี้ก็คือ “ใช้อัฐยาย มาซื้อขนมยาย” นั่นเอง ถ้าจะกล่าวให้แรงกว่านี้ คือเป็นการแล่เนื้อเถือหนังประชาชน
“ที่ว่าแร่เนื้อเถือหนังประชาชนเพราะการเพิ่มการชดเชยน้ำมันกลุ่มดีเซล และเบนซินคือการเพิ่มหนี้ให้กองทุนน้ำมัน ซึ่งเป็นภาระหนี้ที่ประชาชนต้องจ่ายคืนเองล้วนๆ ส่วนเบนซินที่ลดการเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมัน ก็คือการคายเนื้อของประชาชนที่กองทุนน้ำมันอมไว้เช่นกัน”
นางสาวรสนายังตั้งข้อสังเกตว่า รัฐบาลไม่ได้ดำเนินการควบคุมค่าการตลาดตามมติคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) ที่กำหนดไว้ 2.45 บาทต่อลิตร โดยระบุว่าปัจจุบันค่าการตลาดของน้ำมันเบนซินยังสูงถึง 3.60 บาทต่อลิตร
นางสาวรสนาระบุเพิ่มเติมว่า การนำเงินกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงมาอุดหนุนราคาจะทำให้กองทุนมีภาระหนี้เพิ่มขึ้นประมาณ 200 ล้านบาทต่อวัน ซึ่งท้ายที่สุดประชาชนจะเป็นผู้รับภาระในการชำระหนี้ดังกล่าว พร้อมวิจารณ์ว่ารัฐบาลไม่ได้ปรับลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันหรือแตะผลกำไรของกลุ่มโรงกลั่นและผู้ประกอบการพลังงาน แต่เลือกใช้กลไกกองทุนในการลดราคาหน้าปั๊มแทน
นางสาวรสนาเรียกร้องให้รัฐบาลทบทวนแนวทางการบริหารจัดการราคาพลังงาน ด้วยการปรับโครงสร้างราคาน้ำมันให้มีความโปร่งใส เป็นธรรม และสะท้อนต้นทุนที่แท้จริง เพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อประชาชนและภาคเศรษฐกิจในระยะยาว
รายละเอียดข้อความในเฟซบุ๊ก "รสนา โตสิตระกูล"
รัฐบาลแหกตาลดราคาน้ำมันด้วยการล้วงกระเป๋าประชาชนมาลดราคาอีกแล้ว พี่น้อง ?!
การประกาศลดราคาน้ำมันค่ำคืนนี้ มีผลเวลาตีห้าพรุ่งนี้ (8 กค.) โดยกลุ่มดีเซล บี7 และบี20 ลดราคา 2.56 บาทต่อลิตร ทำให้ราคาน้ำมันดีเซลบี7 เหลือ 34.94 บาทต่อลิตร ส่วนบี20 เหลือ 29.94 บาทต่อลิตร
กลุ่มเบนซินแก๊สโซฮอล์ ลดลิตรละ 2.51 บาทต่อลิตร
แก๊สโซฮอล์ 95 เหลือราคา 34.94 บาทต่อลิตร แก๊สโซฮอล์ 91 เหลือราคา 34.57 บาทต่อลิตร
แต่ทั้งหมดที่ลดราคาคือการแหกตาประชาชนล้วนๆ !!
การประกาศเพิ่มการชดเชยของกองทุนน้ำมัน
ดีเซล B7 เพิ่มชดเชย 2.71 บาท เดิม 0.19 บาท เป็น 2.90 บาท
ดีเซล B20 เพิ่มชดเชย 2.67 บาท เดิม 5.79 บาท เป็น 8.46 บาท
---
เบนซิน ลดส่งเข้ากองทุน 2.05 บาท เดิม 10.04 บาท เป็น 7.99 บาท
โซฮอล์ 95/91 ลดส่งเข้ากองทุน 2.07 บาท เดิม 2.49 บาท เป็น 0.42 บาท
โซฮอล์ E20 เพิ่มชดเชย 2.10 บาท เดิม 1.61 บาท เป็น 3.71 บาท
โซฮอล์ E85 เพิ่มชดเชย 2.27 บาท เดิม 2.38 บาท เป็น 4.65 บาท
นึกว่านายกอนุทินจะแน่ นึกว่ารัฐมนตรีพลังงานจะแน่ ที่แท้ ไม่กล้าแตะทุนพลังงานแม้แต่สตางค์เดียว
1) ไม่กล้าแตะค่าการกลั่นที่วันที่ 7 กค. ยังสูงถึง 6.18 บาทต่อลิตร ทั้งที่ภาคประชาชนเสนอให้คุมเพดานค่ากลั่นไว้ที่ 7 เหรียญต่อบาร์เรล หรือ 1.40 บาทต่อลิตรเมื่อหักค่าขนส่งทิพย์ออกไปจากค่าการกลั่นแล้ว ยังสูงกว่ามาตรฐานค่าการกลั่นถึง 4.78 บาทต่อลิตร
2)ไม่กล้าแตะค่าการตลาด ที่อดีตรมว.พลังงานคนที่เป็นอดีตซีอีโอบรรษัทพลังงาน ในฐานะประธานคณะกรรมการนโยบายพลังงาน (กบง.)ได้ออกมติกบง. เมื่อ 8 ธันวาคม 2568 ให้ใช้ค่าการตลาดน้ำมันทุกชนิดที่ 2.45 บาทต่อลิตร แต่ภาคประชาชนคัดค้าน
แต่กระนั้น กบง.ยังไม่สามารถควบคุมผู้ประกอบการในการคิดค่าการตลาดที่กบง.กำหนดวันที่7 กค.ค่าการตลาดน้ำมันเบนซินจึงสูงถึง 3.60 บาทต่อลิตร
การลดราคาน้ำมันคราวนี้ก็คือ “ใช้อัฐยาย มาซื้อขนมยาย” นั่นเอง ถ้าจะกล่าวให้แรงกว่านี้ คือเป็นการแล่เนื้อเถือหนังประชาชน
ที่ว่าแร่เนื้อเถือหนังประชาชนเพราะการเพิ่มการชดเชยน้ำมันกลุ่มดีเซล และเบนซินคือการเพิ่มหนี้ให้กองทุนน้ำมัน ซึ่งเป็นภาระหนี้ที่ประชาชนต้องจ่ายคืนเองล้วนๆ ส่วนเบนซินที่ลดการเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมัน ก็คือการคายเนื้อของประชาชนที่กองทุนน้ำมันอมไว้เช่นกัน
การลดราคาด้วยการเพิ่มการชดเชยจากกองทุนน้ำมันดีเซล บี7 บี20 และแก๊สโซฮอล์ อี 20 และอี85 เป็นการเพิ่มหนี้ให้ประชาชนในกองทุนน้ำมันอีกประมาณ 200 ล้านบาทต่อวัน
เป็นสิ่งที่แน่ชัดว่ารัฐบาไม่แตะกำไรกลุ่มโรงกลั่นน้ำมัน และรวมหัวรุมกินโต๊ะประชาชน โดยไม่ยอมลดภาษีสรรพสามิตของกระทรวงการคลังแม้แต่สลึงเดียว แต่เล่นปาหี่แหกตาประชาชนลดราคาน้ำมันที่หน้าปั้ม แต่สร้างหนี้เพิ่มในกองทุนน้ำมัน เพียงแต่คราวนี้ไม่เนียน เพราะประชาชนเข้าใจมากขึ้นแล้ว รัฐบาลจะได้ก้อนอิฐหรือตุ๊กตาทองก็รอดูกันต่อไป
จะพอมีหวังไหม ที่หวังให้รัฐบาลกลับตัวกลับใจเสียใหม่ หันมารับใช้ประชาชนที่เลือกพวกคุณมากำกับดูแลผลประโยชน์ของประชาชน โดยการปรับโครงสร้างราคาน้ำมันให้โปร่งใสและเป็นธรรมแก่ประชาชนผู้เป็นฐานรากทางเศรษฐกิจตัวจริงของประเทศไทย
รสนา โตสิตระกูล
7 กค.2569


