xs
xsm
sm
md
lg

สำนักนายกฯ ขีดเส้น 30 วัน รับลูกนโยบายรัฐ ชง ครม. เร่งศึกษา/ฟังความเห็น ดันมหานคร “เชียงใหม่-ภูเก็ต” ฝันเลือกตั้งตรงผู้ว่าฯ/สภามหานคร

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



สำนักนายกฯ ขีดเส้น 30 วัน ชง ครม. เร่งศึกษา/ฟังความเห็น ดัน “มหานคร” เชียงใหม่-ภูเก็ต รับลูกนโยบายภูมิใจไทย เต็มสูบ! หลัง กมธ.ท้องถิ่น วุฒิสภา เสนอ “บิ๊กดาต้า” 2 มหานคร แบ่งพื้นที่บริหาร ฝันดันให้มีการเลือกตั้งผู้ว่าฯ/สภามหานคร “โดยตรง” เน้นการมี “รายได้” ของตัวเอง เพิ่มจัดเก็บภาษีในพื้นที่ มูลค่าเพิ่ม/ธุรกิจเฉพาะ/ภาษีเงินได้ “รักบ้านเกิด” เผย ที่ประชุมนัดแรก สั่งมหาดไทยเจ้าภาพศึกษาดัน “มหานครภูเก็ต” ส่วน “สปน.- สภาพัฒน์” จัดทำข้อมูล “มหานครเชียงใหม่”

วันนี้ (7 ก.ค.) มีรายงานจากทำเนียบรัฐบาล เปิดเผยถึงความคืบหน้าต่อการผลักดันนโยบายหลักในการขับเคลื่อนการกระจายอำนาจสู่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ของรัฐบาลพรรคภูมิใจไทย ที่ตั้งเป้าโดยสนับสนุนให้พื้นที่ที่มีความพร้อมและศักยภาพสูง ยกระดับโครงสร้างการบริหารจัดการเป็น “การปกครองรูปแบบพิเศษ” หรือ “มหานคร”

โดยเฉพาะ จ.ภูเก็ต และ จ.เชียงใหม่ ด้วยการยกระดับเป็นมหานคร : ผลักดันเมืองศูนย์กลางทางเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวขนาดใหญ่ให้เป็นเขตปกครองรูปแบบพิเศษ เพื่อให้เกิดความคล่องตัวในการบริหารจัดการตนเอง การจัดเก็บรายได้ และการจัดบริการสาธารณะที่ตอบโจทย์ความต้องการของพื้นที่อย่างแท้จริง

ล่าสุด สำนักงานคณะกรรมการการกระจายอำนาจ ให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (ก.ก.ถ.) โดย นางชื่นชีวัน ลิมป์ธีระกุล รองปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี (สปน.) นั่งเป็นประธานการประชุม “นัดแรก” เกี่ยวกับการจัดตั้งเชียงใหม่มหานครและภูเก็ตมหานครเป็น อปท.รูปแบบพิเศษ ตามข้อสั่งการของ นายทรงศักดิ์ ทองศรี นายกรัฐมนตรี และ รองนายกรัฐมนตรี ที่มอบหมายให้ สปน. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมกันพิจารณาศึกษาแนวทาง ความเหมาะสม และผลกระทบในมิติต่างๆ

โดยมีผู้บริหาร สปน. ผู้แทนจากกระทรวงมหาดไทย กระทรวงการคลัง กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กระทรวงวัฒนธรรม สำนักงบประมาณ สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุม เช่น

ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ ผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต และผู้แทนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในจังหวัดรูปแบบละ 1 ท่าน (องค์การบริหารส่วนจังหวัด, เทศบาลนคร, เทศบาลเมือง, เทศบาลตำบล และองค์การบริหารส่วนตำบล)

“ที่ประชุมมีมติ ภายหลังพิจารณารายงานการศึกษาของคณะกรรมาธิการการปกครองส่วนท้องถิ่น วุฒิสภา ให้มีการจัดทำข้อคิดเห็น และบทสรุปผลการพิจารณาในภาพรวม เพื่อนำเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) ภายในกรอบระยะเวลาที่กำหนด 30 วัน”

ขณะที่ ประชุมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงเข้าร่วมประชุมที่ทำเนียบรัฐบาลและประชุมทางออนไลน์ เพื่อพิจารณาเรื่อง การจัดตั้งเชียงใหม่มหานคร และภูเก็ตมหานคร เป็นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นรูปแบบพิเศษ

รายงานข่าวแจ้งว่า ทั้งนี้ สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี มีหนังสือ ที่ นร 0503/ว(ล)14278 ลงวันที่ 29 มิถุนายน 2569 แจ้งว่า นายกรัฐมนตรี มีคำสั่งให้กระทรวงมหาดไทยเป็นหน่วยงานหลักรับรายงานและข้อเสนอแนะของวุฒิสภา ตามรายงานการพิจารณาศึกษา เรื่อง การจัดตั้งเชียงใหม่มหานคร และภูเก็ตมหานคร เป็นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นรูปแบบพิเศษด้านการท่องเที่ยว ของคณะกรรมาธิการการปกครองส่วนท้องถิ่น วุฒิสภา

สำหรับ รูปแบบและโครงสร้างของ อปท. รูปแบบพิเศษ อำนาจหน้าที่ในการบริหารจัดการพื้นที่ ระบบการคลังและแหล่งรายได้ การถ่ายโอนภารกิจจากส่วนราชการ การบูรณาการการดำเนินงานระหว่างหน่วยงานภาครัฐ ตลอดจนกลไกการมีส่วนร่วมของประชาชน เพื่อให้การบริหารจัดการพื้นที่มีประสิทธิภาพ สอดคล้องกับบริบทของจังหวัด และรองรับการพัฒนาเมืองท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน

ส่วนข้อเสนอแนะเชิงนโยบายและเชิงปฏิบัติการของ กมธ. วุฒิสภา อาทิ การศึกษาความพร้อมและศักยภาพของพื้นที่ การจัดทำแผนการกระจายอำนาจ การจัดทำร่างกฎหมายที่เกี่ยวข้อง การเตรียมความพร้อมด้านกฎหมาย บุคลากร งบประมาณ และทรัพย์สิน

ตลอดจนการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนและการสร้างความร่วมมือกับทุกภาคส่วน เพื่อประกอบการจัดทำความเห็นของ สปน.และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้มีความครบถ้วน รอบคอบ และเป็นประโยชน์ต่อการพิจารณาของคณะรัฐมนตรีต่อไป

มีรายงานว่า ที่ประชุมมอบให้กระทรวงมหาดไทย ให้เป็นหน่วยงานหลักในการรับผิดชอบการจัดตั้ง “ภูเก็ตมหานคร” ส่วน “เชียงใหม่มหานคร” มี สปน.เป็นหน่วยงานหลัก ร่วมกับ สภาพัฒน์

ทั้งนี้ กมธ.ชุดดังกล่าว เสนอให้แบ่งพื้นที่บริหารเป็น 2 ระดับ คือ ระดับบน (มหานคร) และระดับล่าง (เทศบาลและ อบต.) โดยกำหนดให้มี “ผู้ว่าราชการมหานครและสภามหานคร” ที่มาจากการเลือกตั้งโดยตรง

และยังมีการพิจารณาด้านระบบการคลัง โดยเสนอให้ “มหานครมีรายได้เพิ่มขึ้นจากการจัดเก็บภาษีในพื้นที่” เช่น ภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีธุรกิจเฉพาะ ภาษีเงินได้ ในสัดส่วนร้อยละ 50 (ภาษีรักบ้านเกิด) รวมถึงการจัดเก็บค่าธรรมเนียมรูปแบบใหม่ เช่น ค่าธรรมเนียมสนามบิน เพื่อให้มีงบประมาณเพียงพอต่อการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน

นอกเหนือจากการปรับปรุงโครงสร้างการบริหารงานแล้ว หัวใจสำคัญของการจัดตั้งมหานครทั้งสองแห่งคือการส่งเสริมการมีส่วนร่วม โดยจะมีการจัดตั้ง “สภาพลเมือง” เพื่อให้ภาคประชาชนและกลุ่มอาชีพต่างๆ เข้ามามีบทบาทร่วมกำหนดนโยบายเมือง

ขณะที่ เมื่อเร็วๆ นี้ กลางลงเดือน พ.ค. วุฒิสภา ได้ลงมติเห็นชอบกับรายงานพร้อมทั้งข้อเสนอแนะของ กมธ.ชุดนี้ และมีมติให้ส่งไปยัง ครม. เพื่อดำเนินการ 2 ฉบับ ได้แก่ รายงานจัดตั้งเชียงใหม่มหานคร และ 2. รายงานจัดตั้งภูเก็ตมหานคร

สารสำคัญของรายงานฉบับดังกล่าวได้ชี้ให้เห็นปัญหาและอุปสรรคการบริหารจัดการท้องถิ่นของจังหวัดเชียงใหม่ 3 ประการ 1. ปัญหาด้านการบริหารจัดการ 2. ปัญหาด้านรายได้และงบประมาณ และ 3. ปัญหาด้านการพัฒนาเมืองอย่างยั่งยืน

ขณะที่ จังหวัดภูเก็ต (4 ประการ) นอกจากปัญหาด้านการบริหารจัดการ รายได้และงบประมาณ การพัฒนาเมืองอย่างยั่งยืนแล้ว ยังมี ปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติ

กรณีของ มหานครเชียงใหม่ ด้านการท่องเที่ยว ซึ่งมีลักษณะพิเศษหลายประการ ได้แก่ การเป็นเมืองประวัติศาสตร์ ล้านนา มีความหลากหลายทางชาติพันธุ์และวัฒนธรรม เป็นศูนย์กลางด้านเศรษฐกิจ การศึกษา การแพทย์ และการท่องเที่ยวของภาคเหนือ รวมถึงมีภาคประชาสังคมที่ตื่นตัวและเข้มแข็ง

อย่างไรก็ดี โครงสร้างการบริหารราชการในปัจจุบันยังไม่สามารถรองรับความซับซ้อน และศักยภาพของจังหวัดได้อย่างเพียงพอ จึงมีความจำเป็นต้องพัฒนาโครงสร้างการปกครอง ตนเองในรูปแบบใหม่ที่มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

ขณะที่การจัดตั้ง “ภูเก็ตมหานคร” ซึ่งเป็นเกาะขนาดใหญ่ที่สุดของประเทศไทย มีทรัพยากรธรรมชาติที่สวยงามทั้งทางบกและทางทะเล เป็นแหล่งท่องเที่ยวระดับโลกที่สร้างรายได้ให้กับประเทศไทยในปี 2567 ภูเก็ตครองแชมป์จังหวัดที่ทำรายได้จากการท่องเที่ยวสูงสุดในไทย

โดยอ้างอิงข้อมูลจากการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย และกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา (ไม่รวมกรุงเทพมหานคร) โดยสร้างสถิติใหม่ ดังนี้ รายได้รวมประมาณ 497,523 ล้านบาท (เกือบ 5 แสนล้านบาท) จำนวนผู้เยี่ยมเยือน ประมาณ 11-12 ล้านคน สถานการณ์ฟื้นตัว รายได้ในปี 2567 ถือว่าสูงที่สุดเป็นประวัติการณ์

ปัจจัยที่ทำให้ภูเก็ตเติบโตในปี 2567 มาตรการ วีซ่าฟรี (Visa Exemption) : ช่วยดึงดูดกลุ่มตลาดระยะใกล้ (Short - haul) เช่น จีน และอินเดีย ได้อย่างมีนัยสำคัญ กลุ่มตลาดระยะไกล (Long - haul) ตลาดยุโรปและรัสเซียเดินทางเข้ามาเพิ่มขึ้น ในช่วงฤดูกาลท่องเที่ยว (High Season)

โดยมีการเปิดเส้นทางบินตรงสู่ภูเก็ตมากขึ้น การท่องเที่ยวเชิงธุรกิจ (MICE) ภูเก็ตไม่ได้มีแค่ทะเล แต่เริ่มเด่นในด้านการเป็นสถานที่จัดงานประชุม สัมมนา และอีเวนต์ระดับโลก (Luxury Destination) การเติบโตของวิลล่าระดับพรีเมียมและแหล่งไลฟ์สไตล์ใหม่ๆ ในย่านบางเทา และกมลา ดึงดูดกลุ่มนักท่องเที่ยวที่มีกำลังซื้อสูง

อย่างไรก็ดี ในช่วงเดือนตุลาคม 2567 เพียงเดือนเดียว มีนักท่องเที่ยวเข้าภูเก็ตกว่า 1.02 ล้านคน สร้างรายได้กว่า 37,698 ล้านบาท อัตราการเข้าพักโรงแรมในช่วงฤดูกาลท่องเที่ยว (เดือนพฤศจิกายน-เดือนเมษายน) มีอัตราการเข้าพักเฉลี่ยสูงถึงร้อยละ 78 ถึงร้อยละ 91

โดย กมธ. มีข้อเสนอแนะ เพื่อให้การจัดตั้ง เชียงใหม่มหานคร และ ภูเก็ตมหานคร เป็นอปท.รูปแบบพิเศษด้านการท่องเที่ยวให้บรรลุผลเป็นรูปธรรม โดยการจัดทำร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ระเบียบบริหารราชการเชียงใหม่มหานคร พ.ศ. ... และ ร่างพ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการภูเก็ตมหานคร พ.ศ. .... โดยมีเป็นสำคัญ อาทิ

รูปแบบและโครงสร้าง : 1. แบ่งพื้นที่การบริหารเชียงใหม่มหานครและภูเก็ตมหานคร เป็น 2 ระดับ ประกอบด้วย ระดับบนเป็นเชียงใหม่มหานคร/ภูเก็ตมหานคร และระดับล่างเป็น เทศบาลและองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) และมีสภาพลเมืองเพื่อร่วมในการบริหารกิจการ

2. ระดับบน เชียงใหม่มหานคร/ภูเก็ตมหานคร มีผู้ว่าราชการเชียงใหม่มหานคร/ผู้ว่าราชการภูเก็ตมหานคร และสภาเชียงใหม่มหานคร/สภาภูเก็ตมหานครมาจากการเลือกตั้งโดยตรงจากประชาชน

ระดับล่าง เทศบาล และ อบต. มีนายกเทศมนตรี นายก อบต. สภาเทศบาล และสภา อบต. มาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชน สำหรับสภาพลเมืองมาจากการสรรหาในตัวแทนกลุ่มอาชีพต่างๆ

อำนาจหน้าหน้าที่ : กำหนดอำนาจหน้าที่ให้สามารถดำเนินการกิจการได้ในทุกเรื่อง (เมืองท่องเที่ยวระดับโลก) ยกเว้นกิจการด้านการป้องกันประเทศ ด้านการคลังของรัฐและระบบเงินตรา ด้านกระบวนการพิจารณาคดีทางศาล และด้านการต่างประเทศ สำหรับเทศบาล และ อบต. มีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายเดิมที่กำหนดไว้ และได้รับมอบอำนาจจากเชียงใหม่มหานคร/ภูเก็ตมหานคร

ระบบการคลังและแหล่งรายได้ : เชียงใหม่มหานคร/ภูเก็ตมหานคร ซึ่งเป็น อปท. รูปแบบพิเศษด้านการท่องเที่ยว ควรมีรายได้ที่เพิ่มขึ้นและเพียงพอต่อการพัฒนาพื้นที่ และจัดทำบริการสาธารณะให้ได้คุณภาพมาตรฐานให้เหมาะสมกับอำนาจหน้าที่ที่เพิ่มขึ้น

ซึ่งรายได้เดิมที่ อปท.ยังคงให้ได้รับเช่นเดิม และให้มีรายได้เพิ่มขึ้นจากที่รัฐบาลจัดเก็บในเชียงใหม่มหานคร/ภูเก็ตมหานคร เช่น ภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีธุรกิจเฉพาะ ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ภาษีเงินได้นิติบุคคล

โดยแบ่งให้เชียงใหม่มหานคร/ภูเก็ตมหานคร ร้อยละ 50 ของรายได้ที่จัดเก็บได้ และมีรายได้ประเภทใหม่ที่ออกข้อบัญญัติจัดเก็บเพิ่ม เช่น ค่าธรรมเนียมสนามบิน ค่าธรรมเนียมคนต่างด้าว

รวมทั้งรัฐบาลจำเป็นต้องจัดสรรเงินงบประมาณเป็นเงินอุดหนุนให้เชียงใหม่มหานครอย่างน้อยไม่ต่ำกว่างบประมาณ ที่ส่วนราชการต่างๆ ในจังหวัดเชียงใหม่/ภูเก็ต ได้รับจัดสรร