เมืองไทย 360 องศา
เหลือเวลาอีกไม่กี่วันเท่านั้นที่จะได้รู้ว่า ร่างพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านการพลังงานของประเทศ พ.ศ.2569 วงเงินไม่เกิน 4 แสนล้านบาท หรือ เรียกว่า พ.ร.ก.เงินกู้ ว่าในที่สุดแล้วศาลรัฐธรรมนูญจะชี้ออกมาในทางไหน ทางบวกหรือลบกับทางรัฐบาลที่นำโดย นายอนุทิน ชาญวีรกูล โดยศาลรัฐธรรมนูญนัดวินิจฉัยในวันที่ 9 กรกฎาคม นี้
ก่อนหน้านี้ ศาลรัฐธรรมนูญได้มีการอภิปรายเพื่อนำไปสู่การวินิจฉัยในคดีที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จำนวน 133 คน ซึ่งเป็นจำนวนไม่น้อยกว่าหนึ่งในห้า ของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของสภาผู้แทนราษฎร เข้าชื่อเสนอความเห็นต่อประธาน สภาผู้แทนราษฎร ผู้ร้อง ว่า พระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบ จากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ. 2569 ไม่เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 172 วรรคหนึ่ง และได้ส่งความเห็นดังกล่าวเพื่อขอให้ศาลรัฐธรรมนูญ วินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 173 วรรคหนึ่ง
โดยศาลฯ เห็นว่าคดีเป็นปัญหาข้อกฎหมาย และมีพยานหลักฐานเพียงพอที่จะพิจารณาวินิจฉัยได้ จึงยุติการไต่สวนตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2561 มาตรา 58 วรรคหนึ่ง จึงกำหนดนัดแถลงด้วยวาจา ปรึกษาหารือ และลงมติในวันพฤหัสบดีที่ 9 ก.ค 69 เวลา 09.00 น. ทั้งนี้ ตามที่รัฐธรรมนูญ มาตรา 173 วรรคสอง กำหนดให้ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยภายใน 60 วัน นับแต่วันที่ได้รับเรื่อง
อย่างไรก็ดี มีหลายคนที่มองว่า ร่าง พ.ร.ก.เงินกู้ดังกล่าว ขัดต่อกฎหมายรัฐธรรมนูญแน่นอน โดยมองว่าสถานการณ์ไม่ได้อยู่ในภาวะวิกฤตตามที่มีการกล่าวอ้าง
นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์กล่าวว่า จนถึงขณะนี้ทางฝ่ายเรามั่นใจมากในคำร้องคดีนี้เพราะการออกพระราชกำหนดดังกล่าว ไม่ได้มีผลต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจแน่นอน เพราะตัวเลขเศรษฐกิจที่รัฐบาลแถลงมาตลอด ก็ไปในทิศทางที่ดี ไม่ว่าจะจัดเก็บภาษีรัฐบาลก็บอกว่า เป็นไปตามเป้า มีการปรับตัวเลขประมาณการความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ และยังบอกด้วยว่า จะเติบโตได้มากกว่าเดิมอีก จึงแสดงให้เห็นว่า มันไม่มีผลกระทบอะไรต่อเรื่องความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องไปออกพระราชกำหนดกู้เงินดังกล่าว
วิปฝ่ายค้านจากพรรคปชป. กล่าวว่า รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน บัญญัติเรื่องการออกพระราชกำหนดกู้เงินว่าคณะรัฐมนตรี สามารถออกพระราชกำหนดได้ แต่มีเงื่อนไขสองข้อคือ หนึ่ง ถ้าไม่ออกพระราชกำหนดจะมีปัญหาเรื่องความมั่นคงทางเศรษฐกิจ และ สอง จะต้องเป็นเรื่องฉุกเฉิน มีความจำเป็นเร่งด่วน ประกอบกันไปด้วย
แต่ตอนครม.ออกพระราชกำหนด อ้างเหตุว่า ขณะนั้นประเทศได้รับผลกระทบจากเรื่องของวิกฤตพลังงาน แต่ว่าโดยข้อเท็จจริงแล้ว แผนงานที่ครม.เตรียมการไว้มีสองเรื่อง เรื่องแรกก็เป็นการไปทำเรื่องของโครงการไทยช่วยไทย ซึ่งก็เป็นนโยบายปกติของรัฐบาลชุดนี้ ซึ่งในตอนหาเสียงเลือกตั้งทางเขาประเมินเงินเอาไว้ที่ 40,000 ล้าน ที่ความจริงแล้วรัฐบาลสามารถที่จะบริหารเงินจากด้านอื่นไปใช้ในโครงการไทยช่วยไทยได้ เช่น พ.ร.บ.โอนงบประมาณรายจ่ายฯ แต่เนื่องจากรัฐบาลดำเนินการล่าช้าไปเอง ทำให้เหลือเงินไม่เพียงพอ
การที่รัฐบาลกู้เงินมาแล้วไปทำโครงการไทยช่วยไทย มันจึงไม่ได้มีผลกระทบเรื่องของความมั่นคงทางเศรษฐกิจอย่างแน่นอน ขณะที่เงินอีก 200,000 แสนล้านบาท ในก้อนหลังที่จะนำไปใช้ในเรื่องการเปลี่ยนผ่านพลังงาน แต่เรื่องการเปลี่ยนผ่านพลังงานจนถึงบัดนี้ ก็ยังไม่มีแผนงานที่ชัดเจนออกมา และมันก็ไม่เกี่ยวกับเรื่องความมั่นคงทางเศรษฐกิจอยู่แล้ว ซึ่งฝ่ายค้านมองว่า ตัวเลขทางเศรษฐกิจของรัฐบาลในเมื่อการจัดเก็บภาษีเป็นไปตามเป้า ไม่มีปัญหาเรื่องการจัดเก็บรายได้ลดลง
“ส่วนความรับผิดชอบทางการเมือง จริงๆ มันไม่ได้มีผลกระทบถึงขั้นทำให้รัฐบาลต้องลาออก หรืออะไรอย่างนั้น แต่มันอาจจะมีผลกระทบถึงเรื่องของนโยบายทางเศรษฐกิจของรัฐบาล ที่อาจจะทำให้รัฐบาลขาดความน่าเชื่อถือในเชิงของการดำเนินนโยบายการเงินการคลัง ซึ่งทั้งหมดก็ขึ้นอยู่กับสำนึกของรัฐบาลเองด้วย เพราะเป็นการไปออกพระราชกำหนดเงินกู้ท่ามกลางเสียงคัดค้านของหลายฝ่าย ที่ก็ต้องรอดูอีกครั้ง”
สำหรับฝ่ายรัฐบาล ก็ดูเหมือนว่าจะมีทางออกเอาไว้ล่วงหน้าเช่นเดียวกัน หากผลการวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญออกมาไม่เป็นคุณ โดยนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.การคลัง ย้ำว่า ต้องแล้วแต่ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ สิ่งที่รัฐบาลทำได้ดีที่สุดคือ พยายามชี้แจงข้อมูลที่ถูกต้องครบถ้วนว่า รัฐบาลมีความจำเป็น เนื่องจากประเทศไทยพึ่งพาพลังงานมาก
“เรื่องนี้ ถือเป็นความมั่นคงทางเศรษฐกิจ เราพึ่งพาน้ำมันมากสะท้อนให้เห็นจากตัวเลขดุลบัญชีเดินสะพัดที่ขาดดุล ส่วนใหญ่มาจากราคาน้ำมันที่สูงขึ้น และวันนี้ยังไม่รู้ว่าสงครามจะจบอย่างไรหรือจะเริ่มใหม่หรือไม่ ตรงนี้ทำให้โครงสร้างพื้นฐานพลังงานโลกถูกทำลายลงไปเยอะ ส่งผลต่อราคาน้ำมันเบนซินและดีเซลในตลาดโลกยังสูงขึ้น”
ถามว่า เตรียมแผนสำรองในกรณีที่คำพิพากษาของศาล อาจไม่เป็นคุณต่อรัฐบาลไว้ หรือไม่ นายเอกนิติ กล่าวว่า วันนี้ต้องใช้ทุกภาคส่วน และแผนสำคัญที่เราดำเนินการอยู่ในการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน คือ พยายามจับมือนำภาคเอกชนมาร่วมลงทุนผ่านคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชน (กรอ.)
อย่างไรก็ดี หากผลออกมาเป็นลบจริงๆ รัฐบาลจะใช้ความร่วมมือกับภาคเอกชน ในการเปลี่ยนผ่าน ซึ่งงบประมาณที่จะนำมาช่วยตรงนี้ จะทำให้เกิดการเปลี่ยนผ่านได้เร็วขึ้น วันนี้ประเทศไทยจะรอการเปลี่ยนผ่านก็ได้ แต่ถ้ารอจะยิ่งทำให้เศรษฐกิจไทยอ่อนแอ ในขณะที่ราคาน้ำมันตลาดโลกยังสูงและไทยยังต้องนำเข้าในภาวะที่โครงสร้างทางเศรษฐกิจไทยเปราะบางมาก
อย่างไรก็ดี เชื่อว่าในช่วงเวลานี้แบบนี้ ฝ่ายรัฐบาล โดยเฉพาะ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง คงต้องลุ้น “จนนั่งไม่ติด” เหมือนกัน และแม้ว่าทุกอย่างขึ้นอยู่กับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ว่าจะชี้ออกมาทางไหน เป็นบวกหรือลบกับรัฐบาล
แน่นอนว่าหากโชคร้ายผลการวินิจฉัยออกมาในทางลบ แม้ว่าในทางกฎหมายอาจไม่ถึงขั้นต้องทำให้ นายกรัฐมนตรีต้องแสดงความรับผิดชอบด้วยการลาออก แต่สำหรับในทางการเมือง ด้านจริยธรรม ย่อมต้องมี “มาตรฐาน” ไว้ในระดับที่ต้องสร้างความเชื่อมั่นให้กับสังคมอยู่แล้ว เอาเป็นว่า แม้จะต้องรอให้มีคำวินิจฉัยออกมาก่อน แต่นาทีนี้ต้องบอกว่า “ลุ้นระทึก” เพราะมันย่อมมีผลตามมามากพอสมควร โดยเฉพาะในช่วงที่ถูกตั้งคำถามในหลายเรื่องพร้อมๆ กัน !!


