"อนุทิน" ชี้นิคมเถื่อนตั้งไม่ได้ ต้องขออนุญาตถูกต้อง รวมทั้งสาธารณูปโภคต้องพร้อม ชี้หากกว้านซื้อที่ดินเข้าข่ายลักษณะนอมินี พร้อมใช้กฎหมายจัดการ ลั่นประเทศมีกฎหมาย ทำผิดมาไม่คุ้ม ชี้การทำงาน EEC – บีโอไอต้อง สอดคล้องกันเพื่อเร่งดึงการลงทุน
วันนี้ (6ก.ค.) เมื่อเวลา 16.20 น. ที่ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ตอบคำถามผู้สื่อข่าวถึงกรณีที่มีข้อร้องเรียนว่านักลงทุนต่างชาติโดยเฉพาะนักลงทุนจากประเทศจีน มีการกว้านซื้อที่ดินเพื่อตั้งนิคมอุตสาหกรรมโดยขออนุญาตไม่ถูกต้องหรือนิคมเถื่อนว่า เรื่องการตั้งนิคมอุตสาหกรรมเถื่อนนั้นเกิดขึ้นไม่ได้ เพราะการทำนิคมฯต้องมีการขออนุญาตที่ถูกต้อง มีการทำสาธารณูปโภคที่เหมาะสม และต้องมีการขออนุญาตในหลายขั้นตอน ซึ่งมีเงื่อนไขในการขออนุญาตมาก ส่วนหากมาในลักษณะของนอมิมีการมาซื้อที่ดินแบบไม่ถูกต้อง ถ้าดูแล้วคนที่ซื้อที่ดินเป็นคนที่ไม่มีที่มาที่ไป เป็นยายเพิ้งที่ไหนก็ไม่รู้มาซื้อที่ดินจำนวนมากก็ต้องไปดู เพราะหากทำผิดแบบนี้มีกฎหมายการปราบปรามนอมินีอยู่แล้ว ที่ผ่านมารัฐบาลก็มีการเอาผิดทางกฎหมายที่มีการครอบครองที่ดินแบบนอมินี เช่น ที่เกาะภูเก็ต หรือที่เกาะพงัน ซึ่งพล.ต.อ. สำราญ นวลมา รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ได้รับมอบหมายให้ไปดูเรื่องนี้ ที่ผ่านมามีทั้งการยึด และเพิกถอนที่ดินไปจำนวนมาก
“ประเทศมีกฎหมาย ถ้าใครจะมาทำผิดกฎหมายก็ลองดู ในรัฐบาลนี้จัดการหมด มันไม่คุ้มหรอกครับ รัฐบาลนี้เวลาหวดก็หวดเต็มสวิงเหมือนกัน เพราะเราถือว่าเราได้เตือนแล้วว่าอย่าทำผิด อย่าท้าทายกฎหมายของประเทศ เพราะมันมีผลไม่ใช่ความเสียหายเกิดขึ้นเท่านี้ แต่มีผลเรื่องของความเชื่อมั่นของประเทศ โดยเฉพาะหากมีการครอบครองที่ดินไม่ถูกต้องแล้วไปกระทบกับประชาชนที่ประกอบอาชีพอย่างสุจริต เราปล่อยให้เกิดไม่ได้อย่างเด็ดขาด เรื่องพวกนี้ผมติดตามดูแลใกล้ชิด” นายอนุทิน กล่าว
เมื่อถามถึงแนวทางการขับเคลื่อนการลงทุนในพื้นที่เขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) นายกฯ กล่าวว่า การเร่งรัดการลงทุนนั้นต้องอาศัยการเชื่อมโยงกันในการทำงานระหว่าง 2 หน่วยงานคือสำนักงานคณะกรรมการเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) และสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) โดยต้องพยายามใช้กรอบแต่ละหน่วยงานที่มีอยู่ในการทำงาน ไม่ใช่การแย่งชิงพื้นที่กัน
นอกจากนี้การส่งเสริมการลงทุนรัฐบาลต้องมองภาพรวมทั่วประเทศ ไม่ใช่แค่การส่งเสริมการลงทุนในพื้นที่อีอีซีแล้วไปดึงเอาทรัพยากรจากภาคอื่นจังหวัดอื่นมาแบบนั้นก็ไม่ถูกต้อง


