xs
xsm
sm
md
lg

ภาคีเครือข่ายสมุนไพรไทย ชื่นชม “มหกรรมสมุนไพรแห่งชาติ ครั้งที่ 23” ต่อยอดอุตสาหกรรมสมุนไพรไทย การันตีมีคุณภาพ แพทย์แผนไทย-แพทย์ทางเลือก

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



ปิดฉากลงอย่างงดงามสำหรับงาน “มหกรรมสมุนไพรแห่งชาติ ครั้งที่ 23” (Thailand Herbal Expo 2026) ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 2–5 กรกฎาคม 2569 ณ อาคารอิมแพ็ค เอ็กซิบิชั่น ฮอลล์ 11-12 เมืองทองธานี ภายใต้แนวคิดหลัก “เชิดชูภูมิปัญญาไทย ต่อยอดเศรษฐกิจใหม่ ก้าวไกลสู่สากล” โดยได้รับเสียงตอบรับอย่างท่วมท้นจากทั้งผู้ประกอบการและประชาชน

โดยภาคีเครือข่ายสมุนไพรไทย ที่เข้าร่วมงานมหกรรมสมุนไพรไทย ครั้งที่ 23 เช่น บ้านหมอละออง กรุ๊ป องค์การเภสัชกรรม โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร ยอมรับว่า การจัดงานในปีนี้ถูกออกแบบมาอย่างยอดเยี่ยม มีสีสันที่เข้ากับอัตลักษณ์ของสมุนไพรไทย และเอื้อประโยชน์ต่อผู้ประกอบการอย่างมาก ทำให้บรรยากาศภายในงานเต็มไปด้วยความคึกคัก เนื่องจากทั้งผู้ซื้อและผู้ขายต่างมีการเตรียมตัวมาเป็นอย่างดี นอกจากนี้ งานดังกล่าวยังทำหน้าที่เป็น "สะพานเชื่อมโยง" สำคัญที่ทำให้ผู้ประกอบการหลากหลายแบรนด์ได้มาพบปะ แลกเปลี่ยนองค์ความรู้ และสร้างเครือข่ายพันธมิตรร่วมกับองค์กรรัฐ ซึ่งการบูรณาการร่วมกันเช่นนี้ จะเป็นแรงขับเคลื่อนเชิงนโยบายที่ช่วยผลักดันให้สมุนไพรไทยก้าวไปสู่เวทีระดับสากลได้อย่างยั่งยืน ที่สำคัญเป็นการสร้างความเชื่อมั่นต่อสมุนไพรไทย และยังเป็นการช่วยเหลือเกษตรกรไทย สืบสานต่อยอดภูมิปัญญาไทยด้วย 


อย่างไรก็ตามภายหลัง มหกรรมสมุนไพรแห่งชาติครั้งที่ 23ผ่านพ้นไป ดร.นพ.พงศธร พอกเพิ่มดี อธิบดีกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก ประกาศเดินหน้าขับเคลื่อนแผนยุทธศาสตร์เตรียมความพร้อมการจัดงาน “มหกรรมสมุนไพรแห่งชาติ ครั้งที่ 24” ทันที หลังเสร็จสิ้นการจัดงานครั้งที่ 23 อย่างยิ่งใหญ่ โดยมีกำหนดการจัดงานครั้งต่อไปอย่างเป็นทางการระหว่างวันที่ 1–4 กรกฎาคม 2570 ทำให้คณะผู้บริหาร กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก ขานรับนโยบายและเตรียมความพร้อมในการจัดงานครั้งต่อไป 


โดย ดร.ภก.ปรีชา หนูทิม ผู้ช่วยอธิบดีกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก กระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยถึงแผนการขับเคลื่อนโดยมุ่งต่อยอดจากนโยบายของผู้บริหาร และดูตัวเลขความสำเร็จของครั้งที่ 23 จึงนำมาขยายผล อย่างเป็นรูปธรรม

พร้อมตั้งเป้าหมายใหญ่ในการผลักดันมูลค่าตลาดสมุนไพรไทยให้ทะยานสู่ 1 แสนล้านบาทภายในปี 2570 โดยคาดว่าจะวางแผนบริหารจัดการงานออกเป็น 3 ด้านหลักคือ
1. การบริหารและจัดโซนนิ่งพื้นที่ 4 ฮอลล์ใหญ่ โดยแบ่งเป็น 4 มหกรรมย่อยเพื่อเป็น New S-Curve วางการจัดงานให้เชื่อมโยงกัน Zone 1 T-Beauty (ผลิตภัณฑ์ความงาม) จัดเป็นโซน Innovation & Premium นำเสนอสมุนไพรไทยในรูปแบบ Modern Luxury เน้นจับกลุ่มวัยรุ่น วัยทำงาน และชาวต่างชาติ ร่วมกับ Influencer สายบิวตี้
Zone 2: อาหารและผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร รวมถึง เครื่องดื่มสมุนไพร เน้นเทรน Aging Society นำเสนอสมุนไพรสกัดที่พร้อมทาน ง่าย และตอบโจทย์ชีวิตคนเมือง
Zone 3 ยาสมุนไพรและการแพทย์แผนไทย ชูธงระบบ DTAM Next นำเทคโนโลยีดิจิทัล เช่น AI ตรวจธาตุเจ้าเรือน, Tele-medicine ร่วมกับการจ่ายยาสมุนไพร และการใช้ระบบนัดหมายออนไลน์เพื่อลดความแออัด
Zone 4 ผลิตภัณฑ์สำหรับสัตว์เลี้ยง จัดประกวดนวัตกรรมผลิตภัณฑ์สมุนไพรเพื่อสัตว์เลี้ยง (เช่น แชมพู อาหารเสริม ยารักษา) เพื่อดึงดูดกลุ่มลูกค้า Pet Parents ยุคใหม่

ดร.ภก.ปรีชา ยังชี้ว่า จากงานมหกรรสมุนไพรครั้งที่ 23 จากตัวเลขเงินสะพัดภายในงานมากกว่า 350 ล้านบาท โดยตัวเลขเงินสะพัดมาจาก การจับคู่ธุรกิจ Business Matching หรือ (B2B) ดังนั้น ในงานครั้งต่อไป จะต้อง "ติดสปีด"การขยายด้านธุรกิจให้มากขึ้น ซึ่งจะได้ชัดเจนว่ากรมการแพทย์แผนไทยฯ ได้เดินตามแผนปฏิบัติการด้านสมุนไพรแห่งชาติ ภายใต้ การขับเคลื่อน ตั้งแต่"ต้นน้ำ ถึง ปลายน้ำ"
เพื่อสอดรับกับนโยบาย Health for Wealth


ขณะที่เภสัชกรหญิงพันธ์วิรา เวยสาร ผู้อำนวยการกองนวัตกรรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก เปิดเผยว่าจากการที่ ผู้บริหาร และกรมการแพทย์แผนไทยฯได้ประกาศก้าวสำคัญในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมสมุนไพรไทยยุคใหม่ จาก "ยารักษาโรค" มุ่งสู่การเป็น "ผลิตภัณฑ์ไลฟ์สไตล์" เพื่อตอบโจทย์คนรุ่นใหม่และผลักดันมูลค่าเศรษฐกิจไทยให้เติบโตอย่างก้าวกระโดดในตลาดโลก ซึ่งที่ผ่านมา ตลาดสมุนไพรไทยถูกจำกัดอยู่ในวงจำกัดเนื่องจากผู้บริโภคมักนึกถึงสมุนไพรเฉพาะเวลาเจ็บป่วย ทางกรมการแพทย์แผนไทยฯ จึงได้เปลี่ยนยุทธศาสตร์ใหม่ นำสมุนไพรเข้าไปอยู่ในชีวิตประจำวันของผู้คน ผ่าน 4 อุตสาหกรรมเป้าหมายที่มีมูลค่าสูงและเป็นเทรนด์แห่งอนาคต อาทิ เครื่องสำอางและสกินแคร์ อาหารเสริม เครื่องดื่ม ผลิตภัณฑ์สัตว์เลี้ยง เป็นต้น