xs
xsm
sm
md
lg

"หม่อมกร" เผยความต่าง ไทยอุ้มทุนพลังงานผูกขาด ทิ้งประชาชนไว้ข้างหลัง เวียดนามบังคับรัฐวิสาหกิจพลังงานเฉือนกำไรอุ้มเศรษฐกิจชาติ

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



“ม.ล.กรกสิวัฒน์” ชำแหละโครงสร้างพลังงานไทยถูกกลุ่มทุนครอบงำตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ มีวงจรผลประโยชน์ทับซ้อน นโยบายรัฐมุ่งรักษากำไรของบริษัทน้ำมัน ประชาชนและธุรกิจอื่นถูกทิ้งไว้ข้างหลัง เปรียบเทียบกับเวียดนามที่บังคับรัฐวิสาหกิจพลังงานให้ยอมเฉือนกำไร เพื่ออุ้มเศรษฐกิจชาติและดึงดูดการลงทุน
 
วันที่ 1 ก.ค. 2569 หม่อมหลวง กรกสิวัฒน์ เกษมศรี นักวิชาการอิสระด้านพลังงาน อดีตรองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ และอดีตผู้สมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก "คุยกับหม่อมกร" แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับโครงสร้างราคาพลังงานของไทย โดยระบุว่าได้ติดตามราคาพลังงานของประเทศเพื่อนบ้านมาตั้งแต่ปี 2551 เพื่อให้คนไทยตระหนักว่าประเทศถูกเอาเปรียบมาโดยตลอด จากการร่วมมือกันของผู้มีอำนาจและกลุ่มทุนในทุกยุคสมัย

ม.ล.กรกสิวัฒน์ ระบุว่า รัฐบาลไม่เคยแสดงเจตจำนงที่แท้จริงในการแก้ไขปัญหาโครงสร้างพลังงาน พร้อมเตือนว่าหากราคาน้ำมันยังอยู่ในระดับสูงต่อไป เศรษฐกิจไทยอาจเผชิญภาวะถดถอยรุนแรง

สำหรับประเด็นแรกที่หยิบยกขึ้นมา คือโครงสร้างตลาดน้ำมันไทยที่มีลักษณะกึ่งผูกขาด (Oligopoly) แม้จะมีสถานีบริการน้ำมันหลายแบรนด์ แต่ในทางปฏิบัติ กลุ่มทุนรายใหญ่เป็นผู้ถือครองห่วงโซ่อุปทานตั้งแต่การจัดหาน้ำมันดิบ โรงกลั่น คลังน้ำมัน ไปจนถึงระบบท่อส่ง โดยครอบครองกำลังการกลั่นมากกว่า 70-80% ของประเทศ ส่งผลให้ผู้ประกอบการรายใหญ่มีอำนาจกำหนดราคา ขณะที่รัฐบาลไม่มีอำนาจต่อรองอย่างแท้จริง เนื่องจากความมั่นคงด้านพลังงานผูกพันกับบริษัทเหล่านี้

นอกจากนี้ ยังตั้งข้อสังเกตถึงปัญหาผลประโยชน์ทับซ้อน หรือ "Revolving Door" โดยระบุว่าข้าราชการระดับสูงจากหลายกระทรวง รวมถึงหน่วยงานกำกับดูแล มักเข้าไปดำรงตำแหน่งกรรมการในบริษัทพลังงานขนาดใหญ่ ซึ่งได้รับค่าตอบแทนและสิทธิประโยชน์จำนวนมาก แม้จะเป็นไปตามกฎหมาย แต่ทำให้ผู้มีหน้าที่กำกับดูแลมีส่วนได้ส่วนเสียกับผลกำไรของผู้ประกอบการ จนอาจส่งผลต่อการกำหนดนโยบายและโครงสร้างราคาพลังงาน

ม.ล.กรกสิวัฒน์ ยังวิจารณ์ว่า สูตรคำนวณราคาน้ำมันของไทยยังอ้างอิงราคานำเข้าจากสิงคโปร์ ทั้งที่น้ำมันส่วนใหญ่ผ่านการกลั่นในประเทศ ทำให้เกิดต้นทุนที่เรียกว่า "ค่าขนส่งทิพย์" และ "ค่าประกันภัยทิพย์" ซึ่งช่วยสร้างกำไรส่วนเกินให้โรงกลั่น โดยรัฐไม่เคยปรับเปลี่ยนสูตรดังกล่าวอย่างจริงจัง

นอกจากนี้ ยังมองว่าการปรับราคาน้ำมันในประเทศมีลักษณะไม่สมดุล กล่าวคือ เมื่อราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกปรับเพิ่ม ราคาขายปลีกจะปรับขึ้นอย่างรวดเร็ว แต่เมื่อราคาน้ำมันดิบลดลง ราคาหน้าปั๊มกลับปรับลดช้ากว่า เพื่อรักษาผลกำไรของบริษัทหรือจัดเก็บเงินเข้ากองทุน

ในช่วงท้ายของการโพสต์ ม.ล.กรกสิวัฒน์ เปรียบเทียบกับประเทศเวียดนาม โดยระบุว่ารัฐบาลเวียดนามใช้อำนาจควบคุมรัฐวิสาหกิจด้านพลังงานอย่างเด็ดขาด เพื่อสนับสนุนยุทธศาสตร์การเติบโตทางเศรษฐกิจและดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ แม้บริษัทจะต้องยอมลดกำไรเพื่อประโยชน์ของประเทศ

ส่วนประเทศไทย เขามองว่าโครงสร้างพลังงานเป็นลักษณะ "ทุนนิยมพลังงานผูกขาด" ที่กลุ่มทุนสามารถมีอิทธิพลต่อการกำหนดนโยบายของรัฐผ่านเครือข่ายข้าราชการและนักการเมือง ส่งผลให้การบริหารนโยบายพลังงานมุ่งรักษาผลประโยชน์ของกลุ่มทุนและผู้มีอำนาจ โดยทิ้งประชาชนและธุรกิจอื่นไว้ข้างหลัง


รายละเอียดข้อความในเฟซบุ๊ก “คุยกับหม่อมกร”

ผมติดตามราคาพลังงานของประเทศเพื่อนบ้านมาตั้งแต่ปี 2551 เพื่อคนไทยตื่นรู้ว่า เราถูกเอาเปรียบมาโดยตลอด โดยการร่วมมือกันของผู้มีอำนาจและกลุ่มทุนมาทุกยุค ทำให้ประเทศไทย🇹🇭 ตกอยู่ในความเสี่ยง รัฐเองก็ไม่เคยแสดงเจตจำนงในการแก้ไขอย่างแท้จริง ดูจากราคาน้ำมันอีกไม่นานเศรษฐกิจไทยคงดิ่งเหว!

1. โครงสร้างตลาดน้ำมันกึ่งผูกขาด (Oligopoly)
แม้ฉากหน้าเราจะเห็นปั๊มน้ำมันหลายแบรนด์ แต่ในความเป็นจริง โครงสร้าง "กลุ่มทุนพลังงาน" ของไทยตั้งแต่การซื้อน้ำมันดิบ โรงกลั่น คลังน้ำมัน ไปจนถึงท่อส่ง มีลักษณะกึ่งผูกขาดโดยกลุ่มทุนขนาดใหญ่
คุมตั้งแต่ต้นน้ำยันปลายน้ำ: กลุ่มทุนหลักและบริษัทลูกถือครองกำลังการกลั่นน้ำมันในประเทศเกือบทั้งหมด (มากกว่า 70-80% ของกำลังการกลั่นรวม) เมื่อผู้เล่นรายใหญ่คุม Supply Chain เบ็ดเสร็จ อำนาจในการกำหนดราคา (Pricing Power) จึงอยู่ในมือกลุ่มทุน ไม่ใช่ผู้บริโภค
รัฐไม่มีอำนาจต่อรองที่แท้จริง: แม้รัฐบาลจะบอกว่ามีกลไกควบคุม แต่เนื่องจากความมั่นคงทางพลังงานผูกติดอยู่กับบริษัทเหล่านี้ ทำให้นโยบายรัฐมักจะต้อง "เกรงใจ" และโอนอ่อนตามความต้องการของกลุ่มทุนมากกว่าจะปกป้องผลประโยชน์ของประชาชน

2. วงจรผลประโยชน์ทับซ้อน (Conflict of Interest) ที่ถูกกฎหมาย
นี่คือจุดสำคัญที่ทำให้กลไกกำกับดูแลของรัฐล้มเหลวโดยสิ้นเชิง นั่นคือระบบ "เก้าอี้ดนตรีข้ามขั้ว" หรือที่เรียกในทางสากลว่า Revolving Door
ข้าราชการระดับสูงนั่งบอร์ดพลังงาน: ข้าราชการระดับสูงจากกระทรวงสำคัญ (เช่น กระทรวงพลังงาน, กระทรวงการคลัง, กระทรวงพาณิชย์) หรือแม้แต่องค์กรอิสระ มักจะเข้าไปนั่งเป็น "กรรมการ" (บอร์ด)ในบริษัทพลังงานขนาดใหญ่
ผลตอบแทนมหาศาล: เบี้ยประชุม โบนัสประจำปี และสิทธิประโยชน์ต่างๆ ที่กรรมการได้รับจากบริษัท มีมูลค่าสูงกว่าเงินเดือนข้าราชการหลายเท่าตัว และทั้งหมดนี้ "ถูกกฎหมาย"
ผู้คุมกฎกลายเป็นพวกเดียวกับผู้เล่น: เมื่อข้าราชการที่มีหน้าที่ "กำกับดูแล" (Regulator) มีส่วนได้ส่วนเสียกับกำไรของ "ผู้ประกอบการ" (Operator) การออกนโยบายหรือสูตรราคาจึงมักจะถูกออกแบบมาเพื่อ "รักษาระดับกำไรและความมั่งคั่งของบริษัท" เพื่อให้โบนัสของบอร์ดไม่ลดลง แทนที่จะเป็นการลดภาระให้ประชาชน

3. ประชาชนถูกทิ้งไว้ข้างหลัง: เมื่อกำไรของบริษัทสำคัญกว่าการลดค่าครองชีพขอบประชาชน
โครงสร้านี้ส่งผลกระทบเชิงระบบที่แก้ไม่ได้ง่ายๆ:
สูตรราคาอ้างอิงที่เอาเปรียบ: โครงสร้างราคาน้ำมันของไทยยังคงอ้างอิงราคาเสมือนนำเข้าจากสิงคโปร์ (บวกค่าขนส่งทิพย์ ค่้าประกันภัยทิพย์) ทั้งที่น้ำมันส่วนใหญ่กลั่นในประเทศ การตั้งสูตรแบบนี้ช่วยการันตี "กำไรส่วนเกิน" ให้โรงกลั่นอย่างมั่นคง โดยที่รัฐไม่เคยรื้อสูตรนี้อย่างจริงจัง
การผลักภาระที่เบ็ดเสร็จ: เวลาน้ำมันดิบโลกแพงขึ้น ราคาหน้าปั๊มจะปรับขึ้นทันที (อย่างรวดเร็ว) แต่เวลาน้ำมันดิบโลกลดลง ราคาหน้าปั๊มกลับลงช้ากว่า เพื่อรักษากำไรส่วนเกินให้บริษัทหรือเก็บเงินเข้ากองทุน

ผลกระทบเปรียบเทียบกับเวียดนามในมิตินี้
เวียดนาม รัฐบาลใช้อำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดในการ "สั่ง" และควบคุมรัฐวิสาหกิจพลังงานอย่าง PetroVietnam ให้ตอบสนองต่อยุทธศาสตร์การเติบโตของประเทศและดึงดูด FDI เป็นหลัก (บริษัทต้องยอมเฉือนกำไรเพื่ออุ้มเศรษฐกิจชาติ)
แต่ของ ไทย มีโครงสร้างเป็น "ทุนนิยมพลังงานผูกขาด" ที่ข้ามเส้นมาคุมนโยบายรัฐ ผ่านเครือข่ายข้าราชการและนักการเมือง การขับเคลื่อนนโยบายจึงไม่ใช่เพื่อความสามารถในการแข่งขันของประเทศ แต่ออกแบบมาเพื่อ "ความมั่งคั่งของกลุ่มทุนและผู้มีอำนาจ" โดยทิ้งประชาชนและภาคธุรกิจอื่นไว้ข้างหลัง