ศาล รธน.สั่งไม่รับคำร้อง ปมยื่นฟ้องพิมพ์ “บาร์โค้ด” บนบัตรเลือกตั้ง เป็นการทำลายความลับและละเมิดสิทธิ ชี้เป็นเพียงแสดงความเห็น-ไร้เหตุผลโต้แย้ง ผู้ร้องไม่ใช่ผู้ถูกละเมิดสิทธิโดยตรง พ่วงไม่รับวินิจฉัยอ้าง "นายก -ครม.-เท้ง-ปิยะบุตร" ใช้สิทธิ์เสรีภาพล้มล้างการปกครอง เหตุอ้างกระบวนการจัดทำประชามติแก้ รธน.มิชอบและแสดงความเห็นเกี่ยวกับองคมนตรี
วันนี้( 1 ก.ค.) ศาลรัฐธรรมนูญมีมติเป็นเอกฉันท์มีคำสั่งไม่รับคำร้องไว้พิจารณาวินิจฉัยในคดีที่ น.ส.ณัฐธิดา นิโครธางกูร ผู้ร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัย ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 213โดยกล่าวอ้างว่า การกระทำของคณะกรรมการการเลือกตั้ง ผู้ถูกร้องที่ 1 และ สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง ผู้ถูกร้องที่ 2 ที่กำหนดรูปแบบและจัดพิมพ์รหัสแท่ง (Barcode) บนบัตรเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ ไม่เป็นไปตามวัตถุประสงค์ที่ขอรับการจัดสรร งบประมาณที่กำหนดให้มีรหัสคิวอาร์ (QR Code) เท่านั้น และจากการร้องเรียนของบุคคลอื่นเห็นได้ว่า การเลือกตั้งไม่เป็นความลับ ละเมิดสิทธิเลือกตั้ง ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 3 มาตรา 25 และมาตรา 41 (3) โดยศาลฯเห็นว่า ข้อเท็จจริงตามคำร้องและเอกสาร ประกอบไม่ได้บรรยายว่าผู้ร้องถูกละเมิดสิทธิหรือเสรีภาพโดยตรงและได้รับความเดือดร้อนหรือเสียหายจากการ กระทำของผู้ถูกร้องทั้งสองอย่างไร เป็นเพียงการแสดงความคิดเห็นของผู้ร้องเท่านั้น ประกอบกับผู้ร้องไม่ได้แสดงเหตุผลประกอบข้อโต้แย้งว่าการเลือกตั้งไม่เป็นไปโดยลับอย่างไร กรณีไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2561 มาตรา 46 วรรคหนึ่งและวรรคสอง ดังนั้น ผู้ร้องไม่อาจยื่นคำร้องดังกล่าวตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 213
นอกจากนี้ยังมีมติเอกฉันท์ไม่รับคำร้องไว้วินิจฉัยทในคดีที่นางสาวณัฐธิดา ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยตาม รัฐธรรมนูญ มาตรา 49 โดยอ้างว่า การกระทำของนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรี ผู้ถูกร้องที่ 1 ที่พิจารณาและมีมติรับรองคำถามที่จะสอบถามประชาชนในการออกเสียงประชามติ เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ในการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ตามขั้นตอนของกฎหมาย กระบวนการจัดทำไม่ได้ดำเนินไปตาม คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 18/2568ในส่วนของการออกเสียงประชามติ ประกอบกับได้พบเห็นการกระทำ ตามที่ปรากฏในข่าวสารจากสื่อมวลชนต่าง ๆ ว่า นายณัฐพงษ์ เรื่องปัญญาวุฒิ ผู้ถูกร้องที่ 2 และนายปิยบุตร แสงกนกกุล ผู้ถูกร้องที่ 3 ให้ความเห็นเกี่ยวกับองคมนตรี การกระทำของผู้ถูกร้องทั้งสามดังกล่าวเป็นการใช้สิทธิ หรือเสรีภาพเพื่อล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 49 ซึ่งนางสาวณัฐธิดา ผู้ร้องเคยยื่นคำร้องต่ออัยการสูงสุดและอัยการสูงสุดมีหนังสือแจ้งว่าการกระทำของผู้ถูกร้องยังไม่ เข้าข่ายเป็นการใช้สิทธิหรือเสรีภาพเพื่อล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็น ประมุขตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 49วรรคหนึ่ง จึงมีคำสั่งไม่รับดำเนินการตามที่ร้องขอ จึงได้มายื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ
โดยศาลรัฐธรรมนูญระบุเหตุผลของการไม่รับคำร้องว่า ข้อเท็จจริงตามคำร้องและ เอกสารประกอบการพิจารณาว่าบุคคลใดจะใช้สิทธิหรือเสรีภาพเพื่อล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 49 วรรคหนึ่ง จะต้องปรากฏข้อเท็จจริงหรือ
พยานหลักฐานชัดเจนเพียงพอที่แสดงให้เห็นถึงความมุ่งหมายและความประสงค์ระดับที่วิญญูชนคาดหมายได้ ว่าน่าจะทำให้เกิดผลเป็นการใช้สิทธิหรือเสรีภาพเพื่อล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมี พระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข เมื่อข้อเท็จจริงตามคำร้องและเอกสารประกอบ ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงหรือพยานหลักฐานชัดเจนเพียงพอที่แสดงให้เห็นได้ว่าผู้ถูกร้องทั้งสามกระทำการอันเป็นการใช้สิทธิหรือเสรีภาพ เพื่อล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 49วรรคหนึ่ง ดังนั้น กรณีไม่ต้องด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 49


