ข่าวปนคน คนปนข่าว
++ “ฝีแตก”ที่มหาดไทยโกงสอบ 4 พันล้าน กับ “ดีลลับ”ป.ป.ช.-ภท. งานนี้ "อนุทิน" ลั๊ลลา ไม่ไหวแล้วมั้ง!!
กรณีฉาวโฉ่ “ค่าตั๋ว” ทางลัดสู่ระบบราชการไทย ที่พบว่ามีจ่ายกันในเรต ราคา 350,000 ไปจนถึง 800,000 บาทต่อหัว! คำนวณยอดผู้สมัครสี่แสนกว่าราย ตัวเลขกลมๆ รวมกันสะพัดกว่า 4,500 ล้านบาท
ใครที่อุตส่าห์กู้หนี้ยืมสิน หอบเงินครึ่งล้านไปจ่ายให้นายหน้าแล้วมีชื่อสอบผ่าน ตอนนี้ต้องคิดหนักว่าจะไปรายงานตัวในวันที่ 1 ก.ค.นี้ดีหรือไม่ เพราะดีไม่ดี ชื่อจะไปโผล่ในสำนวน ถูกม้วนไปรวมกับกลุ่มขบวนการทุจริต จะต้องไปทัวร์ "ห้องกรง" เอา
ฟังว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องที่จะต้องส่งข้อมูลเพื่อขยายผลคดีให้กับพนักงานสอบสวน อย่าง ป.ป.ช.-สถ. และ มศว. ตอนนี้เล่นบทช้าๆ ได้พร้าเล่มงาม หรืออย่างไรไม่ทราบ ไม่มีใครยินดีส่งให้ตำรวจ ผลสอบก็เลยยังไม่มีอะไรคืบหน้า
แต่ที่เคลื่อนไหวหนักตอนนี้ กลับเป็นบุคคลที่ถูก“คลิปเสียง" พ่นพิษ บรรดาบิ๊กๆ ในกระทรวงมหาดไทย ที่ถูกพาดพิงนั่งไม่ติดเก้าอี้ เริ่มจาก “ทรงศักดิ์ ทองศรี” รองนายกฯ ที่ลั่นเสียงแข็งว่า “นิ่งคือยอมรับ” เตรียมส่งทีมกฎหมาย ไปแจ้งความที่ สน.ทุ่งสองห้อง พร้อมยืนยันแบบอินเทรนด์ว่า นั่นอาจจะเป็นเสียง AI หรือเปล่า?
จังหวะนรกยังไม่หมดแค่นั้น เมื่อเพจนักแฉตัวตึง อย่าง "CSI LA" ปล่อยคลิปปริศนาอ้างคนใหญ่คนโต เล่นเอา "อรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์” ปลัดกระทรวงมหาดไทย ถึงกับฟิวขาด ส่งนิติกรไปแจ้งความเพจดังที่กองปราบปรามในข้อหาหมิ่นประมาท โดยยืนยันหลังบ้านไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง
งานนี้ก็ต้องติดตามกันยาวๆ เพราะเรื่องทุจริตสอบบรรจุท้องถิ่นนี้ เป็นเรื่องใหญ่ที่สั่นสะเทือนวงราชการ และความเชื่อมั่นของประชาชน
มิหนำซ้ำจากข่าวที่แว่วว่า มีดีลลับ “ยื่นหมูยื่นแมว” แลกเปลี่ยนผลประโยชน์ระหว่าง คณะกรรมการ ป.ป.ช. ทั้ง 9 คน กับ พรรค“ภูมิใจไทย” ยิ่งชวนให้ “ขยะแขยง” ต่อพฤติการณ์ของฝ่ายการเมือง และคนในองค์กรอิสระภายใต้ระบอบน้ำเงิน
ลองตรองดูว่า การต่อรองดีลนี้ มีข้อเสนอให้ “ดึงเกม” การถอดถอนป.ป.ช. กรณีที่“พรรคประชาชน” ยื่นคำร้องตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 236 ต่อประธานสภาฯ เพื่อส่งต่อไปยังศาลฎีกา ให้ตั้งคณะผู้ไต่สวนอิสระ ถอดถอนกรรมการ ป.ป.ช.ทั้งคณะ! จากที่ป.ป.ช. มีพฤติกรรม “อุ้ม” ศักดิ์สยาม ชิดชอบ ด้วยการลงมติยกคำร้องคดีซุกหุ้น ทั้งที่ศาลรัฐธรรมนูญลงทัณฑ์ไปแล้ว แลกกับการตอบแทนด้วยการเป่าคาถาช่วยเหลือคดีทุจริตสอบท้องถิ่น 4,500 ล้าน ที่กำลังสาวไส้ ไม่ให้สาวไปถึงตัวนักการเมืองใหญ่
เป็นดีลที่สองฝ่าย “วิน-วิน” แต่ประเทศพินาศป่นปี้
มองดูภาพรวมทั้งหมดนี้แล้วบอกได้คำเดียวว่า ระบบราชการของมหาดไทยยุคนี้ ล่มสลายอย่างสิ้นเชิง ศรัทธาที่ประชาชนเคยมีต่อระบบบำบัดทุกข์บำรุงสุข แทบไม่เหลือหลอ ขนาดด่านแรกอย่างการสอบคัดเลือกเข้ามาทำงานยังต้องใช้เงินหนา บูชากันด้วยถุงขนม 4,500 ล้าน แล้วจะหวังให้ข้าราชการยุคใหม่ เข้ามาทำงานอย่างโปร่งใสได้อย่างไร?
ที่น่าเจ็บปวดที่สุดคือ มหากาพย์แผลเน่าเฟะทั้งหมดนี้ดันมา“ฝีแตก”ประจานความฟ่อนเฟะ ในยุคที่มี มท.1 ชื่อ “อนุทิน ชาญวีรกูล” นั่งคุมบังเหียนใหญ่เสียด้วย!
ปากบอกจะปราบมาเฟีย จะล้างบางผู้มีอิทธิพล แต่สุดท้ายกลับปล่อยให้ “มาเฟีย" โกงข้อสอบพ่นพิษใส่คนในบ้านจนสะเทือนไปทั้งสิงห์เหนือ สิงห์ใต้
งานนี้ "เสี่ยหนู" จะเอายาอะไรมาทาแผลฝีแตกเรื้อรังรอบนี้ ? หรือว่า จะยังลั๊ลลา...ไม่ไหวแล้ว ก็ตามอัธยาศัย แต่ขอเตือนว่า งูที่ขว้างออกไประวังจะไม่พ้นคอด้วยนะจ๊ะ!.
++ “เสรีพิศุทธ์”แลกเดือด หมัดต่อหมัด เล่นเอา “ประธานฯโสภณ” เสียทรง
สภาเดือดรับการอภิปราย ร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่าย ประจำปีงบประมาณ 2570 เป็นวันแรก
เมื่อ “พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส” สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคเสรีรวมไทย ลุกขึ้นอภิปราย เปิดหัวว่าด้วยเรื่องการปฏิบัติหน้าที่ของ “อนุทิน ชาญวีรกูล” นายกรัฐมนตรี ย้อนไปช่วงปี 2562 ที่เป็น รมว.สาธารณสุข และ ปี 2566 ก็เป็นรองนายกฯ ควบรมว.มหาดไทย
แต่ “อนุทิน” ต้องมามีชื่ออยู่ในลำดับที่ 187 จาก 229 รายชื่อ ที่ กกต.เรียกไปรับทราบข้อกล่าวหา ในคดี “ฮั้ว สว.”
พอได้ยินคำว่า“ฮั้ว สว.” เท่านั้นแหละ “บังซุป” ศุภชัย ใจสมุทร ก็ทำหน้าที่ “องครักษ์” ลุกขึ้นประท้วงทันทีว่า ไม่อยู่ในประเด็น
ขณะที่ประธานฯซาเล้ง “โสภณ ซารัมย์” ก็รับลูกต่อทันทีว่า หากเรื่องไม่เกี่ยวข้องกับการอภิปรายงบประมาณ ก็จะไม่อนุญาตให้พูด
“เสรีพิศุทธ์” จึงบอกว่า ที่พูดถึงเรื่องในอดีต ก็เพื่อจะชี้ให้เห็นถึงเจตนาในการบริหารประเทศชาติ หากคนเราบริสุทธิ์ ซื่อตรง สุจริต ก็บริหารประเทศชาติได้อย่างสุจริต หากคนทุจริต คดโกง แล้วจะบริหารประเทศชาติได้อย่างไร
“บังซุป” ลุกขึ้นขัดจังหวะอีกครั้ง บอกว่า วันนี้เราพิจารณา ร่าง พ.ร.บ.งบฯปี 70 แต่ท่านเอาเรื่องตั้งแต่ปี 62 มาพูด เพื่อให้เข้าใจว่า นายกฯ มีประวัติไม่ดี ไม่สามารถจะบริหารงบประมาณนี้ได้ ถือว่าผิดข้อบังคับ ไม่เกี่ยวกับประเด็น และยังเป็นการใส่ร้ายนายกฯ
“เสรีพิศุทธ์” สวนว่า ตนเองไม่ได้คิดอย่างที่ “ศุภชัย” พูด แต่เป็นเรื่องจริง!
“ประธานโสภณ” วินิจฉัยในข้อโต้เถียงนี้ว่า หากเห็นว่านายกฯไม่สุจริต ก็มีช่องทางการอภิปรายไม่ไว้วางใจ หรือ ไปร้องเรื่องผิดจริยธรรม ขอให้ “เสรีพิศุทธ์”อภิปรายแบบเคารพข้อบังคับการประชุมด้วย
“เสรีพิศุทธ์” จึงชี้แจงว่าไม่ได้อภิปรายว่านายกฯไม่สุจริต เพียงแต่พูดถึงข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น ซึ่งกกต.ยังไม่ได้วินิจฉัย... ขณะกำลังจะพูดต่อ
คราวนี้ “โสภณ” ใช้วิธีปิดไมค์ ไม่ให้ “เสรีพิศุทธ์” พูด พร้อมสำทับว่าการกล่าวหานายกฯ ว่าไม่สุจริต เป็นการสันนิษฐานของท่าน ซึ่งไม่มีองค์กรใดที่จะตัดสินว่า นายกฯ สุจริต หรือ ไม่สุจริต
จากนั้น “เสรีพิศุทธ์” พูดถึงการเลือกตั้งที่ผ่านมา มีแต่ปัญหา ทั้งโยกย้ายผู้ว่าฯ ปลัดจังหวัด นายอำเภอ และอธิบดีกรมการปกครอง เอานายอำเภอมาเป็นคณะกรรมการเลือกตั้งประจำหน่วย และ ขอให้เลือกน้ำเงินทั้งหมด
ช่วงนี้ “ศุภชัย”ยังคงใช้ข้อประท้วงเดิม ว่าเป็นการอภิปรายผิดเวที ผิดวาระ เพราะไม่ใช่การอภิปรายไม่ไว้วางใจ
การอภิปรายเพิ่มดีกรีความร้อนแรง เมื่อ “หมอวรงค์” นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคไทยภักดี ลุกขึ้นมาแจม อภิปรายพุ่งเป้าไปที่ประธานฯว่าต้องมีความเป็นกลาง เพราะเมื่อไปดูงบฯเชิงบูรณาการ มีการพูดถึงงบฯต่อต้าน ปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบ การที่ “พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์”โยงไปถึงบุคคลใดบุคคลหนึ่ง ที่ไม่สุจริต ผู้ที่เกี่ยวข้องก็สามารถชี้แจงได้
ขณะที่ “โสภณ” บอกว่า นี่คือหน้าที่ของประธาน เมื่อวินิจฉัยอีกฝ่ายหนึ่งก็บอกว่า ตนเองไม่เป็นกลาง วิญญูชนจะตัดสินเองว่า ตนเองเป็นกลางหรือไม่
“พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์” บอกว่า เข้าใจว่าผู้ประท้วงอยู่ฝ่ายรัฐบาล หรือประธานในที่ประชุม ก็อยู่ฝ่ายรัฐบาลมาตลอด เชื่อว่าการตัดสินของท่าน ไม่เป็นกลาง
“โสภณ” จึงปิดไมค์อีกครั้ง แล้วบอกว่า... ผมยอมไม่ได้ที่จะมากล่าวหากัน ไม่ว่าประธานสภาฯ ยุคไหนก็มาจากพรรคการเมือง เมื่อมาทำหน้าที่ ก็มีข้อบังคับที่จะต้องปฏิบัติ จะมากล่าวหาลอยๆ ไม่ได้ ดังนั้น ขอให้ถอนคำว่า “ประธานไม่เป็นกลาง และอยู่ฝ่ายรัฐบาล”
พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ กล่าวต่อว่า "ไม่เป็นกลาง ท่านก็อยู่ริมๆ แล้วกัน"... ประธานฯ จึงจี้ให้ถอนคำพูด ที่ว่า ผมเป็นฝ่ายรัฐบาลด้วย ... “เสรีพิศุทธ์” สวนกลับทันทีว่า แล้วท่านเป็นจริงหรือไม่... “โสภณ” ตอบทันทีว่า ผมไม่ได้เป็น ผมเป็นประธานสภา “เสรีพิศุทธ์” สวนไปอีกดอกว่า ...ท่านสาบานตรงนี้เลย ว่าไม่ได้เป็น
จังหวะนี้ “ประธานโสภณ” ถึงกับเสียอาการ ตอบเสียงสั่น ว่า... ทะ ทะ..ท่าน..พูดแบบนี้ มันเลยเถิดไปแล้ว ท่านพูดแบบนี้ถือเป็นการก้าวก่ายการทำหน้าที่ของประธาน หากยังใช้กิริยาที่ไม่สุภาพ ถือว่าผิดข้อบังคับชัดเจน หากยังทำแบบนี้อยู่ จะไม่อนุญาตให้อภิปรายต่อ
พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ กล่าวว่า “งั้นผมไม่อภิปรายต่อ ขออนุญาตจบ”
เห็นการปะทะกันระหว่าง “ประธานโสภณ” กับ “เสรีพิศุทธ์” เพื่อปกป้องนายกฯ รอบนี้ ทำให้นึกถึงเมื่อคราวที่ “สหายแสง” ศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภา นั่งเป็นประธานในที่ประชุม แล้ว “เสรีพิศุทธ์” จะอภิปรายเรื่อง “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา”นายกรัฐมนตรี ถวายสัตย์ปฏิญาณไม่ครบถ้วน
วันนั้น “สหายแสง” ไม่ให้อภิปรายต่อ พร้อมขู่ว่า ถ้าไม่เชื่อฟังจะให้เจ้าหน้าที่มาหิ้วออกนอกห้องประชุม...แล้วเป็นไง...ตอนนี้ “สหายแสง” ถูกตัดสิทธิการเมืองตลอดชีวิต
ไม่รู้ว่า “ประธานฯซาเล้ง” จะซ้ำรอย “สหายแสง” หรือไม่ ?!


