เมืองไทย 360 องศา
รู้ผลกันไปแล้วสำหรับบการเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ว่า นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ชนะการเลือกตั้งได้เป็นต่ออีกสมัยด้วยคะแนนถล่มทลาย โดยได้คะแนนกว่า 1.4 ล้านคะแนน มากกว่าการเลือกตั้งคราวที่แล้ว คือเมื่อปี 65 ที่เขาได้ กว่า 1.3 ล้านคะแนน ขณะที่น่าติดตามก็คือ ความพ่ายแพ้ของทั้งพรรคประชาชน และ พรรคประชาธิปัตย์ ที่คราวนี้ผลการเลือกตั้งออกมาถือว่า “น่าเจ็บปวด” ที่สุด โดยเฉพาะพรรคประชาชนที่พ่ายแพ้ทุกสนาม รวมถึงสนามท้องถิ่นที่พัทยาอีกด้วย
สำหรับผลคะแนนแบบไม่เป็นทางการในสนามเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร หลังนับคะแนนไปแล้วกว่าร้อยละ 95 โดยผู้ได้รับคะแนนสูงสุดอันดับ 1 คือ นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ หมายเลข 9 ผู้สมัครอิสระ ได้คะแนน 1,444,914 คะแนน คิดเป็นร้อยละ 65.6 อันดับ 2 นางมัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข หมายเลข 14ผู้สมัครอิสระ ได้คะแนน 288,171 คะแนน คิดเป็นร้อยละ 13.1 อันดับ 3 นายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร หมายเลข 10 พรรคประชาชน ได้คะแนน 176,934 คะแนน คิดเป็นร้อยละ 8 และ นายอนุชา บูรพชัยศรี พรรคประชาธิปัตย์ หมายเลข 5 ได้คะแนน 101,819
สถิติผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร มีผู้มีสิทธิเลือกตั้ง 4,428,644 คน และมีผู้มาใช้สิทธิ 2,201,739 คน คิดเป็นร้อยละ 49.7 ขณะที่การเลือกตั้งสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (ส.ก.) มีผู้มีสิทธิเลือกตั้ง 4,384,693 คน และมีผู้มาใช้สิทธิ 2,077,921 คน คิดเป็นร้อยละ 47.4
ส่วนผลการนับคะแนนการเลือกตั้งนายกเมืองพัทยา และสมาชิกสภาเมืองพัทยา อย่างไม่เป็นทางการ ใน 113 หน่วย เมื่อวันที่ 28 มิถุนายน เช่นเดียวกัน ปรากฏว่า ผลการนับคะแนนเลือกตั้งนายกเมืองพัทยา อันดับ 1 นายปรเมศวร์ งามพิเชษฐ์ แชมป์เก่าได้ 20,184 คะแนน อันดับ 2 นายอิทธิวัฒน์ วัฒนศาสตร์สาธร ตัวแทนจากพรรคประชาชนได้ 11,566 คะแนน อันดับ 3 นายศักดิ์ชัย แตงฮ่อ ได้ 1,077 คะแนน อันดับ 4 นายสุไอนี เจริญสุข ได้ 265 คะแนน และ อันดับ 5 นายอิทธิพล เนธิยคุปต์ สิงขรแก้ว ได้ 191 คะแนน
ส่วนการเลือกตั้งสมาชิกสภาเมืองพัทยา ผลการนับคะแนนอย่างไม่เป็นทางการ ปรากฏว่า ผู้สมัครจากกลุ่มเรารักพัทยาทั้ง 24 คน และเป็นลูกทีมของนายปรเมศวร์ งามพิเชษฐ์ สามารถชนะการเลือกตั้งได้ครบทั้ง 4 เขตเลือกตั้ง ซึ่งเป็นการชนะแบบยกทีม
แน่นอนว่าสำหรับ นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ที่สามารถคว้าชัยชนะแบบถล่มทลาย ทำลายสถิติของตัวเองเมื่อการเลือกตั้งคราวที่แล้ว ถือว่านอนมาตั้งแต่รับสมัครเลือกตั้งจนถึงวันปิดหีบลงคะแนน ชนะแบบไม่มีคู่แข่ง ทั้งที่จะว่าไปแล้วในช่วงดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการกรุงเทพฯสมัยแรกในช่วง 4 ปีที่ผ่านมาก็ไม่ได้มีผลงานอะไรที่โดดเด่นนัก นอกจากการสร้างอีเวนท์รายวัน เพียงแต่ว่า “คนกรุงเขาชอบแบบนี้” ก็ว่ากัน รอดูว่าในรอบ 4 ปีข้างหน้าจะมีอะไรใหม่ที่จับต้องได้หรือไม่ แต่นาทีนี้ขอผ่านไปก่อน ไปโฟกัสกันที่ฝ่ายแพ้ โดยเฉพาะผู้สมัครจากสองพรรคหลัก คือพรรคประชาชนกับพรรคประชาธิปัตย์ ที่เคยครองใจคนเมืองหลวงมาก่อน
เริ่มจากพรรคประชาชน ที่ผลการเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครคราวนี้ถือว่า “เสียหายยับเยิน” และยังมองเห็นแนวโน้มวันข้างหน้าว่า “กู่ไม่กลับ” แล้ว เพราะหากเปรียบเทียบผลการเลือกตั้งผู้ว่าฯกรุงเทพมหานคร คราวที่แล้วที่พรรคประชาชนส่ง นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร ลงชิง แม้ว่าจะมาเป็นที่ 3 พ่ายแพ้แก่ “ดร.เอ้” นายสุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ จากพรรคประชาธิปัตย์ แบบฉิวเฉียด
แต่คราวนี้ผู้สมัคร “พรรคส้ม” อย่าง นายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร ได้แค่กว่า 1.7 แสนคะแนนเท่านั้น ยังพ่ายแพ้ให้กับผู้สมัครอิสระอย่าง นางมัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข หมายเลข 14 ที่ได้กว่า 2.8 แสนคะแนน เรียกว่าแพ้อันดับสองขาดลอย
แน่นอนว่ามีเสียงวิจารณ์ และเกิดคำถามมาตั้งแต่ต้นที่มีการเปิดตัว นายชัยวัฒน์ เป็นผู้สมัครของพรรค รวมไปถึงการแต่งตั้งประธานที่ปรึกษาด้านยุทธศาสตร์ของผู้สมัคร ทำให้เกิด“เสียงแตก” ภายในพรรค มีการวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างหนัก ว่านี่คือสาเหตุทำให้เสียคะแนนเสียง ก็ว่ากันไป
แต่หากวิเคราะห์กันอย่างตรงไปตรงมาก็ต้องบอกว่า ทุกองค์ประกอบที่ว่ามาทั้งหมด ล้วนเป็นสาเหตุที่ทำให้พรรคประชาชนต้องพ่ายแพ้ “หมดรูป” เพราะไม่ว่าจะเป็นตัวบุคคลที่เป็นผู้สมัคร ผู้สนับสนุน ผู้ช่วยหาเสียง ล้วนไม่ใครโดดเด่น ไม่สามารถสร้างกระแส เพราะแม้แต่คนที่เรียกว่า “ผู้นำจิตวิญญาณ” อย่าง นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ นาทีนี้อาจเรียกว่า “จิตวิญญาณล่องลอย” ไปไกลแล้ว
ขณะเดียวกัน เมื่อหันมาพิจารณานโยบายก็ไม่มีอะไรที่จับต้องได้ อาจเป็นเพราะสี่ปีที่ผ่านมา นายชัชชาติ ที่เป็นผู้ว่าฯไม่ได้มีนโยบายอะไร ออกมาให้ต้องแข่งขัน มีแต่อีเวนท์รายวัน ดังนั้นเมื่อผู้สมัครของพรรคประชาชนไม่มีความโดดเด่น มันก็ยิ่งทำให้เรื่องนโยบายที่จะนำเสนอกับชาวกรุงเทพฯก็ต้องถูกมองข้ามไปโดยปริยาย
จากผลการเลือกตั้งครั้งนี้ ที่สะท้อนผ่านผลคะแนนเสียงที่ออกมาแบบต่ำเตี้ยเรี่ยดินแบบนี้ ทำให้มองเห็นแนวโน้มในอนาคตว่า “กู่ไม่กลับ”แล้ว เพราะแม้จะมีการอ้างกันว่าสนามเลือกตั้งระดับชาติต่างกับสนามท้องถิ่น เคยกวาด ส.ส.ทั้งกรุงเทพฯไปหมาดๆ แต่พอเลือกตั้งผู้ว่าฯ กลับออกมาแบบ “แพ้เกินคาด” แบบนี้ อย่างไรมันก็ต้องเกี่ยวกันบ้างละ เพราะเมื่อหันไปพิจารณาสนามเลือกตั้งเมืองพัทยา ก็หนักหนาไม่แพ้กัน เพราะ“แพ้ทุกดอก”
หันมาทางฝั่งประชาธิปัตย์ ที่ผลคะแนนออกมาถือว่าถดถอยอย่างน่าใจหาย เมื่อเทียบกับผลการเลือกตั้งผู้ว่าฯคราวที่แล้ว ส่ง “ดร.เอ้” มาเป็นอันดับ 2 คราวได้มาแต่แสนเศษๆ อาจจะมีเสียงปลอบใจว่ารักษาฐานเสียง “แม่ยก” เอาไว้ได้เหนียวแน่น ก็ว่ากันไป แต่สำหรับผลกระทบย่อมส่งผลไปถึง “มาร์ค” อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ที่หวังจะเข้ามาฟื้นฟูพรรคในยุคตกต่ำ แต่ผลการเลือกตั้งติดๆกัน ทั้งเลือกตั้ง ส.ส.จนมาถึงผู้ว่ากรุงเทพมหานครคราวนี้ ถือว่า “ยังไม่ฟื้น” และเชื่อว่า “แนวโน้มฟื้นยากแล้ว” เพราะศักยภาพทีมผู้บริหารชุดนี้คงไปได้แค่นี้แล้ว เต็มที่น่าเป็นแค่พรรคขนาดกลาง โดยเฉพาะสนามกรุงเทพมหานคร ถือว่ายังเหนื่อย
ดังนั้น ผลจากการเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครครั้งนี้ หากพิจารณาโฟกัสเฉพาะสองพรรคหลักอย่างพรรคประชาชน และประชาธิปัตย์ ถือว่า ฟื้นและเติบโตทำได้ยาก โดยเฉพาะ “พรรคส้ม” ถือว่า มีแนวโน้มที่ “กู่ไม่กลับ” แล้ว กลายเป็นว่า “จุดขาย” ที่เคยขายได้ แผ่วลงเรื่อยๆ จนเงียบเสียง ขณะที่พรรคประชาธิปัตย์ในยุค อภิสิทธิ์ ยังห่างไกลกับการฟื้นตัวแบบในอดีต !!


