แม้การเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. และ ส.ก. เมื่อวันที่ 28 มิถุนายนที่ผ่านมา จะมีความพยายามใช้เกมการเมือง วาทกรรมต่างๆ รวมถึงประเด็นเรื่อง "ระบอบอากง" มาโจมตี
แต่สิ่งเหล่านั้นก็ไม่สามารถสั่นคลอนความเชื่อมั่นที่คนกรุงเทพฯ มีต่อ นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ได้เลย หนำซ้ำคะแนนเสียงที่ได้รับยังสร้างสถิติใหม่สูงกว่าการเลือกตั้งเมื่อปี 2565 อย่างเห็นได้ชัด
สำหรับผลการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. ปี 2569 อย่างไม่เป็นทางการ อันดับ 1 คือ นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ อิสระ ได้รับคะแนนเสียง 1,444,914 คะแนน อันดับ 2 คือ “ดร.ติ่ง” นางมัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข อิสระ 288,171 คะแนน อันดับ 3 คือ “ดร.โจ” นายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร พรรคประชาชน 176,934 คะแนน อันดับ 4 คือ “เสี่ยเจมส์” นายอนุชา บูรพชัยศรี พรรคประชาธิปัตย์ 101,819 คะแนน และ ม.ล.กรกสิวัฒน์ เกษมศรี (อิสระ) 45,598 คะแนน
เมื่อย้อนกลับไปดูผลการเลือกตั้งปี 2565 นายชัชชาติ ได้รับคะแนน 1,386,215 คะแนน อันดับ 2 นายสุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ พรรคประชาธิปัตย์ 254,647 คะแนน อันดับ 3 นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร (พรรคก้าวไกล) 253,851 คะแนน อันดับ 4 นายสกลธี ภัททิยกุล (อิสระ) 230,455 คะแนน และอันดับ 5 พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง (อิสระกลุ่มรักษ์กรุงเทพ) 214,692 คะแนน
ในส่วนของ ส.ก. ทั้ง 50 เขต ปี 2569 พรรคประชาชนได้ไป 22 ที่นั่ง กลุ่มคนทำงาน 11 ที่นั่ง พรรคประชาธิปัตย์ 8 ที่นั่ง ผู้สมัครอิสระกลุ่มอื่น 5 ที่นั่ง และกลุ่มเพื่อไทย Life ลงตัว 4 ที่นั่ง
ซึ่งแตกต่างจากปี 2565 ที่พรรคเพื่อไทยได้ 20 ที่นั่ง พรรคก้าวไกล 14 ที่นั่ง พรรคประชาธิปัตย์ 9 ที่นั่ง พรรคไทยสร้างไทย 2 ที่นั่ง พรรคพลังประชารัฐ 2 ที่นั่ง กลุ่มรักษ์กรุงเทพ 2 ที่นั่ง และผู้สมัครอิสระ 1 คน
ภายหลังคว้าชัยชนะ “ผู้ว่าฯ ล้านเสียง” อย่าง นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ได้กล่าวว่าชัยชนะครั้งนี้เกิดจากการทำงาน และเขารู้สึกหนักใจเพราะความคาดหวังของประชาชนที่สูงขึ้น จึงได้กำชับทีมงานว่าต้องทำงานหนักกว่าเดิม 3-4 เท่า โดยยึดคีย์เวิร์ดคือ "ทำงาน ทำงาน ทำงาน" เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดียิ่งขึ้น
อย่างไรก็ตาม จากการวิเคราะห์การเลือกตั้งครั้งนี้ พรรคประชาชนและพรรคประชาธิปัตย์ประสบความพ่ายแพ้ เพราะคนกรุงเทพฯ ให้ความสำคัญกับบ้านเมืองมากกว่าเกมการเมือง
ชัยชนะขาดลอยของ นายชัชชาติ สะท้อนให้เห็นว่าประชาชนต้องการเห็นผลงาน มากกว่าการไม่เคยเห็นการทำงานของตัวแทนจากพรรคการเมืองอย่าง “ดร.โจ” หรือ “เสี่ยเจมส์”
ยิ่งไปกว่านั้น การที่ทั้งคู่มีคะแนนตามหลัง “ดร.ติ่ง” เป็นสัญญาณที่ชัดเจนว่าคนกรุงเทพฯ กำลังสั่งสอนให้พรรคประชาชนและพรรคประชาธิปัตย์ปรับเปลี่ยนวิธีและวิถีการทำงานการเมืองเสียใหม่
ในกรณีวาทกรรม “ระบอบอากง” ที่ถูกนำมาโจมตี นายชัชชาติได้ท้าให้มีการนำหลักฐานออกมาแสดงและดำเนินการตามกฎหมายหากมีความผิดจริง ไม่ใช่เพียงการปั่นกระแสดิสเครดิตรายวัน
ซึ่งประชาชนได้ตัดสินแล้วว่าไม่เชื่อถือและไม่ให้ราคากับวาทกรรมดังกล่าว รวมถึงพรรคเศรษฐกิจที่สร้างวาทกรรมนี้ก็ต้องพบกับความพ่ายแพ้ เห็นได้จากคะแนนของผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. ของพรรคที่ได้เพียง 7,600 คะแนนเท่านั้น
สำหรับพรรคประชาชน การที่หวังใช้ชื่อของ นายสุรพล นิติไกรพจน์ อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และ อดีตสนช. มาเป็นแม่เหล็กขายยุทธศาสตร์ในกรุงเทพฯก็ไม่เป็นผล เพราะชาวกรุงปฏิเสธการเมืองเชิงอุดมการณ์แนวคิดที่ว่างเปล่า อย่างที่พรรคส้ม ยังไม่เคยพิสูจน์การทำงาน แต่คนกรุงฯเลือกตอบรับการเมืองแนวปฏิบัติที่ทำงานจริงมากกว่า
ส่วนพรรคประชาธิปัตย์ อาจประเมินต่ำคิดว่า สนามกทม. สามารถส่งใครลงก็ได้นั้น หรือส่งเสาไฟฟ้า ก็ได้รับบทเรียนราคาแพงจากการที่คะแนนลดลงกว่า 1 แสนคะแนน แถมจำนวนสก. ก็ลดลงไปกว่าเดิม
แม้จะมีบุคคลสำคัญอย่าง “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” หัวหน้าพรรคสีฟ้าและเป็นที่ชื่นชมของชาวกรุงฯ มาช่วยก็ไม่สามารถค้ำสถานการณ์ไว้ได้
การที่คนกรุงเทพฯ ยังให้โอกาส ส.ก. ของพรรคประชาชนถือเป็นโชคดีของพรรค แต่หากยังไม่ถอดบทเรียนและยังคงทำการเมืองด้วยปาก สร้างวาทกรรมใส่ร้าย สร้างความขัดแย้ง หรือเดินตามพรรคการเมืองอื่นๆที่ใช้แนวทางนีมาแล้วพบว่าล้มเหลวและตกต่ำ และพี่น้องประชาชนพิสูจน์ให้เห็นว่าย่อมไม่รับอีกต่อไป
เมื่อสะท้อนไปยังการเมืองสนามใหญ่ แม้ที่ผ่านมาชาวบ้านจะให้โอกาสพรรคประชาชน ในการเลือกตั้งปี 2562, 2566 และ 2569 มาโดยตลอด
แต่ถ้าพรรคยังไม่ปรับตัวและยังทำการเมืองแบบเดิมที่พูดและโจมตีทางการเมืองรายวัน มากกว่าลงมือทำ สุดท้ายย่อมพ่ายแพ้ให้กับคนที่มุ่งมั่น “ทำงานด้วยมือ”อย่างแน่นอน


