“ม.ล.กรกสิวัฒน์” ผู้สมัครผู้วส่า กทม.เบอร์ 1 เปิดใจโค้งสุดท้าย ชูนโยบาย "เริ่มนับหนึ่งใหม่" ทุกมิติ ทั้งการบริหารจัดการขยะ การศึกษา ขนส่งสาธารณะ เมืองฟองน้ำ ความปลอดภัย สาธารณสุข และการปราบปรามทุจริต ชี้ 4 ปีที่ผ่านมา น่าผิดหวัง กรุงเทพฯ ล้าหลังเมืองใหญ่ในเอเชีย ต้องกลัยมายืนหนึ่งให้ได้
ม.ล.กรกสิวัฒน์ เกษมศรี หรือหม่อมกร ผู้สมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ในนามอิสระ หมายเลข 1 กล่าวในรายการ News Hour ทางช่อง News1 เมื่อวันที่ 26 มิถุนายนที่ผ่านมา ฝากถึงชาวกรุงเทพมหานครในช่วงโค้งสุดท้ายก่อนการเลือกตั้ง โดยขอให้ประชาชนร่วม "เริ่มนับหนึ่งใหม่" เพื่อยกระดับการพัฒนาเมืองในทุกด้าน พร้อมเชิญชวนประชาชนออกมาใช้สิทธิเลือกตั้ง
ม.ล.กรกสิวัฒน์ กล่าวว่า กรุงเทพมหานครจำเป็นต้องเริ่มต้นใหม่ในทุกเรื่อง โดยเฉพาะการบริหารจัดการขยะ ซึ่งปัจจุบันเผาเงินทิ้งปีละ 7,000-8,000 ล้านบาท ตรงนี้เราต้องเอาเงินคืนมา เอามาดูแลผู้สูงอายุ เอามาดูแลโรงเรียนให้กับเด็กๆ
โรงเรียนของเด็กๆ กทม.วันนี้มันคุณภาพต่ำมาก ไม่มีใครอยากเรียน เด็กๆ ก็ต้องข้ามเขตไปหาโรงเรียนดีๆ โรงเรียน กทม.ต้องเรียนได้ 3 ภาษา ตั้งแต่อนุบาล จะต้องทำ อย่างน้อยทำเป็นโรงเรียนต้นแบบ 3 โรงเรียนก่อน ถ้าดีก็เป็นโรงเรียนพี่เลี้ยงไปสู่โรงเรียนอื่น
“ผมไม่อยากเห็นเด็กเดินทางไกล อยากให้เด็กๆ ไม่ต้องเดินทางข้ามเขต อยู่ในระยะ 2-3 กิโลฯ ขี่จักรยานได้ เด็กก็จะรู้สึกดีขึ้น ไม่ต้องเดินทางเป็นชั่วโมงชั่วโมง ค่ารถวันนี้เดินทางไปกลับรวมมี 200 นี่คือเหตุผลว่าทำไมคนยังใช้รถยนต์อยู่ เพราะค่ารถสาธารณะแพงมากๆ นะ จริง ๆ ในจีนเดินทาง 30 กิโลเมตร 15 บาท ของเรานี่ไปกลับต้องมี 200 - 300 บาท
“ตรงนี้คือความล้มเหลวของระบบขนส่งสาธารณะ ซึ่งเราต้องช่วยอย่างน้อย กทม. เก็บเงินตกจากขยะมา ออกให้กับนักเรียน นักศึกษา ผู้สูงอายุ สักครึ่งหนึ่งก็ยังดี อันนี้ต้องทำนะครับ ต้องเก็บเงินตกก่อน” ม.ล.กรกสิวัฒน์ กล่าว
ข้อสองต้องนับหนึ่งใหม่ เรื่องเมืองฟองน้ำ เราสร้างฟุคปาธแบบสกัดกันน้ำ สูบน้ำไม่ได้ แสดงว่าไม่เข้าใจธรณีวิทยาของเมืองเลยว่าต้องอยู่กับน้ำอย่างไร ตรงนี้ต้องเริ่มนับหนึ่งใหม่ ในการเป็นเมืองฟองน้ำ ต้องปลูกต้นไม้เยอะๆ ปลูกต้นไม้บนตึกเลย เหมือนในสิงคโปร์ที่ให้ความสำคัญเรื่องเมืองฟองน้ำมาก เราไม่ให้ความสำคัญเลย เราเหมือนกับมีแต่ภาพ แต่จริงๆ แล้วผลของจริงมันเป็นการต่อต้านน้ำ ยังไงน้ำก็ท่วม
ต่อมาเริ่มนับหนึ่งใหม่เรื่องความปลอดภัย ทุกวันนี้มีการตายทุกวัน เราเห็นอยู่ แต่ กทม. มักจะบอกว่าไม่ใช่อำนาจซึ่งไม่ใช่ ความจริงแล้วมันเป็นอำนาจ และเป็นความเสียหายของ กทม.ในชื่อเสียงโดยตรงเรื่องความปลอดภัย เมืองไม่ปลอดภัย ใครจะเที่ยว สำคัญมาก ดังนั้น กทม.ต้องปลอดภัย
“ต่อมาสิ่งที่ผมต้องทำคือ ประหยัดเงินที่สุด ก็คือผลิตพลังงานเองจากขยะนะครับ ทั้งไฟฟ้า ถังน้ำมัน ต้องผลิตพลังงานเองจะมีเงินเหลือมาดูแลคนไทยอีกเยอะนะครับ
“ต้องบอกว่าวันนี้ล้มเหลวมากเรื่องสาธารณสุขปฐมภูมิไม่ต้องพูดถึง ล้มเหลวไปเลย ปฐมภูมิคืออะไร คือเบื้องต้นที่ไปดูแลที่บ้าน มีอาสาสมัครสาธารณสุขไปดูแล ก็ไม่ต้องไปที่โรงพยาบาล คนติดเตียง คนพิการ มีคนไปดูแลวันนี้ อสส.(อาสาสมัครสาธารณสุข) มีไม่พอครับ ใส่เงินน้อยเกินไป แพทย์และพยาบาล สาธารณสุขปฐมภูมิ ออกหมดครับ สมองไหลเรียบร้อย เขาก็อยากไปอยู่ที่อื่นเพราะเราใส่เงินน้อยเกินไป สวัสดิการแย่เกินไป ดังนั้นเรื่องสาธารณสุข เป็นเรื่องจำเป็น เราจะมีสังคมสูงวัย แต่เราไม่ได้ดูแลผู้สูงอายุไม่ได้เตรียมการเลยนะสำหรับสาธารณสุขปฐมภูมิล้มเหลว
“ล้มเหลว ดูยังไงไปดูที่โรงพยาบาลใหญ่ ถ้ามันแน่นเมื่อไหร่ ปฐมภูมิล้มเหลว ส่วนใหญ่เป็นโรคเขาเรียกโรคไม่ติดต่อร้ายแรง เบาหวาน ความดัน มันก็ดูแลได้ที่บ้าน ท่าการส่งตัว ถามว่ามีหมอไปดูแลที่บ้านไหมครับ ทางเทเลเมดิซีน หรือทางโทรศัพท์ยังน้อยอยู่เลย หลายคนเข้าไม่ถึงด้วยซ้ำไป
“ดังนั้นวันนี้เราทิ้งคนจำนวนมากไว้เบื้องหลังนะครับ ส่วนใหญ่อยู่ในชุมชนต่างๆ และผมเห็นนอนกันเต็มไปหมด เช้าป้อนข้าว เสร็จแล้วก็ต้องไปปล่อยไว้บนเตียง เย็นก็ต้องกลับมาทำความสะอาดแล้วป้อนข้าวอีกเนี่ย มันเป็นหน้าที่ของ กทม.นะครับ
วันนี้ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของมูลนิธิหมดเลย นะครับ กทม.เอาเงินไปใช้อะไรก็ไม่รู้
“ซึ่ง 4 ปีที่ผ่านมาเนี่ย ผมบอกตรงๆ ว่ามันเป็น 4 ปีที่ผมผิดหวัง และเรากำลังล้าหลัง เซี่ยงไฮ้เคยเจริญน้อยกว่าเรา ฉงชิ่งเคยเจริญน้อยกว่าเรา เฉินเจิ้นเคยเจริญน้อยกว่า ทุกวันนี้ทุกเมืองแซงหมดแล้ว เราเหมือนอยู่นิ่งและถอยหลัง เรากำลังภูมิใจในภาพซึ่งเบื้องหลังไม่ได้เป็นความจริง
“ดังนั้นวันนี้ กทม. ต้องต้องมายืนหนึ่งในอาเซียนนะครับ เราเคยยืนหนึ่งจริงๆ นะ แต่วันนี้มันไม่ใช่ซะแล้วนะครับ เราอย่าหลงภาพกับสิ่งที่เราเห็นจริงๆ วันนี้ต้องบอกว่า กทม.ล้าหลังแล้ว เริ่มนับหนึ่งกับผม ในทุกๆ เรื่อง ไม่ว่าปัญหาขยะ รถติด ฝุ่นพิษ น้ำท่วมนะครับ” ม.ล.กรกสิวัฒน์ กล่าว
ส่วนปัญหาการทุจริต ม.ล.กรกสิวัฒน์ กล่าวว่า เป็นเรื่องที่สำคัญที่สุด เช่น เรื่องเครื่องออกกำลังกาย ล็อกสเปกขนาดนี้ แล้วบอกว่า เดี๋ยวตั้งกรรมการสอบ จริงๆ คนที่รู้คนแรกๆ ก็ควรจะเป็นผู้ว่าฯ กทม. ไม่ใช่ประชาชนเขามาเตือน การที่ประชาชนมาเตือนก็เหมือนเราดูแลลูกน้องไม่ได้ ถ้าเป็นในญี่ปุ่น ในเกาหลีใต้ ผู้ว่าฯ เขาลาออก ถือว่าเขาดูแลคนของเขาไม่ได้ ไม่ใช่มาลงสมัครใหม่
“อันนี้ก็ต้องบอกว่า เป็นสปิริตเป็นก็เรียกว่าคุณธรรมจริยธรรมของของผู้ที่จะทำหน้าที่นักการเมืองต้องมีคุณธรรมสูง จริยธรรมสูง สิ่งใดก็ตามที่เราละเลย หรือดูแลไม่ดี ไม่ใช่บอกประชาชนไปตรวจสอบกันมา ไปจับกันมา แล้วเดี๋ยวผู้ว่าฯ จะตั้งกรรมการสอบ สอบเสร็จ 2 ปี มันนานขนาดนั้นหรือครับ สุดท้ายปรับ 600 บาทเนี่ย มันปวดใจ
แต่เงินที่เสียไปมันเป็นเงินเป็นจำนวนนับสิบๆ ล้านบาท”
ม.ล.กรกสิวัฒน์ กล่าวต่อว่า ขอนับหนึ่งใหม่ในเรื่องการปราบปรามทุจริต ต้องเอาสเปกโครงการมาเปิดไม่น้อยกว่า 30 วัน ทุกวันนี้โครงการ 3 ล้าน เปิด 3 วัน โครงการ 5 ล้านเปิด 5 วัน ใครจะดูทัน นอกจากนี้ยังมีการแตกโครงการ ถ้าโครงการที่งบต่ำกว่า 500,000 บาท ไม่ต้องประมูลก็ได้ ชี้เลยเอาใครก็ได้
“ยุคที่ผ่านมาสูงสุดเลยครับ สูงสุดกว่าทุกยุคที่ผ่านมาเลยอ่ะ เป็นพันๆ โครงการ ซอบงบฯ เพื่อจะได้ชี้เอาคนนี้เอาคนนั้น อย่างเงี้ยมันใช่หรือครับ
“นี่คือนี่คือความก้าวหน้าของเมืองหรือ เมืองต้องโปร่งใส ถึงจะถึงจะเป็นเมืองที่พัฒนาได้ ถ้าเมืองมีรอยรั่วไหล แล้วเดี๋ยวไปตามจับ ถามว่าจับได้กี่คน แล้วจับไม่ได้กี่คน ผมว่าเลิกเถอะครับ วันนี้คน กทม.ไม่สบายใจกันมากแล้ว ขอให้พลังเงียบออกไปใช้สิทธิ ออกไปใช้เสียง
“หลายคนบอกผมว่าไม่ไปหรอก เบื่อ ไม่อยากไปละ คืออยากเปลี่ยนแต่ไม่ไปใช้สิทธิ์เนี่ย อยากเปลี่ยนก็ต้องไปใช้สิทธิ์นะครับ อย่างน้อยเลือกเบอร์ 1 นะครับ เลือกหม่อมกรฯ ผู้ว่าฯ ที่จะไม่ถอนทุนเด็ดขาดครับ” ม.ล.กรกสิวัฒน์ กล่าวทิ้งท้าย
ทั้งนี้ นโยบายและแนวคิดของ ม.ล.กรกสิวัฒน์ ที่นำเสนอนในการพัฒนากรุงเทพฯ เน้นการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างด้วยการถอดบทเรียนจากมหานครที่ประสบความสำเร็จทั่วโลก สรุปได้ดังนี้:
1. การจัดการขยะและพลังงาน
เลิกใช้วิธีฝังกลบขยะ: หม่อมกรตั้งเป้าจะเปลี่ยนขยะเป็นรายได้และพลังงาน (ไฟฟ้า, ไบโอแก๊ส, คาร์บอนเครดิต) แทนการจ่ายงบประมาณมหาศาลไปกับการขนไปฝังกลบ ซึ่งทำลายสิ่งแวดล้อม
พึ่งพาตนเองด้านพลังงาน: นำขยะพลาสติกมาผ่านกระบวนการความร้อน (Pyrolysis) เพื่อผลิตน้ำมันเบนซินและดีเซลใช้เอง รวมถึงการติดตั้งโซลาร์เซลล์ในพื้นที่สาธารณะ
2. การแก้ปัญหาน้ำท่วมและเมืองฟองน้ำ
แนวคิดเมืองฟองน้ำ (Sponge City): เปลี่ยนทางเท้าและลานจอดรถให้เป็นวัสดุที่ซึมน้ำได้ เพื่อให้ดินเก็บน้ำได้และป้องกันเมืองทรุด โดยได้รับแรงบันดาลใจจาก โตเกียว และ เซี่ยงไฮ้
โครงสร้างเก็บน้ำใต้ดิน: เสนอให้ขุดพื้นที่ใต้สวนสาธารณะเพื่อทำเป็นแหล่งเก็บน้ำรอระบายแทนการปล่อยให้น้ำท่วมขังบนผิวถนน
3. การแก้ปัญหาจราจร
ระบบ City Brain: นำระบบสมองส่วนกลางด้วยซูเปอร์คอมพิวเตอร์และ AI มาใช้คำนวณการจราจรแบบ Real-time ทั้ง 578 แยกพร้อมกัน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการไหลเวียนของรถ (เป้าหมายลดความแออัดลง 15%)
4. ความปลอดภัยของเมือง
ระบบความปลอดภัยอัจฉริยะ: เชื่อมโยงกล้องวงจรปิดที่มีอยู่ทั่วกรุงเทพฯ (รวมถึงของเอกชน) เข้าด้วยกัน และใช้ระบบ AI จดจำใบหน้า เพื่อตรวจจับอาชญากรที่มีหมายจับ โดยตั้งเป้าให้สามารถจับกุมคนร้ายได้ภายใน 1 ชั่วโมง
5. การศึกษาและสาธารณสุข
สาธารณสุขปฐมภูมิ: เน้นระบบอาสาสมัครและ Telemedicine (หมอทางโทรศัพท์) เพื่อดูแลผู้สูงอายุและผู้ป่วยติดเตียงที่บ้าน ไม่ต้องเดินทางไปโรงพยาบาลใหญ่
การศึกษา: ยกระดับโรงเรียน กทม. ให้มีคุณภาพมาตรฐานสากล เรียนได้ 3 ภาษา และเน้นให้เด็กเข้าถึงโรงเรียนดีๆ ได้ใกล้บ้าน ไม่ต้องข้ามเขต
6. หลักการทำงานและความโปร่งใส
ไม่ถอนทุน: ยืนยันการหาเสียงด้วยงบประมาณที่จำกัดและเน้นการรีไซเคิล เพื่อป้องกันปัญหาทุจริตคอร์รัปชัน
ตรวจสอบและถ่วงดุล: สนับสนุนระบบตรวจสอบที่โปร่งใส เปิดเผยสเปคโครงการไม่น้อยกว่า 30 วัน และเลิกการซอยงบโครงการเล็กๆ เพื่อเลี่ยงการประมูล


