ผู้ตรวจการแผ่นดินเผยผลศึกษางานก่อสร้างและบำรุงทาง พบข้อจำกัดเพียบ พร้อมชง 4 มาตรการเชิงโครงสร้าง ยกระดับความปลอดภัยงานก่อสร้างภาครัฐ ตั้งแต่การจัดสรรงบประมาณ กฎหมาย กลไกตรวจสอบอิสระ ไปจนถึงการปรับปรุงระบบสมุดพกผู้รับเหมา มุ่งลดอุบัติเหตุและคุ้มครองชีวิตประชาชนอย่างยั่งยืน
วันนี้(25 มิ.ย.)นายทรงศัก สายเชื้อ ประธานผู้ตรวจการแผ่นดิน พร้อมด้วยนายสิริน ชาวเพ็ชรดี เลขาธิการสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน เดินหน้าขับเคลื่อนนวัตกรรมการบริหารภาครัฐ ภายในงาน “มหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ 2569 (Thailand Research Expo 2026)” ครั้งที่ 21 ณ โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ และบางกอกคอนเวนชันเซ็นเตอร์ เซ็นทรัลเวิลด์ ชูนวัตกรรมเชิงนโยบายปฏิรูปความปลอดภัยงานก่อสร้างภาครัฐ แนะอุดช่องโหว่งบประมาณ-กฎหมาย-ยกระดับสมุดพกผู้รับเหมา มุ่งคุ้มครองชีวิตและทรัพย์สินประชาชนอย่างยั่งยืน
นายสิริน ชาวเพ็ชรดี เลขาธิการสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน เผยว่า สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดินได้จัดเสวนาวิชาการในภาคการประชุมภายใต้ Theme "งานวิจัยและนวัตกรรมเพื่อยกระดับสังคมอย่างยั่งยืน" หัวข้อ “ปฏิรูปมาตรฐานความปลอดภัยและระบบเยียวยางานก่อสร้างภาครัฐ: จากข้อเสนอแนะผู้ตรวจการแผ่นดินสู่การปฏิบัติจริง” เพื่อนำเสนอผลการศึกษาเชิงลึกและประสานความร่วมมือระหว่างองค์กรตามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการ (MOU) ร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.), สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) และสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.)
โดยจากการขับเคลื่อน "โครงการศึกษาการจัดการความปลอดภัยสำหรับงานก่อสร้างและบำรุงทาง" ผ่านกระบวนการวิจัยเชิงคุณภาพและแสวงหาข้อเท็จจริงในพื้นที่ ถอดบทเรียนจากโครงการก่อสร้าง 7 โครงการ ครอบคลุม 6 จังหวัดทั่วประเทศ ได้พบข้อจำกัดเชิงโครงสร้าง 4 ประเด็นสำคัญ นำไปสู่การจัดทำข้อเสนอแนะเชิงนโยบายเพื่อนำไปสู่การปฏิบัติจริง คือ1. โครงสร้างการจัดสรรงบประมาณด้านความปลอดภัยที่ไม่สะท้อนความเสี่ยงจริง พบว่าสัดส่วนงบประมาณด้านความปลอดภัยของรัฐต่ำเกินควรอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะโครงการที่มีความเสี่ยงสูงบนที่สูง เช่น ถนนพระราม 2 มีงบความปลอดภัยเพียงร้อยละ 0.3 - 0.7 ของมูลค่างาน เนื่องจากยังอ้างอิงมติ ครม. เมื่อปี 2543 และขาดหลักเกณฑ์กลาง ผู้ตรวจการแผ่นดินจึงเสนอให้กระทรวงคมนาคมกำหนดหลักเกณฑ์กลาง (Guideline) ประกอบการทำ TOR และให้สำนักงบประมาณและกรมบัญชีกลาง ควบคุมการเบิกจ่ายโดยกำหนดให้หมวดค่าใช้จ่ายด้านความปลอดภัยเป็นสิ่งจำเป็นขั้นพื้นฐานที่ไม่สามารถตัดทอนได้
2. มาตรการทางกฎหมายที่มีสภาพบังคับสำหรับงานก่อสร้างบนที่สูง โดยการก่อสร้างบนที่สูงเหนือเส้นทางสัญจรมีความเสี่ยงอุบัติภัยร้ายแรงสูง แต่ที่ผ่านมามาตรการมักเป็นเกณฑ์เฉพาะพื้นที่และขาดสภาพบังคับทางกฎหมาย ผู้วิชาชีพและผู้รับเหมาจึงละเลย ผู้ตรวจการแผ่นดินจึงเสนอให้กระทรวงคมนาคมนำมาตรการความปลอดภัยมาบัญญัติเป็นกฎกระทรวง ประกาศกระทรวง หรือระเบียบ เพื่อให้มีสภาพบังคับตามกฎหมายอย่างสมบูรณ์ และผนวกเข้าเป็นส่วนหนึ่งของสัญญาจ้างก่อสร้างหลัก
3. กลไกการตรวจสอบที่ขาดความเป็นอิสระและข้อเสนอ "คณะกรรมการอิสระด้านวิศวกรรม" ซึ่ง
การควบคุมความปลอดภัยในปัจจุบันเป็นการตรวจสอบกันเองภายในหน่วยงาน (Internal Audit) ทำให้ขาดความคล่องตัวและไม่มีองค์กรกลางแก้ไขปัญหาเชิงนโยบาย ผู้ตรวจการแผ่นดินจึงเสนอให้จัดตั้ง “คณะกรรมการด้านวิศวกรรมเพื่อความปลอดภัย” ทำหน้าที่เป็นคณะกรรมการอิสระด้านวิศวกรรม มีบทบาท 5 มิติ ได้แก่ ตรวจสอบอุบัติภัยอย่างอิสระ, ให้คำปรึกษาเชิงเทคนิคก่อนเริ่มโครงการ, เฝ้าระวังแจ้งเตือนภัย, เร่งรัดการบังคับใช้กฎหมาย และเสนอแนะเชิงนโยบายต่อรัฐบาล โดยในระยะยาวให้พัฒนาเป็นองค์กรอิสระตามกฎหมาย
4.ช่องโหว่ของมาตรการควบคุมผู้ประกอบการและการยกระดับระบบ "สมุดพก" จากบทเรียนอุบัติเหตุคานรับน้ำหนักทรุดตัวปี 2568 ตรวจพบว่าร่างกฎกระทรวงฯ ระบบสมุดพกผู้รับเหมายังมีช่องโหว่ เช่น การขยายเวลาติดตามเป็น 3 ปี, เกณฑ์ลดระดับชั้นไม่ครอบคลุมกรณีทรัพย์สินเสียหายรุนแรง และเปิดช่องให้ผู้บริหารเดิมจดนิติบุคคลใหม่เพื่อเลี่ยงโทษ ผู้ตรวจการแผ่นดินจึงเสนอให้อุดช่องโหว่โดยลดระดับชั้นหากเกิดความเสียหายทั้งชีวิตและทรัพย์สิน พร้อมกำหนดบทลงโทษจำกัดสิทธิ์ (Blacklist) ถึงตัวบุคคล/กรรมการผู้มีอำนาจ เพื่อป้องกันการจดบริษัทใหม่ และขยายการควบคุมให้ครอบคลุมถึงผู้รับเหมาช่วงและผู้รับเหมาเฉพาะทางด้วย
การเปิดเวทีเสวนาดังกล่าวเป็นการระดมสมองร่วมกันระหว่าง สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน และผู้แทนจากหน่วยงานนโยบาย-องค์กรวิชาชีพขั้นสูง ได้แก่ ศ.ดร.อมร พิมานมาศ นายกสมาคมวิศวกรโครงสร้างแห่งประเทศไทย, นายธนะโชค รุ่งธิปานนท์ รองอธิบดีกรมบัญชีกลาง, ดร.ธนศักดิ์ วงศ์ธนากิจเจริญ ผู้อำนวยการสำนักก่อสร้างสะพาน กรมทางหลวง และว่าที่ร้อยตรี ดร.พิชา พันธุ์มงคล คณะกรรมการ YEC หอการค้าจังหวัดสมุทรสาคร เพื่อร่วมกันแลกเปลี่ยนข้อเสนอแนะเชิงวิชาการเหล่านี้ไปสู่แนวปฏิบัติจริงในภาครัฐ
นายสิริน กล่าวตอนท้ายว่าข้อเสนอแนะเชิงโครงสร้างทั้ง 4 ประเด็นนี้ มิใช่เป็นเพียงข้อคิดเห็นทางวิชาการ แต่คือ ‘นวัตกรรมการบริหารภาครัฐ’ ที่มุ่งเปลี่ยนผ่านระบบการจัดการความปลอดภัยงานทางของประเทศ จากระบบ 'เชิงรับ' ที่คอยแก้ไขเมื่อเกิดอุบัติภัย ไปสู่ระบบ 'เชิงรุก" ที่มีธรรมาภิบาล มีมาตรฐานวิศวกรรมที่น่าเชื่อถือ และมีกลไกเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบที่รวดเร็วและเป็นธรรม ซึ่งจะเป็นรากฐานสำคัญในการปกป้องชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม"
นอกจากนี้ สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดินยังได้ร่วมจัดแสดงผลงานในภาคนิทรรศการ ภายใต้ Theme “Knowledge for Justice: องค์ความรู้และนวัตกรรมแห่งความเป็นธรรม” โดยแบ่งออกเป็น 2 โซน ได้แก่ โซน “เสียงของประชาชน” ให้ผู้ร่วมงานสะท้อนปัญหาที่ต้องการให้ได้รับการแก้ไข และโซน “วีดิทัศน์ Interactive” เพื่อเปิดโอกาสให้นักวิจัย หน่วยงานรัฐ และประชาชนทั่วไปได้รับทราบผลงานการแก้ไขปัญหา รวมถึงกรณีศึกษาที่น่าสนใจของสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน


