วันนี้( 25 มิ.ย.)น.ส.วงศ์อะเคื้อ บุญศล สส.สกลนคร พรรคกล้าธรรม อภิปรายร่างพระราชบัญญัติโอนงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2569 โดยแสดงความกังวลต่อการโอนงบประมาณกว่า 11,328 ล้านบาทเข้าสู่งบกลาง แม้จะเข้าใจถึงความจำเป็นในการเตรียมรับมือสถานการณ์ฉุกเฉินและภัยพิบัติ แต่เห็นว่ารัฐบาลต้องชี้แจงแผนการใช้จ่ายอย่างชัดเจน โปร่งใส และเปิดให้ประชาชนสามารถตรวจสอบได้
น.ส.วงศ์อะเคื้อ กล่าวว่า ปัจจุบันประเทศกำลังเผชิญความท้าทายหลายด้าน การบริหารงบประมาณจึงต้องจัดสรรตามความจำเป็นอย่างแท้จริง อย่างไรก็ตาม การโอนงบประมาณจำนวนมากครั้งนี้ทำให้ประชาชนและสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหลายคนตั้งข้อสังเกตถึงความโปร่งใส รวมถึงผลกระทบจากการตัดงบในแต่ละกระทรวง ทั้งนี้ ประเด็นที่น่าเป็นห่วงคือการปรับลดงบด้านการบริหารจัดการน้ำของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รวมถึงกระทรวงมหาดไทย รวมกว่า 1,032 ล้านบาท ขณะที่หลายพื้นที่ของประเทศ โดยเฉพาะภาคตะวันออกเฉียงเหนือ รวมถึงจังหวัดสกลนคร กำลังเผชิญภาวะฝนทิ้งช่วง และนักอุตุนิยมวิทยาคาดการณ์ว่าปรากฏการณ์เอลนีโญจะทำให้เกิดภัยแล้งรุนแรงขึ้น
“ตัวเลขงบประมาณที่ถูกตัดอาจเป็นเพียงตัวเลข แต่สิ่งที่สะท้อนมากกว่านั้นคือชีวิตของเกษตรกร วันนี้ต้นทุนการผลิตทั้งค่าปุ๋ย ค่ายา ค่าแรง และต้นทุนการเกษตรสูงขึ้น แต่การช่วยเหลือยังไม่ทั่วถึง จึงอยากทราบว่าการโอนงบครั้งนี้จะกระทบต่อการบริหารจัดการน้ำหรือไม่ เพราะหากขาดประสิทธิภาพในการระบายน้ำและป้องกันอุทกภัย จะส่งผลโดยตรงต่อประชาชน” น.ส.วงศ์อะเคื้อ กล่าว
นอกจากนี้ ยังแสดงความกังวลต่อการโอนงบประมาณด้านการวิจัยและนวัตกรรมของกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) กว่าพันล้านบาท โดยเห็นว่าแม้รัฐบาลจะประกาศนโยบายผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางด้าน AI และเศรษฐกิจดิจิทัล แต่การลดงบวิจัยกลับสวนทางกับเป้าหมายดังกล่าว
น.ส.วงศ์อะเคื้อ กล่าวว่า การวิจัยและพัฒนา (R&D) คือหัวใจสำคัญในการยกระดับศักยภาพประเทศ หลุดพ้นจากกับดักรายได้ปานกลาง และสร้างขีดความสามารถในการแข่งขัน แต่การตัดงบในส่วนของมหาวิทยาลัย ห้องปฏิบัติการ การพัฒนาบุคลากร และการผลิตครู อาจส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศด้านนวัตกรรมและการสร้างนักวิจัยในอนาคต
“ประเทศไทยกำลังพูดถึง AI และเซมิคอนดักเตอร์ แต่หากลดงบวิจัย ระบบนิเวศด้านนวัตกรรมก็อาจไม่เหลือ นักวิจัยและนักวิชาการจะขาดทั้งกำลังใจและโอกาสในการพัฒนางานวิจัย ซึ่งจะกระทบต่ออนาคตของประเทศ” น.ส.วงศ์อะเคื้อ กล่าว
ทั้งนี้ น.ส.วงศ์อะเคื้อ ยืนยันว่า ไม่ได้คัดค้านการโอนงบประมาณ หากมีความจำเป็นเพื่อเตรียมรับมือภัยพิบัติหรือวิกฤตต่าง ๆ แต่รัฐบาลต้องสร้างความเชื่อมั่นด้วยการเปิดเผยรายละเอียดแผนการใช้งบกลางอย่างเป็นรูปธรรม โดยเสนอให้เปิดเผยข้อมูลการจัดสรรงบประมาณต่อสาธารณะอย่างชัดเจน รวมถึงจัดทำตัวชี้วัดและรายงานผลการดำเนินงานเป็นรายไตรมาส เพื่อให้ประชาชนสามารถติดตามและตรวจสอบได้
“การดึงงบจากอนาคตเข้าสู่งบกลางอาจทำให้การบริหารมีความคล่องตัว แต่หากกลไกการใช้จ่ายยังไม่ชัดเจน สิ่งที่จะตามมาไม่ใช่ความเชื่อมั่น แต่คือความเคลือบแคลงสงสัยของประชาชน รัฐบาลจึงต้องแสดงแผนการใช้จ่ายที่โปร่งใส เพราะประชาชนคือเจ้าของภาษีและมีสิทธิรับรู้ว่ารัฐบาลจะนำงบประมาณก้อนนี้ไปใช้เพื่ออะไร” น.ส.วงศ์อะเคื้อ กล่าว


