xs
xsm
sm
md
lg

"รัดเกล้า" ชู Lemon Law ฉบับประชาธิปัตย์ เปลี่ยน 'ผู้ซื้อระวัง' เป็น 'ผู้ขายรับผิดชอบ' คุ้มครองถึงสินค้ามือสอง สร้าง New Normal เศรษฐกิจไทย

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2569 ที่รัฐสภา นางรัดเกล้า อินทวงศ์ สุวรรณคีรี สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะตัวแทนพรรคผู้นำเสนอร่างพระราชบัญญัติความรับผิดเพื่อความชำรุดบกพร่องของสินค้า (Lemon Law) อภิปรายสนับสนุนร่างกฎหมายดังกล่าว พร้อมนำผลไม้เลมอนขึ้นแสดงกลางสภา เพื่อสะท้อนปัญหา "สินค้าตรงปกแต่ไม่ตรงคุณภาพ" ที่ผู้บริโภคจำนวนมากกำลังเผชิญ

รัดเกล้ากล่าวว่า พรรคประชาธิปัตย์ผลักดันร่างกฎหมายฉบับนี้เพื่อยกระดับการคุ้มครองผู้บริโภคไทยให้ทัดเทียมมาตรฐานสากล หลังจากที่ผ่านมาเกิดกรณีผู้บริโภคจำนวนมากได้รับความเสียหายจากสินค้าชำรุดบกพร่อง แต่กลับต้องแบกรับภาระในการพิสูจน์ด้วยตนเอง โดยยกตัวอย่างกรณีในอดีตที่ผู้บริโภคต้องรวมตัวทุบรถประท้วงและต่อสู้เรียกร้องความเป็นธรรมนานกว่า 13 ปี สะท้อนช่องว่างของกฎหมายไทยที่ยังไม่สามารถคุ้มครองประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

"ปัญหาสำคัญของระบบกฎหมายไทยในปัจจุบัน คือการผลักภาระการพิสูจน์ไปให้ผู้บริโภค ทั้งที่ประชาชนไม่มีความรู้ทางวิศวกรรม ไม่มีเทคโนโลยี และไม่มีทรัพยากรเพียงพอในการต่อสู้กับบริษัทผู้ผลิตรายใหญ่" รัดเกล้ากล่าว

ด้วยเหตุนี้ พรรคประชาธิปัตย์จึงเสนอ Lemon Law เพื่อคืนความสมดุลให้กับระบบ โดยกำหนดให้หากสินค้าทั่วไปเกิดความชำรุดบกพร่องภายใน 6 เดือนนับจากวันส่งมอบ หรือรถยนต์เกิดความชำรุดบกพร่องภายใน 1 ปี หรือ 20,000 กิโลเมตร ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าความชำรุดนั้นมีอยู่แล้วตั้งแต่วันส่งมอบ และเป็นหน้าที่ของผู้ประกอบธุรกิจที่จะต้องนำสืบหรือพิสูจน์หักล้าง หากเห็นว่าความเสียหายเกิดจากการใช้งานที่ไม่ถูกต้องของผู้ซื้อ

นอกจากนี้ ร่างกฎหมายยังกำหนดเกณฑ์ที่ชัดเจนสำหรับกรณีรถยนต์ที่มีปัญหาซ้ำซาก โดยกรณีที่เกี่ยวข้องกับความปลอดภัยและซ่อมแล้วตั้งแต่ 2 ครั้งขึ้นไป หรือกรณีความบกพร่องทั่วไปที่ซ่อมแล้วตั้งแต่ 4 ครั้งขึ้นไปแต่ยังไม่หาย รวมถึงกรณีรถต้องจอดซ่อมหรือรออะไหล่รวมกันเกิน 30 วันทำการ จะได้รับการคุ้มครองและเยียวยาตามกฎหมาย

"นี่คือการเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญจากระบบที่ยึดหลัก 'ผู้ซื้อต้องระวัง' ไปสู่ระบบที่ 'ผู้ขายต้องรับผิดชอบ' คนที่มีข้อมูล มีความรู้ และมีศักยภาพในการพิสูจน์มากกว่า ควรเป็นผู้รับภาระในการพิสูจน์ ไม่ใช่ผลักภาระทั้งหมดให้ผู้บริโภคเหมือนที่ผ่านมา" รัดเกล้ากล่าว

รัดเกล้ายังระบุว่า จุดเด่นสำคัญของร่างกฎหมายฉบับประชาธิปัตย์ คือการออกแบบให้สอดรับกับแนวคิดเศรษฐกิจ BCG และ Circular Economy ซึ่งไม่เพียงมุ่งคุ้มครองผู้บริโภค แต่ยังสนับสนุนการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าและยั่งยืน

"ต่างจาก Lemon Law ในหลายประเทศ ร่างของพรรคประชาธิปัตย์ขยายความคุ้มครองไปถึงสินค้ามือสองด้วย เพราะประชาชนจำนวนมาก โดยเฉพาะผู้มีรายได้น้อย คนรุ่นใหม่ และครอบครัวที่ต้องบริหารค่าใช้จ่าย ต่างพึ่งพาตลาดสินค้ามือสองในการดำรงชีวิต ไม่ว่าจะเป็นรถยนต์ เครื่องใช้ไฟฟ้า หรืออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์"

นอกจากนี้ ร่างกฎหมายยังครอบคลุมถึงซอฟต์แวร์ควบคุมในรถยนต์ไฟฟ้า รับรองสิทธิในการซ่อมแซม (Right to Repair) และเสนอให้มีกลไกตรวจพิสูจน์สินค้าด้วยหลักวิทยาศาสตร์ เพื่อลดข้อพิพาท ลดภาระค่าใช้จ่ายในการต่อสู้คดี และเพิ่มการเข้าถึงความยุติธรรมของประชาชน

รัดเกล้ากล่าวทิ้งท้ายว่า ความเป็นธรรมของผู้บริโภคไม่ใช่ต้นทุนทางเศรษฐกิจ แต่เป็นรากฐานสำคัญของเศรษฐกิจที่เข้มแข็ง ขณะที่การสร้างความเชื่อมั่นให้กับตลาดสินค้ามือสองจะช่วยลดขยะ เพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากร และขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียนให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม

"พรรคประชาธิปัตย์เชื่อว่า ความเป็นธรรมในการคุ้มครองผู้บริโภคไม่ควรเป็นสิทธิของเฉพาะคนที่มีกำลังซื้อสินค้ามือหนึ่ง แต่ต้องเป็นสิทธิของประชาชนทุกคน และถึงเวลาแล้วที่ประเทศไทยจะสร้าง New Normal จาก 'ผู้ซื้อระวัง' ไปสู่ 'ผู้ขายต้องรับผิดชอบ'" รัดเกล้ากล่าว