“ทวงคืนน้ำสะอาดให้คนริมน้ำชายแดน”! “กมธ. การที่ดินฯ” เร่งแก้ปัญหาน้ำขุ่น-น้ำเสียข้ามแดน “เชียงราย-ระนอง” ยืนเคียงข้างชาวบ้าน ดูแลสุขภาพคนไทยและบ้านเมืองของเรา และจะตามเรื่องนี้จนกว่าจะดีขึ้น
วันนี้ (24 มิ.ย.) เมื่อเวลา 15.00 น. ที่รัฐสภา น.ส.กุลวลี นพอมรบดี สส.ราชบุรี พรรคภูมิใจไทย (ภท.) ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การที่ดิน ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สภาผู้แทนราษฎร กล่าวว่า กมธ.ได้มีการพิจารณา ปัญหาน้ำในแม่น้ำหลายสายที่ขุ่นและสกปรกจนชาวบ้านเดือดร้อน ใน 2 พื้นที่ คือ แม่น้ำกก แม่น้ำสาย แม่น้ำรวก และแม่น้ำโขง ที่ จ.เชียงราย และแม่น้ำกระบุรี ที่ จ.ระนอง หลังการประชุมที่ได้เชิญหน่วยงานต่างๆ ทั้งฝ่ายสิ่งแวดล้อม ฝ่ายสาธารณสุข ฝ่ายความมั่นคง ฝ่ายต่างประเทศ และผู้นำท้องถิ่น มาให้ข้อมูล และร่วมกันหาทางแก้ปัญหาดังกล่าว เนื่องจากแม่น้ำที่เคยใส เคยหล่อเลี้ยงชีวิตคนในพื้นที่มาหลายชั่วอายุคน วันนี้กลับขุ่นและสกปรกปนเปื้อน สารพิษจนใช้ไม่ได้ ซึ่เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องไกลตัว แต่ความเดือดร้อนจริง ชาวบ้านที่ต้องใช้น้ำกิน น้ำใช้ ทำไร่ทำนา และหาปลา โดยเฉพาะที่ระนอง มีชาวบ้านกว่า 1,250 ครอบครัว ที่ได้รับความเดือดร้อน น้ำในแม่น้ำกระบุรีขุ่นกว่าเดิมหลายเท่า ส่วนที่ จ.เชียงราย ก็ยังตรวจเจอสารพิษ (สารหนู) เกินระดับที่ปลอดภัยในบางจุด กระทบแหล่งน้ำและกิจกรรมต่อเนื่องที่ใช้น้ำนี้ในการเพาะปลูก เลี้ยงสัตว์
ประธาน กมธ.ที่ดินฯ กล่าวต่อว่า ถึงแม้ต้นเหตุจะมาจากการทำเหมืองแร่ฝั่งประเทศเพื่อนบ้าน ที่อยู่เหนือต้นน้ำ แต่คนที่ต้องรับเคราะห์ คือ คนไทย การดูแลสุขภาพคนไทยและรักษาแม่น้ำให้สะอาด ก็คือ การรักษาบ้านเมืองของเราเอง เราจึงต้องช่วยกันทั้ง 2 ทาง คือ เร่งดูแล แก้ไข และช่วยเหลือชาวบ้านในบ้านเราให้ดีที่สุด พร้อมกับไปพูดคุยกับประเทศเพื่อนบ้านอย่างหนักแน่นแต่เป็นมิตร เพื่อหยุดปัญหาตั้งแต่ต้นทาง โดย กมธ. ตั้งใจจะเร่งทำ 4 เรื่องนี้ และจะติดตามอย่างใกล้ชิด ดังนี้ 1. คอยตรวจคุณภาพน้ำอย่างใกล้ชิด ไม่ให้อันตรายแอบแฝง น้ำขุ่นหรือสารพิษบางอย่างที่มองด้วยตาเปล่าไม่เห็น จึงขอให้หน่วยงานตรวจน้ำ ตรวจดินกันน้ำ และตรวจปลากับสัตว์น้ำบ่อยๆ หรือผลักดันงบประมาณให้มีการติดตั้งระบบตรวจสอบอัตโนมัติ เพื่อให้รู้ข้อมูลต่อเนื่องและหาทางป้องกันไม่ให้สารพิษสะสมจนมาถึงอาหารที่เรากิน แล้วแจ้งผลให้ชาวบ้านรู้อย่างตรงไปตรงมา 2. หาน้ำสะอาดให้ทุกบ้านได้ใช้ เร่งให้หน่วยงานจัดหาน้ำสะอาดสำรอง ทำระบบบประปาให้ดี และคอยดูแลสุขภาพคนที่เสี่ยง เพื่อให้ทุกบ้านมีน้ำใช้ได้อย่างสบายใจ
3. ไม่ทิ้งคนเดือดร้อน ช่วยเหลือให้ทั่วถึง เร่งช่วยเหลือชาวไร่ชาวนา ชาวประมง และคนทำมาหากิน ที่ขาดรายได้ พร้อมพิจารณาประกาศให้เป็นพื้นที่ประสบภัย เพื่อให้เบิกเงินช่วยเหลือได้ตามระเบียบ 4. รักษาประโยชน์ของบ้านเมืองเวลาคุยกับเพื่อนบ้าน เดินหน้าพูดคุยกับประเทศเพื่อนบ้านอย่างจริงจังและต่อเนื่อง เพื่อหยุดต้นตอของน้ำเสีย โดยถือประโยชน์ของชาวบ้านและของประเทศเป็นหลัก
น.ส.กุลวลี กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ ยังต้องประสานติดตาม การพูดคุยกับเพื่อนบ้าน 3 ทางควบคู่กัน คือ 1. คุยกันในเวทีผู้ใหญ่นำผลตรวจน้ำเข้าหารือในเวทีคณะกรรมการชายแดนไทย-เมียนมา และตกลงกันเรื่องการช่วยกันดแลต้นน้ำ 2. แลกข้อมูลและตรวจน้ำร่วมกัน ส่งผลตรวจให้กันและกัน และนัดเก็บตัวอย่างน้ำพร้อมกัน เพื่อหาว่าตะกอน และสิ่งสกปรกมาจากจุดไหน 3. ชวนชาวบ้าน 2 ฝั่งช่วยกัน จับมือกันระหว่าง จ.ระนอง กับ เกาะสอง ปลูกป่าต้นน้ำ และให้ความรู้ชาวบ้านทั้งสองฝั่งให้เข้าใจปัญหาร่วมกัน
“กมธ.จะตามเรื่องนี้อย่างไม่ลดละ ในฐานะตัวแทนของพี่น้องประชาชน ที่จะคอยส่งเสียงของชาวบ้านไปถึงหน่วยงาน และผู้มีอำนาจตัดสินใจ เพื่อให้แก้ปัญหากันอย่างจริงจังและได้ผลในระยะยาว “สุขภาพของพี่น้องประชาชน และความสะอาดของแม่น้ำ น้ำ คือสิ่งที่เราต้องช่วยกันดูแลไว้ให้ดีที่สุด ถึงแม้เราจะไม่ใช่คนก่อปัญหาก็ตาม”” ประธาน กมธ.ที่ดินฯ กล่าว


