"รักชนก" เผยสำนักงบประมาณตัดโครงการ TH-AI Passport วงเงิน 900 ล้านบาทออกจากร่างงบปี 2570 ทั้งโครงการ ถือเป็นนิมิตหมายที่ดี แต่ยังกังวลอาจมีการนำงบจากกองทุนดีอีกลับมาดำเนินการในอนาคต พร้อมเรียกร้องให้รัฐมนตรีดีอีออกมาชี้แจงและแสดงความรับผิดชอบ
วันที่ 24 มิ.ย. 2569 ที่รัฐสภา น.ส.รักชนก ศรีนอก สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ศึกษาการจัดทำและติดตามการบริหารงบประมาณ สภาผู้แทนราษฎร ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีไม่พบโครงการ TH-AI Passport ของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ในร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2570 ว่า ขอบคุณที่สำนักงบประมาณตัดโครงการนี้ไป เท่าที่ทราบ โครงการนี้ขอ 900 ล้านบาท มีการตัดทิ้งทั้งโครงการ ถือเป็นนิมิตรหมายที่ดี
เมื่อถามว่ากังวลหรือไม่ว่าโครงการเฟสสอง แม้จะถอย แต่จะสอดไส้แบบเฟสแรก น.ส.รักชนก กล่าวว่า กังวลมาก เพราะถ้าจะใช้การล้วงงบประมาณจากกองทุนดีอี อาจจะใช้วิธีการไม่อนุมัติโครงการไหนเลย แล้วสะสมเอาไว้แบบเดิม เมื่อถึงพันล้านบาทก็นำมาทำโครงการแบบนี้อีก ซึ่งงบประมาณกองทุนดีอีเป็นอำนาจของรัฐมนตรีและนายกรัฐมนตรีที่ช่วยกันพิจารณาอนุมัติ เรื่องนี้ต้องติดตามยาวๆ ว่าจะมีการทำต่อหรือไม่ รวมถึงเฟสหนึ่งด้วย จำนวน 1,600 ล้านบาท เราก็ยังเดินหน้าที่จะทำให้มีการพับโครงการนี้ไปให้ได้
เมื่อถามว่าได้คุยกับนายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดีอีแล้ว มีแนวโน้มจะพับโครงการหรือไม่ น.ส.รักชนก กล่าวว่า นายไชยชนกออกมาพูดเรื่องนี้น้อยมาก ตนยืนยันว่านายไชยชนกเป็นรัฐมนตรีเจ้ากระทรวง ต้องมีความกล้าหาญมากกว่านี้ ทั้งพบเจอสื่อ เจอคำถามที่ไม่อยากตอบ รวมถึงความกล้าหาญทางการเมืองด้วย เพราะเรื่องนี้ปรากฏชัดว่ามีความผิดปกติ และปลัดกระทรวงดีอีก็พูดว่ายินดีที่จะยกเลิกหากพบว่ามีปัญหาหรือข้อบกพร่องจริง และอีกอย่างที่ทำให้โครงการนี้ถูกยกเลิกได้คือฝ่ายรัฐมนตรีที่เป็นผู้ออกนโยบายจะมีคำสั่งลงมา อย่างไรปลัดกระทรวงดีอีก็ไม่น่าขวาง แต่สิ่งที่ปลัดกระทรวงดีอีทำอยู่ตอนนี้คือพยายามจะแบกรัฐมนตรีอยู่ แน่นอนว่าทุกคนจะวิพากษ์วิจารณ์ปลัดกระทรวงดีอี ซึ่งเป็นหน้าที่ของข้าราชการ ถ้าฝ่ายการเมืองสั่งมาแบบนั้น ตนก็แสดงความเห็นใจกับฝ่ายข้าราชการประจำ เพราะทุกคนต้องทำตามนโยบายฝ่ายการเมือง แต่ฝ่ายการเมืองตอนนี้ไปอยู่ที่ไหน โครงการนี้พูดมาตลอดว่าเป็นนโยบาย ทำไมถึงไม่ออกมาแสดงความรับผิดชอบ ไม่ออกมาตอบคำถามสื่อ ไม่มาชี้แจงใน กมธ. ไม่ให้ข้อมูล ไม่แสดงความคิดเห็น ไม่มารับผิดรับผิดชอบอะไรเลย แล้วปล่อยให้ข้าราชการประจำมาเป็นหนังหน้าไฟแทน ตนจึงอยากเรียกร้องความกล้าหาญจากนายไชยชนก ให้ออกมาตอบคำถามเรื่องนี้ได้แล้ว และยิ่งตอนนี้ ไม่ว่าจะเป็นประธาน กมธ. หรือสมาชิกพรรคภูมิใจไทย ก็ดาหน้ากันออกมาปกป้องนายไชยชนกกันออกนอกหน้า นายไชยชนกหยาบประพฤติปฏิบัติตัวให้คนเขารู้สึกว่าเป็นไข่ในหิน หรือเป็นคนที่จะได้รับการปกป้องอยู่ตลอดเวลา ซึ่งก็อาจจะไม่ดีกับภาพของนายไชยชนกเอง
เมื่อถามว่ามีความเห็นแย้งว่าโครงการเฟสหนึ่ง จะมีสัญญาแนบท้ายว่าทำแค่ไหนใช่แค่นั้น ทำให้งบประมาณเหลือ แต่เอกชนจะขาดทุน ถ้าคนใช้เยอะ น.ส.รักชนก กล่าวว่า นี่เป็นคำพูดของนายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี สส. บัญชีรายชื่อ พรรครวมไทยสร้างชาติ ที่เป็นคนโหวตนายอนุทิน ชาญวีรกุล ให้เป็นนายกรัฐมนตรี ใครก็ตามที่อยู่ในฝั่งการเมือง และมีความรู้เรื่องการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ มีความรู้เรื่องการล็อกสเป็ก TOR มีความรู้เรื่องการแก้กฎหมายที่อาจจะสอบไปในทางฮั้วประมูลหรือล็อกสเป็ก ถ้าไม่พูดถึงว่าโครงการนี้จะส่อไปในทางทุจริตหรือล็อกสเป็ก ตนไม่ให้ราคาทั้งสิ้น
เมื่อถามว่าออกมาเปิดเผยขนาดนี้กังวลเรื่องการถูกฟ้องกลับหรือไม่ น.ส.รักชนก กล่าวว่า ว่าตนเข้าใจว่ารัฐมนตรีและเอกชนพิจารณาอยู่ว่าจะฟ้องหรือไม่ สิ่งที่ที่ตนทำไปทั้งหมดคือเพื่อประโยชน์สาธารณะ ตนคิดว่าต้องมีใครสักคนที่กล้าออกมาทำหรือพูดอะไรแบบนี้
“ถ้าทุกคนรักตัวกลัวตาย กลัวโดนขุดประวัติ กลัวโดนฟ้องร้อง กลัวว่าพ่อคุณไชยชนกจะทำอะไรหรือไม่ ก็ไม่ต้องทำอะไรกันแล้วค่ะ ชาตินี้ประเทศนี้ ดิฉันคิดว่าฝ่ายค้าน พรรคประชาชน มีหน้าที่ทำอย่างตรงไปตรงมา แล้วหวังว่าวันหนึ่ง ถ้าพวกเรา หนึ่งใน สส. ที่ออกมาพูดเรื่องนี้ หรือตัวดิฉันจะต้องเป็นอะไรไป ดิฉันก็คิดว่าอยากให้มีคนรุ่นใหม่ๆ เติมเข้ามา แล้วเป็นคนที่กล้าหาญ ยืนหยัดเพื่อผลประโยชน์ของประชาชน“ น.ส.รักชนก กล่าว
เมื่อถามว่าฝั่งรัฐบาลตั้งข้อสังเกตว่าการที่ฝ่ายค้านออกมาพูดเรื่อง TH-AI Passport เป็นเพราะบริษัทของเครือข่ายตัวเองไม่ได้รับงานใช่หรือไม่ น.ส.รักชนก กล่าวว่า มันตลกมาก การที่เราออกมาพูดเพื่อปกป้องผลประโยชน์สาธารณะ ออกมาพูดว่าส่อทุจริต ล็อกสเป็ก จะต้องถูกตั้งข้อสังเกตว่าเป็นห่วงผลประโยชน์ของบริษัทใดบริษัทหนึ่งหรือไม่ พร้อมยกคำในพระพุทธศาสนา คำว่าเถยจิต (หมายถึงจิตที่คิดลักขโมย) ตัวเองใช้ชีวิตแบบไหนอยู่ซ้ำๆ หรือคิดเรื่องอะไรอยู่ซ้ำๆ ก็จะคิดว่าคนอื่นจะเป็นแบบตัวเอง ตนเข้าใจว่า คนที่ออกมาพูดแบบนี้คือประธานคณะ กมธ.การตำรวจ ที่มาจากพรรคภูมิใจไทย เราไม่ได้ปกป้องผลประโยชน์ของบริษัทใดบริษัทหนึ่ง เหมือนที่ฝั่งรัฐบาลกำลังทำอยู่ ต้นกำลังปกป้องผลประโยชน์ของทุกบริษัท ที่เงินก้อนนี้จะมาเป็นเงินที่จะมาสร้างผลประโยชน์ให้อุตสาหกรรม AI หรือเทคโนโลยี ที่ควรจะเป็นของทุกคน ถ้าทำทุกสิ่งทุกอย่างอย่างตรงไปตรงมา ทำให้เกิดการแข่งขันที่เป็นธรรมจริงๆ ถ้าบอกว่าตนปกป้องอนาคตของอุตสาหกรรมไอทีก็ไม่ผิด ถ้าบริษัทที่อยู่ในอุตสาหกรรมนี้จะรู้สึกว่าเขาไม่ได้รับความเป็นธรรม และมีใครสักคนออกมาพูดเพื่อเขา แล้วจะผิดอะไร
“ก่อนวิพากษ์วิจารณ์ตั้งสตินิดหนึ่ง แล้วอยู่บนข้อเท็จจริง ถ้าไม่ตั้งสติ ในหัวคิดว่าจะปกป้องแต่ลูกนาย วาดลวดลายเพื่อโชว์นาย หรือแข่งกัน ออกมาพูดอะไรซี้ซั้ว ออกมาพูดจุดไฟเผาตัวเองผ่านสื่อไม่รู้กี่ครั้ง เพื่อให้ได้ผลงานให้นายได้เห็น ดิฉันคิดว่าเรื่องนี้ท่านก็อาจจะอับอายต่อสาธารณชน และไม่อยากให้ทำด้วย เพราะประชาชนจ่ายเงินจ้างท่านมา จ้างท่านมาให้เป็นตัวแทนของเขาไม่ใช่มารับใช้กลุ่มกรอำนาจทางการเมืองกลุ่มกลุ่มก้อนใดกลุ่มหนึ่ง” น.ส.รักชนก กล่าว
เมื่อถามว่าเป็นแบบนี้ด้วยใช่หรือไม่ ที่ทำให้นายภาวุธ พงษ์วิทยภานุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ที่ออกมาเปิดเรื่อง TH-AI Passport ต้องเงียบ มองว่าเป็นการถูกปิดปากหรือไม่ น.ส.รักชนก กล่าวว่า ถ้าจะผิดก็ว่าไปตามผิด แต่การที่มาเปิดเรื่องเอาช่วงนี้ ประชาชน คงใช้วิจงานของตัวเองได้ว่าเพราะเหตุใด และเมื่อเรื่องนี้ถูกเปิดออกมา โครงการ TH-AI Passport ก็ได้รับความสนใจน้อยลงจากสื่อ ประชาชนคงคิดเองได้
เมื่อถามว่าได้พูดคุยกับนายภาวุธหรือไม่ น.ส.รักชนก กล่าวว่า พูดคุยกับนายภาวุธเลย ที่หายหน้าหายตาไป ตนคิดว่าอีกสักพัก น่าจะมีการออกมาพูด
เมื่อถามว่ามองเรื่องการปล่อยคลิปเชิญชวนให้คนมาเทรด Forex ของนายภาวุธ น.ส.รักชนก กล่าวว่า เรื่องนี้รอนายภาวุธออกมาแล้ว ถามเจ้าตัวเองดีกว่า ตนไม่รู้จะตอบเรื่องส่วนตัวหรือเรื่องเขาอย่างไร
เมื่อถามว่าพอเกิดเรื่อง กลายเป็น น.ส.รักชนก ขับเคลื่อนเรื่อง TH-AI Passport คนเดียว พรรคประชาชนส่งใครมาเสริมทัพหรือไม่ น.ส.รักชนก กล่าวว่า เรื่องนี้เบื้องหลังมีการช่วยกันหลายคน ไม่ต้องเป็นห่วง ยืนยันว่าตามต่อเนื่องเรื่องนี้แน่นอน เพราะมีการคาบเกี่ยวปีกการศึกษาด้วย เพราะมีโครงการที่เกี่ยวเนื่องคือโครงการ National Credit Bank และ Credit Skill Portfolio ซึ่งตนอยากให้จับตา ตอนนี้กระทรวงการอุดมศึกษา วิจัยและนวัตกรรม (อว.) สั่งทบทวนไปแล้ว แต่ฝั่งกระทรวงศึกษาธิการยังไม่สั่งทบทวน TOR หรืออาจจะโดนวางงานไว้ตั้งแต่รัฐบาลที่แล้ว
ทั้งนี้ ตนตั้งข้อสังเกตว่ามีงบประมาณกระจายอยู่ในกระทรวง อว. 5,000 กว่าล้านบาท และอยู่ในกระทรวงศึกษาธิการ 1,600 ล้านบาท รวม 2 ก้อน เกือบหมื่นล้านบาท ถึงอยากให้ทั้ง 2 กระทรวงที่อยู่ฟากฝั่งของพรรคเพื่อไทยได้ทบทวน TOR เพื่อป้องกันทุกสิ่งทุกอย่างใน TOR ให้ดี ไม่เช่นนั้น จะเกิดเหมือนกับโครงการ TH-AI Passport และบอกได้เลยว่าเราตั้งป้อมรอเสียบ ถ้าทำอะไรพลาดหรือไม่ยอมแก้ไขในสิ่งที่ควรจะแก้


