รมว.คลัง ชูกลไก Thailand Fast Plus เร่งเครื่องปีแห่งการลงทุนตามนโยบายรัฐบาล มั่นใจเปลี่ยนความเชื่อมั่นเป็นเม็ดเงินจริง พร้อมดันเศรษฐกิจไทยโตทะลุ 3% ภายใน 4 ปี สร้างประโยชน์เศรษฐกิจไทยต่อเนื่อง 5 ด้าน
วันนี้ (23 มิ.ย.) นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวในพิธีลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) และมอบใบรับรองโครงการ Thailand Fast Plus ในการอำนวยความสะดวกการลงทุน ให้แก่บริษัทชั้นนำ 23 บริษัทชั้นนำ โดยรัฐบาลภายใต้การนำของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย ได้ประกาศให้ปีนี้เป็นปีแห่งการลงทุน เพื่อใช้การลงทุนเป็นหัวหอกหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและยกระดับประเทศไทยให้เป็นศูนย์กลางการลงทุนของภูมิภาคอย่างเป็นรูปธรรม
ทั้งนี้ สถานการณ์การลงทุนในปัจจุบันสะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมั่นของนักลงทุนทั่วโลกที่มีต่อประเทศไทยอย่างชัดเจน โดยในปี 2568 ที่ผ่านมา มียอดขอรับการส่งเสริมการลงทุนสูงถึง 1.8 ล้านล้านบาท ซึ่งถือเป็นระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ และในไตรมาสแรกของปีนี้ยังคงเติบโตอย่างก้าวกระโดดด้วยยอดขอรับการส่งเสริมมูลค่า 1 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 142% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน
นอกจากนี้ อันดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยจากการประกาศของสถาบันการจัดอันดับ IMD ยังขยับขึ้นมาอยู่ที่อันดับ 26 โดยเฉพาะในด้านประสิทธิภาพของเศรษฐกิจหมวดการลงทุนที่พุ่งขึ้นมาอยู่อันดับที่ 24 ซึ่งเป็นผลมาจากนโยบายเชิงรุกของรัฐบาลที่ช่วยสร้างบรรยากาศที่เอื้อต่อการทำธุรกิจ
ผลสำเร็จเบื้องต้นสะท้อนผ่านตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ไตรมาสแรกที่ขยายตัวร้อยละ 2.8 โดยเฉพาะการลงทุนภาคเอกชนที่เติบโตถึง 10.1% ซึ่งเป็นการขยายตัวในระดับเลขสองหลักครั้งแรกในรอบ 10 ปี รัฐบาลจึงตั้งเป้าหมายที่จะรักษาแรงส่งนี้เพื่อผลักดันให้เศรษฐกิจไทยขยายตัวได้มากกว่า 3% หรือ 3% Plus ภายในระยะเวลา 4 ปี ควบคู่ไปกับการมุ่งมั่นปฏิรูปกฎหมายและระเบียบต่างๆ เพื่ออำนวยความสะดวกในการประกอบธุรกิจอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ประเทศไทยเป็นจุดหมายปลายทางที่น่าเชื่อถือและมีความพร้อมตามมาตรฐานสากล
ทั้งนี้ กลไก Thailand Fast Plus ซึ่งเป็นความร่วมมือของ 8 หน่วยงานนำร่องในการลดระยะเวลาพิจารณา จะเป็นทางลัดสำคัญที่เปลี่ยนเม็ดเงินลงทุนให้กลายเป็นผลลัพธ์ทางเศรษฐกิจจริง โดยจะส่งผลดีใน 5 มิติหลัก ได้แก่
1. การสร้างการเติบโตที่นำด้วยการลงทุนเพื่อเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันในระยะยาว
2. การสร้างงานและอาชีพใหม่ในกลุ่มวิศวกรและผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยี
3. การถ่ายทอดองค์ความรู้และทักษะสมัยใหม่เพื่อเพิ่มรายได้ให้แรงงานไทย
4. การเปิดโอกาสให้ SME ไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานของบริษัทข้ามชาติ
และ 5. การกระตุ้นให้เกิดเงินหมุนเวียนในภาคธุรกิจท้องถิ่นมากขึ้น
“เงินลงทุนทุกบาททุกสตางค์จะต้องหมุนเวียนในพื้นที่ ไม่ได้เป็นการสร้างแค่โรงงาน แต่เป็นการสร้างธุรกิจที่เกี่ยวเนื่อง นี่คือเงินในระบบเศรษฐกิจที่ท่านนายกฯ กำชับให้ผมขับเคลื่อน และทำให้เศรษฐกิจไทย ศักยภาพเศรษฐกิจไทย ขยายตัวมากกว่า 3% หรือ 3% Plusได้ภายใน 4 ปีนี้” นายเอกนิติ กล่าว


