xs
xsm
sm
md
lg

“รสนา” ซัดกองทุนน้ำมันบิดเบือนราคา ทำหน้าที่ประกันกำไรให้โรงกลั่น จี้กำหนดเพดานค่ากลั่น ลดภาระประชาชน

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



“อดีต สว.รสนา” ซัดกองทุนน้ำมันคือเึครื่องมือบิดเบือนราคา กลายเป็นกลไกอำพรางต้นทุนที่แท้จริง ทำหน้าที่เสมือน "กองทุนประกันกำไร" ให้โรงกลั่น แนะควรกลับไปใช้แนวทางเดิมตอนตั้งกองทุนที่นำกำไรจากผู้ค้าน้ำมันมาชดเชยราคาน้ำมันช่วงที่ราคาตลาดโลกเพิ่มสูง โดยไม่เก็บจากผู้บริโภค จี้กำหนดเพดานค่าการกลั่น ดึงกำไรส่่วนเกินมาลดภาระประชาชน

เมื่อวันที่ 21 มิถุนายน 2569 น.ส.รสนา โตสิตระกูล อดีตสมาชิกวุฒิสภา โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก รสนา โตสิตระกูล วิพากษ์วิจารณ์บทบาทของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง โดยตั้งคำถามว่ากองทุนน้ำมันได้กลายเป็นเครื่องมือบิดเบือนราคาน้ำมันและสร้างภาระแก่ผู้ใช้น้ำมัน เพื่อเอื้อประโยชน์ให้กับโรงกลั่นน้ำมันหรือไม่

น.ส.รสนา ระบุว่า แม้ภาครัฐจะอ้างว่าราคาน้ำมันในประเทศไทยเป็นไปตามกลไกตลาดเสรี แต่ในทางปฏิบัติกลับใช้กลไกดังกล่าวเฉพาะในช่วงที่ราคาน้ำมันดิบตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้น เพื่อรองรับการขึ้นราคาขายปลีกภายในประเทศ ขณะที่เมื่อราคาน้ำมันโลกปรับลดลง กลับมีการอ้างเหตุผลเรื่องการนำเงินส่งเข้ากองทุนน้ำมันเพื่อนำไปชำระหนี้ ทำให้ราคาน้ำมันในประเทศไม่ลดลงตามต้นทุนที่แท้จริง

น.ส.รสนา ได้ย้อนถึงที่มาของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง โดยระบุว่า เดิมกองทุนถูกจัดตั้งขึ้นเพื่อแก้ไขปัญหาการขาดแคลนน้ำมันและรักษาระดับราคา โดยใช้เงินจากผู้ค้าน้ำมันเป็นหลัก ต่อมาในปี 2521 รัฐบาลในขณะนั้นได้นำกำไรส่วนเกินจากอัตราแลกเปลี่ยนของผู้นำเข้าน้ำมันส่งเข้ากองทุน เพื่อนำไปใช้ชดเชยราคาน้ำมันในช่วงที่ราคาน้ำมันดิบโลกปรับตัวสูงขึ้น โดยไม่ได้เรียกเก็บจากผู้บริโภค

น.ส.รสนา เสนอว่า รัฐบาลปัจจุบันควรใช้แนวทางเดียวกัน ด้วยการกำหนดเพดานค่าการกลั่นน้ำมัน เพื่อดึงกำไรส่วนเกินที่เกิดจากสถานการณ์สงครามและความผันผวนของตลาดโลกกลับมาช่วยลดภาระราคาน้ำมันให้ประชาชน โดยระบุว่าค่าการกลั่นในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมาอยู่ในระดับสูงผิดปกติ เมื่อเทียบกับมาตรฐานปกติของตลาดสิงคโปร์

นอกจากนี้ ยังตั้งข้อสังเกตว่า ในหลายประเทศรัฐบาลมีมาตรการจัดเก็บภาษีลาภลอย (Windfall Tax) จากผู้ประกอบการที่ได้รับผลประโยชน์จากสถานการณ์พิเศษ เพื่อนำรายได้กลับมาช่วยเหลือประชาชน แต่ประเทศไทยยังไม่มีมาตรการดังกล่าว แม้จะสามารถใช้เครื่องมือทางกฎหมายในการกำหนดเพดานค่าการกลั่นได้

น.ส.รสนา ยังกล่าวถึงการบริหารกองทุนน้ำมันในอดีตว่า หลังจากมีการจัดตั้งสำนักงานกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงในฐานะองค์การมหาชน มีการเปลี่ยนแปลงแนวทางจากการจัดเก็บเงินจากผู้ค้าน้ำมัน มาเป็นการจัดเก็บจากผู้ใช้น้ำมันแทน พร้อมอ้างถึงคำวินิจฉัยของผู้ตรวจการแผ่นดินในอดีตที่เห็นว่าการเรียกเก็บเงินดังกล่าวมีลักษณะคล้ายการจัดเก็บภาษีโดยไม่มีกฎหมายรองรับ ก่อนที่จะมีการตรา พ.ร.บ.กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ.2562 ขึ้นมาใช้

อดีต ส.ว. ยังวิจารณ์การใช้เงินกองทุนเพื่ออุดหนุนข้ามประเภทเชื้อเพลิง โดยเฉพาะการนำเงินจากผู้ใช้น้ำมันเบนซินไปอุดหนุนราคาดีเซล ก๊าซหุงต้ม รวมถึงเชื้อเพลิงชีวภาพ เช่น เอทานอลและไบโอดีเซล ซึ่งมีต้นทุนสูงกว่าน้ำมันพื้นฐาน พร้อมตั้งคำถามว่าอาจขัดต่อเจตนารมณ์ของกฎหมายที่มุ่งรักษาเสถียรภาพราคาน้ำมันให้ประชาชน

พร้อมกันนี้ น.ส.รสนา ยังเรียกร้องให้รัฐบาลไม่ต่ออายุมาตรการอุดหนุนเชื้อเพลิงชีวภาพ ซึ่งจะสิ้นสุดลงในเดือนกันยายน 2569 โดยเห็นว่าการผสมน้ำมันชีวภาพในสัดส่วนสูงขึ้นเป็นการเพิ่มภาระต้นทุนให้ผู้บริโภค และเป็นการถ่ายโอนผลประโยชน์ไปยังภาคธุรกิจบางกลุ่ม

นอกจากนี้ ยังระบุว่ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงได้กลายเป็นกลไกที่ช่วยอำพรางต้นทุนที่แท้จริงของน้ำมัน และทำหน้าที่เสมือน "กองทุนประกันกำไร" ให้แก่โรงกลั่น โดยเฉพาะในช่วงที่เกิดความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ซึ่งส่งผลให้ค่าการกลั่นและผลกำไรของโรงกลั่นน้ำมันในประเทศเพิ่มสูงขึ้นอย่างมาก

น.ส.รสนา ตั้งคำถามต่อรัฐบาลว่า เหตุใดจึงไม่ใช้มาตรการทางกฎหมายเพื่อควบคุมกำไรส่วนเกินของโรงกลั่น และนำผลประโยชน์ดังกล่าวกลับมาช่วยลดภาระค่าครองชีพของประชาชน พร้อมเรียกร้องให้ประชาชนติดตามตรวจสอบนโยบายด้านพลังงานอย่างใกล้ชิด เพื่อให้การบริหารจัดการเป็นไปเพื่อประโยชน์สาธารณะอย่างแท้จริง.

รายละเอียดข้อความในเฟซบุ๊ก รสนา โตสิตระกูล

กองทุนน้ำมันคือเครื่องมือบดบังบิดเบือนราคาน้ำมัน เป็นโซ่ตรวนล่ามคอผู้ใช้น้ำมันเพื่อล้วงกระเป๋าให้โรงกลั่น ใช่หรือไม่?!

มักกล่าวกันว่า ราคาน้ำมันไทยเป็นไปตามกลไกตลาดเสรี แต่ความจริงแล้ว กลไกตลาดเสรีใช้เฉพาะตอนที่ราคาน้ำมันดิบตลาดโลก "ขาขึ้น" เท่านั้น เพื่อสร้างความชอบธรรมในการปรับราคาขึ้นตามราคาตลาดโลก แต่พอตลาดโลกลดราคา มักจะอ้างว่าต้องเอาเงินเข้ากองทุนน้ำมันเพื่อใช้หนี้โรงกลั่น จึงไม่สามารถลดราคาได้เต็มที่ตามที่ตลาดโลกลดราคา ใช่หรือไม่

อดัมสมิทเจ้าของทฤษฎีกลไกตลาดเสรี ที่ “ราคา” ขึ้นอยู่กับดีมานด์ (ความต้องการสินค้า) และซัพพลาย (จำนวนสินค้าที่มี) ต้องอึ้งกิมกี่ เมื่อเจอนวัตกรรมบิดเบือนกลไกตลาดเสรีแบบไทยไทย วันนี้จะขอพูดเฉพาะการบิดเบือนวัตถุประสงค์ดั้งเดิมและการบิดเบือนราคาของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงก่อน

ในอดีตกองทุนน้ำมันถูกตั้งขึ้นตามพระราชกำหนดแก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2516 โดยกำหนดให้ผู้ค้าน้ำมันชนิดอื่นเป็นผู้ส่งเงินเข้ากองทุนรักษาระดับราคาน้ำมันเชื้อเพลิง เพื่อจ่ายเงินชดเชยให้แก่ผู้ค้าน้ำมันเตา เพื่อขายให้ผู้ซื้อน้ำมันเตาในราคาถูกกว่าต้นทุนจริง

ต่อมาในปี พ.ศ. 2521 ตรงกับรัฐบาลพลเอกเกรียงศักดิ์ ชมะนันท์ รัฐบาลได้ประกาศเพิ่มค่าเงินบาท ทำให้ผู้นำเข้าน้ำมันได้กำไรจากอัตราแลกเปลี่ยน รัฐบาลเห็นว่ากำไรที่เกิดขึ้นไม่ใช่กำไรจากการดำเนินงาน จึงได้มีคำสั่งนายกรัฐมนตรีที่ 206/2521 ลงวันที่ 29 ธันวาคม 2521 จัดตั้งกองทุนรักษาระดับราคาน้ำมันเชื้อเพลิง (เงินตราต่างประเทศ) และกำหนดให้ผู้นำเข้าน้ำมันเชื้อเพลิงนำส่งกำไรส่วนเกินที่เกิดจากการเพิ่มค่าเงินบาทเข้ากองทุนรักษาระดับราคาน้ำมันเชื้อเพลิง เพื่อเก็บไว้ใช้ชดเชยราคาน้ำมันสำเร็จรูปเมื่อราคาน้ำมันดิบตลาดโลกเพิ่มสูงขึ้น

รัฐบาลในอดีตมีการเก็บกำไรส่วนเกินที่ไม่ได้เกิดจากประสิทธิภาพในการบริหาร ไว้ชดเชยราคาน้ำมันสำเร็จรูปโดยไม่ต้องเก็บจากผู้ใช้น้ำมัน แม้แต่สตางค์เดียว ปัจจุบันรัฐบาลนายอนุทินจึงสมควรจะใช้แนวทางดังกล่าว คืออาศัยพรก. แก้ไขและป้องกันการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ 2516 ในการกำหนดเพดานค่ากลั่นของโรงกลั่น เพื่อดึงรายได้ส่วนเกินที่ไม่ได้เกิดจากการบริหาร แต่เกิดจากการโก่งราคาน้ำมันสำเร็จรูปในตลาดสิงคโปร์อันเนื่องจากสถานการณ์สงคราม ซึ่งเห็นได้จากการมีค่าการกลั่นที่สูงผิดปกติถึง 7.23 บาทต่อลิตรในเดือนมีนาคม และ 11.81 บาทต่อลิตร ในเดือนเมษายน 6.13 บาทต่อลิตรในเดือนพฤษภาคม และปัจจุบัน 5.31 บาทต่อลิตร ณ.วันที่ 1-21 มิถุนายน ซึ่งสูงเกินกว่ามาตรฐานค่าการกลั่นในภาวะปกติของสิงคโปร์อยู่ที่ 4-7 เหรียญต่อบาร์เรล หรือ .80-1.40 บาทต่อลิตร

เมื่อค่าการกลั่นน้ำมันสูงผิดปกติ รัฐบาลต่างประเทศจะใช้กฎหมายภาษีลาภลอยมาเก็บรายได้ส่วนเกินไว้ชดเชยราคาน้ำมันสำเร็จรูปให้ประชาชน แต่รัฐบาลไทยไม่มีกฎหมายภาษีลาภลอย แต่รัฐบาลสามารถกำหนดเพดานค่าการกลั่น ให้โรงกลั่นได้กำไรตามปกติ ก็จะสามารถนำกำไรส่วนเกินนั้นมาลดราคาให้ผู้ใช้น้ำมันได้เช่นกัน

กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเคยถูกบริหารโดยกระทรวงการคลัง แต่ถูกเปลี่ยนแปลงโดยถูกดึงออกจากกระทรวงการคลังมาจัดตั้งเป็นองค์กรมหาชนในสมัยรัฐบาลไทยรักไทย ราวปี 2545 และมีการเก็บเงินจากผู้ใช้น้ำมันแทนผู้ค้าน้ำมันมาไว้ในกองทุนน้ำมันเพื่อชดเชยราคาน้ำมัน ทั้งที่ไม่มีกฎหมายรองรับให้เก็บเงินจากประชาชนเข้ากองทุนน้ำมัน ใช่หรือไม่?

จากการร้องเรียนของภาคประชาสังคม จนในที่สุดประธานผู้ตรวจการแผ่นดินรับพิจารณา และส่งคำวินิจฉัยถึงพล.อ ประยุทธ์ จันทรโอชา นายกรัฐมนตรีในรัฐบาลคสช. ว่ากองทุนน้ำมันใช้อำนาจโดยมิชอบเรียกเก็บเงินจากผู้ใช้น้ำมันเหมือนเก็บภาษีโดยไม่มีกฎหมายรองรับ เป็นสิ่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ต่อมาในปี2562 จึงมีการตรา พระราชบัญญัติกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2562 มาใช้แทนระบบเดิม โดยไม่ได้มีการลงโทษหรือเอาผิดกับหน่วยงานที่ใช้อำนาจเถื่อนเก็บเงินจากประชาชนโดยไม่มีกฎหมายรองรับแต่ประการใดเป็นเวลายาวนานถึง 17 ปี

พระราชบัญญัติกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2562 มีวัตถุประสงค์หลักในการรักษาเสถียรภาพราคาน้ำมันขายปลีกแก่ประชาชน เมื่อราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกผันผวน แต่ปรากฎว่าตลอด 7 ปี ที่ผ่านมา กองทุนน้ำมันฯ ใช้เงินที่เก็บจากผู้ใช้น้ำมันในการชดเชยอุดหนุนข้ามผลิตภัณฑ์ เช่นเอาเอาเงินจากคนใช้เบนซินมาชดเชยดีเซล และก๊าซหุงต้ม และชดเชยน้ำมันชีวภาพเป็นส่วนใหญ่ ได้แก่เอทานอล และไบโอดีเซล ซึ่งมีราคาแพงกว่าน้ำมันพื้นฐานคือเบนซินและดีเซล จึงถือว่าไม่เป็นธรรมอย่างยิ่ง และน่าจะผิดวัตถุประสงค์หลักของกฎหมายกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ใช่หรือไม่ ?

อย่างไรก็ตาม บทเฉพาะกาลในพรบ.กองทุนน้ำมันฯ ที่ถูกนำไปใช้เอื้อประโยชน์ให้โรงกลั่นในการนำน้ำมันชีวภาพที่แพงเกินน้ำมันพื้นฐานมาแทรกขายให้ประชาชน แต่สามารถใช้เงินกองทุนน้ำมันมาชดเชยน้ำมันชีวภาพได้ไม่เกิน 7 ปี (2562-2569) ซึ่งจะหมดอายุในวันที่ 24 กันยายน 2569 รัฐบาลจึงไม่ควรแก้ไขกฎหมายบิดเบือนราคาน้ำมันด้วยการต่ออายุการชดเชยน้ำมันชีวภาพอีกต่อไป ประชาชนต้องไม่ยินยอมให้มีการผสมน้ำมันชีวภาพที่มีราคาสูงเกินกว่าน้ำมันพื้นฐาน อีกต่อไป ซึ่งเป็นผ่องถ่ายผลประโยชน์ให้โรงกลั่นต่อไปอย่างไม่มีวันสิ้นสุด

พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร (เมื่อกว่า20ปีก่อน)เคยมีพระดำรัสว่าเอาเอทานอล 10% มาผสมในเบนซินจะทำให้ราคาถูกลง 50 สตางค์ต่อลิตร แต่ปัจจุบันราคาเอทานอลและไบโอดีเซลแพงกว่า เบนซิน และดีเซลทั้งที่วิ่งได้ระยะทางน้อยกว่าประมาณ 30% ทำให้ยิ่งผสมมากยิ่งมีราคาแพงขึ้น

ปัจจุบันกองทุนน้ำมันกลายเป็นเป็นเครื่องมือสำคัญในการบิดเบือนราคาน้ำมัน ทำให้อำพรางตาผู้ใช้น้ำมัน ให้เห็นว่าน้ำมันผสมเอทานอล และไบโอดีเซลมีราคาถูกกว่าเพราะเอากองทุนมาชดเชย แต่แท้ที่จริงคือ การซื้อน้ำแพงที่ผู้ใช้น้ำมันต้องผ่อนใช้คืนโรงกลั่นอย่างไม่เป็นธรรมตลอดไป

โครงสร้างราคาน้ำมัน ที่เอื้อประโยชน์โรงกลั่นคือใช้วิธีถ่างราคาน้ำมันเบนซิน 95 ให้แพงสุดๆ เพื่อกำหนดช่องราคาให้น้ำมันผสมเอทานอลแต่ละชนิด มีราคาตามที่กำหนด ส่วนดีเซล จะไม่มีดีเซล 100% ดีเซลพื้นฐานจะถูกผสมด้วยน้ำมันปาล์มหรือไบโอดีเซลอย่างน้อย 7% เพื่อไม่ให้มีการรู้ต้นทุนราคาที่แท้จริง ซึ่งไม่ใช่กลไกตลาดเสรีอย่างที่อ้างเสมอ ใช่หรือไม่

กองทุนน้ำมันจึงมีสภาพเป็น กองทุนประกันกำไรให้โรงกลั่น ดูได้จากช่วงวิกฤตสงครามในอิหร่านกับสหรัฐอเมริกา สงครามทำให้โรงกลั่นต่างประเทศถูกกระทบจากสงคราม จนบางแห่งไม่สามารถกลั่นน้ำมันได้จริง น้ำมันสำเร็จรูปจึงมีราคาสูงขึ้นทั้งจากภาวะสงครามและการโก่งราคา

แต่โรงกลั่นไทยทั้ง5โรงไม่ได้รับผลกระทบจากสงคราม แต่ได้อานิสงส์ลาภลอยจากสงครามซึ่งมีกำไรเพิ่มขึ้นมหาศาล เห็นได้จากกำไรสุทธิในไตรมาสแรกของปี 2569 ที่ทุกโรงกลั่นมีกำไรอู้ฟู่ ตั้งแต่ 200-900%

แต่รัฐบาลปัจจุบันไม่ได้ทำอย่างรัฐบาลในอดีต ที่มีการเก็บลาภลอยส่วนเกินที่ไม่ได้มาจากประสิทธิภาพ หรือการบริหาร แต่มาจากวิกฤตการณ์สงครามมาชดเชยราคาน้ำมันขายปลีกที่ประชาชนต้องแบกรับราคาน้ำมันที่แพงขึ้น เมื่อราคาน้ำมันตลาดโลกลดลง กลับต้องเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันเพื่อใช้หนี้โรงกลั่นอีก ทั้งที่โรงกลั่นได้กำไรอย่างมหาศาลอยู่แล้ว

แม้รัฐมนตรีเอกนัฏได้กล่าวอ้างว่าสามารถเก็บกำไรส่วนเกินจากโรงกลั่น 8,300 ล้านบาทมาลดราคาน้ำมันที่หน้าโรงกลั่นก็ตาม แต่ผู้ใช้น้ำมันไม่ได้รู้สึกว่าได้รับการลดราคา เพราะมีการขยักไปเก็บไว้ในกองทุนน้ำมัน ซึ่งกลายเป็นเก็บกำไรส่วนเกินไปคืนหนี้ให้โรงกลั่นอยู่ดี และจะเห็นได้ว่าโรงกลั่นมีการโยกส่วนลดราคาน้ำมันสิงคโปร์ที่เคยลดลง 11 บาทต่อลิตรไปไว้ที่ค่าการตลาดเมื่อวันที่8,9 เมษายน จากค่าการตลาดวันที่ 7 เมษายนที่1.56 บาทต่อลิตร โยกไปค่าการตลาดเป็น 5.53 บาทต่อลิตร และ 10.58 บาทต่อลิตรในวันที่ 8 และ 9 เมษายน 2569 ตามลำดับ ใช่หรือไม่ ?!

รัฐบาลไม่ใช้อำนาจตามกฎหมายในมือเพื่อกำหนดเพดานค่าการกลั่น ที่สามารถหยุดกำไรส่วนเกินวันละ 800-1,000 ล้านบาท ดังที่คุณโสภณ สุภาพงษ์อดีตซีอีโอบริษัทบางจากได้ประเมินไว้ เพื่อเอามาลดราคาน้ำมันแพงเกินสมควรให้ประชาชน

นอกจากไม่หยุดกำไรส่วนเกินของโรงกลั่นแล้ว ยังเก็บเงินส่วนลดตามราคาตลาดโลก ไปเก็บไว้ในกองทุนน้ำมันอีก อ้างเพื่อใช้หนี้คืนโรงกลั่น แทนที่จะลดให้ผู้ใช้น้ำมันไปเลย เป็นสิ่งที่ถูกต้องสมควรแล้วหรือ?!

ประชาชนย่อมมีสิทธิตั้งคำถามได้ว่า ที่ทำเช่นนี้เพราะรัฐบาลปัจจุบันขาดความรู้ หรือ เพราะมีผลประโยชน์อะไรหรือไม่ ?

ก็ขอส่งข้อมูลนี้เป็นความรู้แก่นางแบกทั้งหลายได้โปรดหาความรู้ก่อนจะแบกรัฐบาลเรามาช่วยกันติเพื่อก่อ และช่วยกันแบกประชาชนให้ได้ประโยชน์คุัมค่าจากบรรดานักการเมืองที่นั่งเก้าอี้ดนตรีเข้ามาบริหารบ้านเมืองกันบ้างเถิดนะ

ประชาชนไม่ได้ให้ท่านทำงานให้ฟรี แต่จ่ายด้วยภาษี จากหยาดเหงื่อแรงงาน ก็ขอร้องว่าอย่าให้ประชาชนต้องเสียค่าโง่ หรือค่าแกล้งโง่ ซ้ำแล้ว ซ้ำอีกมากเกินไปนักเลย