xs
xsm
sm
md
lg

“ลูกเทพสีน้ำเงิน” ไม่เวิร์กไม่มีแวว ขุนไม่ขึ้น!?

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


 พลพีร์ สุวรรณฉวี - เจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ - วรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์
เมืองไทย 360 องศา

ได้เห็นการบริหารจัดการกำลังคนภายในพรรคภูมิใจไทยแล้ว ทำให้เห็นภาพชัดเจนขึ้นว่า พรรคนี้ขาดบุคลากรที่มีคุณภาพ และมีประสบการณ์ด้านการบริหารจริงๆ ขณะเดียวกันได้เห็นภาพการผลักดันบรรดา “ลูกเทพ” ที่เป็นทายาทของ กลุ่ม “บ้านใหญ่” ในพรรคที่ต้องการรักษาโควตาตำแหน่งเอาไว้ แต่ตำแหน่งรัฐมนตรีที่พวกเขานั่งอยู่นั้นย่อมมีความสำคัญมีผลต่อการขับเคลื่อนประเทศ รวมไปถึงผลดีจะตกกับชื่อเสียงเกียรติภูมิของพรรคตามมาด้วย

แต่จะด้วยไร้ประสบการณ์หรือว่า “ไม่มีฝีมือ” พอ ทำให้ไม่สามารถสร้างบารมี สร้างผลงานให้เป็นที่ประจักษ์ กลับกลายเป็นตัวถ่วง บางครั้งเหมือนกับว่ากลายเป็น “ตัวตลก” ทางการเมืองที่มีแต่คนวิจารณ์ทั้งต่อหน้าและลับหลัง จนถึงขั้นล่าสุด นายอนุทิน ชาญวีรกูล ทนไม่ไหวต้องออกมา “ขันน็อต” คาดคั้นให้เร่งสร้างผลงานโดยให้เวลาภายใน 1 ปี แต่ก็ยังไม่รู้ว่าจะทันการณ์หรือเปล่า เพราะทั้งคนสั่งขันน็อตคนอื่น ก็ถูกตั้งคำถามไม่น้อยเหมือนกัน ทำนองว่า จะพังกันก่อนถึงปีหรือเปล่า

เมื่อวกกลับมาที่บรรดาที่ถูกเรียกว่า “ลูกเทพ” ทั้งหลายที่เวลานี้เริ่มเห็นภาพชัดเจนแล้วว่า “ไม่เอาอ่าว” แทบทั้งหมดนอกจากไม่เห็นผลงานเป็นชิ้นเป็นอันแล้ว จนบัดนี้ชาวบ้านแทบจะไม่รู้จักชื่อด้วยซ้ำไปว่า มีใครบ้าง และดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีอยู่ในกระทรวงไหน

ขณะเดียวกัน เมื่อพิจารณาถึงวิธีการทำงานของพวกเขาแต่ละคน ก็ยิ่งดูแล้วน่าสับสนเวียนหัว มองเห็นจากการลงพื้นที่ตรวจงาน หรือไม่กำกับดูแล หวังสร้างผลงาน แต่วิธีการช่วงแปลกประหลาด นั่นคือการ “ยกขบวนกันไปเป็นโขยง” หรือบางทีก็ลงไปแบบ “แพ็กคู่” หรือไม่ก็ลากกันมาทั้งกระทรวง เช่น กระทรวงมหาดไทย มีสามรัฐมนตรีช่วยว่าการ ก็ “ยกโขยง” ลงไปกันครบ แม้แต่ตัวรัฐมนตรีว่าการ อย่าง นายอนุทิน ก็ลงพื้นที่ด้วย เพียงแต่ว่าไม่ได้ร่วมประชุมเกณฑ์ข้าราชการมานั่งฟังบรรยาย อ่านบทรายงานเท่านั้นเอง

เริ่มจากเมื่อวันก่อน ที่จังหวัดภูเก็ต ที่กำลังมีข่าวอื้อฉาวเรื่อง มาเฟีย ผู้มีอิทธิพลทั้งไทยและต่างประเทศ ผุดขึ้นมาเป็นดอกเห็ด จนตอนนี้กำหราบได้ยาก เพราะส่วนสำคัญคือมีข้าราชการในพื้นที่ยอมเป็นเครื่องมือให้นั่นเอง จนกระทั่งต่อมามีเรื่องที่ถูกวิจารณ์จากกรณี “รองผู้ว่าฯ” แสดงบารมีจะย้ายผู้ว่าฯจนในที่สุดก็โดนเด้งกันยกก๊วน และยังมีการ “ถือโอกาส” สลับสับเปลี่ยนเก้าอี้ระดับ “บิ๊ก” ในกระทรวงมหาดไทยไปหลายตำแหน่งเสียเลย อย่างน้อยก็ไม่ต่ำกว่า 5 ตำแหน่ง

จากคำสั่งให้กวาดล้าง “มาเฟีย” ในภูเก็ต ทำให้หน่วยงานราชการเกี่ยวข้องต้องนั่งไม่ติด ต้องแอ็กชั่นให้เกิดผลงาน บรรดารัฐมนตรีก็เช่นเดียวกัน แต่วิธีการทำงานของพวกเขาเห็นแล้วมันช่างน่าขบขัน เหมือนกับว่า “เป็นเด็ก”ที่ไม่มั่นใจตัวเอง ต้องพาเพื่อนลงไปด้วย ดังนั้นจึงได้เห็นการลงพื้นที่ของ “สองรัฐมนตรีช่วย” เพื่อลงไปสั่งการเจ้าหน้าที่ในเรื่องเดียวกัน พร้อมกัน ในวันเดียวกัน

พิจารณาจากข่าว เมื่อวันก่อน ที่ห้องประชุมศาลากลาง จ.ภูเก็ต นายพลพีร์ สุวรรณฉวี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วย นายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ประชุมมอบนโยบายแก่ส่วนราชการสังกัดกระทรวงมหาดไทยและส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง โดยมี นายไชยวัฒน์ จุนถิระพงศ์ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย นายรณรงค์ ทิพย์ศิริ รองอธิบดีกรมการปกครอง นายพัฒน์พงษ์ สมิตติพัฒน์ รองอธิบดีกรมป่าไม้ นางสาวพลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี นายนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร ผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต นายรอมดอน หะยีอาแว รองผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต ร.ต.ต.สิงห์คำ คำยอด ผู้อำนวยการสำนักการสอบสวนและนิติการ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วม

หลังใช้เวลาในการมอบนโยบาย ประมาณ 1 ชั่วโมง นายพลพีร์ สุวรรณฉวี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วย นายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้แถลงข่าวกับสื่อมวลชน ถึงแนวทางในการมอบนโยบายในโอกาสลงพื้นที่จังหวัดภูเก็ตเนื้อหาส่วนใหญ่ก็บอกว่าจะมาทวงพื้นที่ที่อยู่ในมือต่างชาติกลับมาอยู่ในมือของคนไทย เรื่องการครอบครองที่ดินผิดกฎหมาย เรื่องขยะ เป็นต้น

ถัดมาล่าสุดก็เป็นที่จังหวัดเลย เมื่อวันที่ 21 มิถุนายน คราวนี้ยกกันมาทั้ง “โขยงใหญ่” ระดับรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงหาดไทยมากันครบทั้ง 3 คน เป็นรัฐมนตรี “ลูกเทพ” ทั้งหมด อ้างว่าเป็น “นโยบายมหาดไทยทำทันที” มี นายพลพีร์ สุวรรณฉวี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย นายเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ และ นายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย

ขณะที่ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้แยกไปเป็นประธานเปิดงาน “เทศกาลผีตาโขน” ซึ่งเป็นงานประจำปี ซึ่งก็แน่นอนว่า ก็ต้องมี “ทีมรัฐมนตรีช่วย” ลูกเทพ ทั้งหลายต้องเข้ามาแจมอยู่ข้างหลังแบบไม่มีพลาดอยู่แล้ว

แน่นอนว่า การลงพื้นที่ดังกล่าวย่อมต้องอ้างเหตุผลว่า เป็นการมามอบนโยบายการทำงาน หรือติดตามเร่งรัดงานตามนโยบายของรัฐบาล และของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย แต่การยกโขยงลงกันไปแบบนี้ มันเหมือนกับว่า “ไม่คุ้มค่า” ไม่ใช่ลักษณะการตรวจติดตามงานในพื้นที่แค่จังหวัดใดจังหวัดหนึ่ง

ดังนั้นอย่าแปลกใจที่มีคนค่อนแคะ ปรามาสว่าบรรดา รัฐมนตรี “ลูกเทพ” พวกนี้ ไม่มีศักยภาพสำหรับตำแหน่งรัฐมนตรี เพราะเป็นการเติบโตมาแบบ “แก๊สบ่ม” ไม่ใช่สุกงอมโดยธรรมชาติ มีการสั่งสมประสบการณ์ ได้เก้าอี้มาแบบโควต้าบ้านใหญ่ ซึ่งที่ผ่านมาแค่เวลา 2 เดือน ทุกอย่างก็ฟ้องแก่สายตาชาวบ้านว่า “ไม่มีอะไร” เป็นชิ้นเป็นอัน มีการวิจารณ์ว่าพวกเขาน่าจะเป็นได้แค่เลขารัฐมนตรีเท่านั้น ยังไม่เหมาะที่จะพาสชั้นแบบรวดเร็ว ซึ่งนอกจากเป็นการทำลายตัวเองแล้ว ยังทำลายเครดิตของพรรค เพราะยุคนี้การตรวจสอบจากสังคมเข้มข้น จะหลบ นิ่งๆไม่ได้เป็นอันขาด

ขณะเดียวกัน นาทีนี้อย่าว่าแต่บรรดา “ลูกเทพ” ที่น่าเป็นห่วง เพราะไร้ผลงาน ขุนไม่ขึ้น แม้แต่รัฐมนตรีคนอื่นของพรรค “สีน้ำเงิน” แต่ละคนล้วนน่าเป็นห่วง แม้แต่ตัวนายกรัฐมนตรี นายอนุทิน ที่ตอนนี้กำลังถูกวิจารณ์เรื่อง “ภาวะผู้นำ” หนักขึ้นเรื่อยๆ การที่ให้เวลา 1 ปี เค้นผลงาน แต่จะนานไปหรือไม่ เนื่องจากหลายอย่างชาวบ้านรอไม่ไหวแล้ว !!