"ภราดร" ชี้แก้รัฐธรรมนูญต้องยึดหลักการ ไม่ใช่ยึดตัวบุคคล เตือนอย่านำความเห็นส่วนบุคคลมาแทนคำวินิจฉัยศาล
นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีที่นายพริษฐ์ วัชรสินธุ์ วิพากษ์วิจารณ์การดำเนินการเกี่ยวกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญของพรรคภูมิใจไทยว่า ทุกฝ่ายควรยึดหลักการและข้อเท็จจริงทางกฎหมายเป็นสำคัญ มากกว่าการยึดติดกับบุคคลหรือจุดยืนทางการเมืองของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง
นายภราดร กล่าวว่า ขอให้นายพริษฐ์ย้อนนึกถึงเหตุการณ์เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2567 ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมือง การสื่อสารมวลชน และการมีส่วนร่วมของประชาชน ที่ได้นำคณะเข้าหารือกับประธานศาลรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับแนวทางการทำประชามติตามคำวินิจฉัยที่ 4/2564 ว่าจำเป็นต้องทำประชามติ 2 ครั้ง หรือ 3 ครั้ง
ภายหลังการหารือครั้งดังกล่าว นายพริษฐ์ได้แถลงต่อสาธารณะว่า ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญมีความเห็นว่าสามารถทำประชามติเพียง 2 ครั้งได้ แต่ต่อมาเมื่อมีการยื่นคำร้องให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความคำวินิจฉัยดังกล่าวเพิ่มเติม ศาลรัฐธรรมนูญได้มีคำวินิจฉัยในปี 2568 ว่าจำเป็นต้องทำประชามติ 3 ครั้ง เพียงแต่สามารถควบรวมการทำประชามติครั้งที่ 1 และครั้งที่ 2 เข้าด้วยกันได้
“การยกเรื่องนี้ขึ้นมา ไม่ใช่เพื่อรื้อฟื้นอดีตหรือกล่าวโทษใคร แต่เพื่อสะท้อนให้เห็นว่า ความเห็นของตุลาการท่านใดท่านหนึ่ง หรือการหารือนอกรูปคำวินิจฉัย ไม่อาจถือเป็นข้อยุติทางกฎหมายได้ คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญทั้งคณะต่างหากที่เป็นข้อยุติที่ทุกฝ่ายต้องเคารพ” นายภราดร กล่าว
นายภราดร ระบุว่า การกล่าวหาว่าผู้อื่นไม่ยึดหลักการ ทั้งที่ตนเองก็เคยมีการตีความสถานการณ์ที่คลาดเคลื่อนจากข้อยุติทางกฎหมาย ย่อมเป็นเรื่องที่ควรกลับมาทบทวนด้วยเช่นกัน เพราะในท้ายที่สุด การแก้ไขรัฐธรรมนูญไม่ควรเป็นการแข่งขันว่าใครพูดถูกก่อน หรือใครจะได้รับเครดิตทางการเมืองมากกว่าใคร
“เป้าหมายที่แท้จริงควรอยู่ที่การทำให้ประเทศไทยมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่ได้รับการยอมรับจากประชาชน และสามารถนำพาประเทศเดินหน้าได้อย่างมั่นคง หากเรายังยึดตัวบุคคลมากกว่าหลักการ หรือยึดชัยชนะทางการเมืองมากกว่าความสำเร็จของประเทศ การแก้ไขรัฐธรรมนูญก็จะไม่สามารถเดินไปถึงจุดหมายได้”
นายภราดร กล่าวว่า บทเรียนจากอดีตควรทำให้ทุกฝ่ายระมัดระวังในการนำเสนอข้อเท็จจริงและเคารพกระบวนการทางกฎหมาย เพราะหากยังวนเวียนอยู่กับการกล่าวหาและการสร้างความขัดแย้งทางการเมือง ประเทศก็จะติดอยู่กับปัญหาเดิม ๆ โดยไม่สามารถก้าวข้ามไปสู่ทางออกที่ทุกฝ่ายยอมรับร่วมกันได้


