xs
xsm
sm
md
lg

โถ..ปากว่ายินดีให้ตรวจสอบ แต่ส่ง “ศุภชัย” และพวกพิทักษ์ “ลูกนก” ป่วนสอบ TH-AI Passport "ชาดา" หลุดบท แทงดีอียับ ** “เสี่ยหนู” ยึด EEC คืนจาก “คนใส่เกี๊ยะ”... งานนี้สะเทือนเสถียรภาพรัฐบาล?!

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


ศุภชัย ใจสมุทร - ชาดา ไทยเศรษฐ์ - ไชยชนก ชิดชอบ  - พิพัฒน์ รัชกิจประการ
ข่าวปนคน คนนปนข่าว


++ โถ..ปากว่ายินดีให้ตรวจสอบ แต่ส่ง “ศุภชัย” และพวกพิทักษ์ “ลูกนก” ป่วนสอบ TH-AI Passport "ชาดา" หลุดบท แทงดีอียับ

ดรามากลางวงประชุมร่วม 2 คณะกรรมาธิการ (กมธ.) ติดตามงบประมาณฯ ของ “ไอซ์-รักชนก ศรีนอก” และ กมธ.กฎหมายฯ ของ “โรม-รังสิมันต์ โรม” ที่ตั้งโต๊ะชำแหละปมร้อน โครงการแจกสิทธิ์ปัญญาประดิษฐ์ "TH-AI Passport " มูลค่าสูงลิ่วถึง 1.6 พันล้านบาท กระทรวงดีอีของ "ลูกนก" ไชยชนก ชิดชอบ

ตอนแรกหลายฝ่ายนึกว่าจะได้เห็นการซักฟอกข้อมูลกันเนื้อๆ เน้นๆ ที่ไหนได้ กลับกลายเป็นมหกรรม“ป่วน” เพราะระบอบสีน้ำเงิน ส่งองครักษ์พิทักษ์ “ลูกนก” รมว.ดีอี เพื่อ“นายใหญ่” ทั้ง“ศุภชัย ใจสมุทร” “ณัฐวุฒิ ประเสริฐสุวรรณ” และ “วิทวัส ไตรสรณกุล” แท็กทีมกันมาป่วน แทรกคิวประท้วงเรื่องหยุมหยิม เช่น กรอบอำนาจหน้าที่ แถมยังขุดข้อบังคับข้อ 90 มาเตะสกัดขัดขวาง ไม่ให้ 2 ประธานจากพรรคประชาชน เดินหน้าตรวจสอบได้สะดวก

รังสิมันต์ โรม - รักชนก ศรีนอก
โถ... ปากน่ะบอกปาวๆว่า ไม่ได้คัดค้านการเอาความจริงมาพิจารณา แต่พฤติกรรมยื้อเกมทุกเม็ด ช่างย้อนแย้ง! ตั้งแง่ ตั้งแต่เรื่องนัดประชุมทางไลน์ ไปจนถึงขั้นกล่าวหาว่า งานนี้เป็นการ “เซ็ตอัพ” ล็อบบี้หลังบ้านของพรรคสีส้ม “ศุภชัย” ตีบทลิเกแตก ถึงกับแสดงอาการฟิวขาด ประกาศ ไม่ขอร่วมสังฆกรรม เดินสะบัดก้นออกจากห้องประชุมไปดื้อๆ แต่ผ่านไปครึ่งชั่วโมง ก็แอบเดินเนียนๆ กลับเข้ามาใหม่ซะงั้น!

ศุภชัย ใจสมุทร
วงในแอบกระซิบขำๆ ที่ “ศุภชัย” และพวกต้องโดดป้อง “ลูกนก” เบอร์ใหญ่ขนาดนี้ ก็เพราะข้อมูลสไลด์เปรียบเทียบทีโออาร์ ที่ “ไอซ์” เอาขึ้นจอ ดันมีข้อความทิ่มแทงใจดำระบอบสีน้ำเงิน ทำนองว่า ยุคนี้สมัยนี้ สีน้ำเงินเป็นสีมงคลประจำโครงการภาครัฐ ชัดเจนขนาดนี้จะไม่ให้ทีมพิทักษ์เหนื่อยล้า คอยกางปีกป้อง “ลูกนก” ได้อย่างไร!

แต่ไฮไลต์เด็ด ที่ทำเอาคนนั่งฟังอ้าปากค้างกันทั้งห้องประชุม ต้องยกให้ "จังหวะนรก" ของตัวตึงอุทัยธานี “ชาดา ไทยเศรษฐ์” ที่อุตส่าห์เข้ามาร่วมวง แม้จะมีนัดหมอ

ฟังว่า ตอนแรกเปิดฉาก "ชาดา" เหมือนจะสวมบทองครักษ์พิทักษ์ค่ายสีน้ำเงิน หวังจะฟาดพรรคส้ม ตำหนิว่า มานั่งด้อยค่าโครงการรัฐบาล พร้อมโชว์เก๋า เกริ่นนำสอนมวย "ไอซ์-โรม" ไปดอกใหญ่ว่า ถ้าจะจับทุจริตได้ ไม่ต้องมานั่งถามให้ข้าราชการแก้ทางหรอก เก็บข้อมูลไว้ แถลงปั้งเดียว! แล้วยื่นป.ป.ช.ไปเลย ถ้าผิดจริงผมเอาด้วย!

ใครได้ฟังก็ต้องนึกว่า "ชาดา" มาเหนือ คอยกางปีกป้องหลานนก พ้นภัย ที่ไหนได้! พูดไปพูดมา ดันเกิดอาการ "หักมุมกระชากอารมณ์" แทงเสียบ "ลูกนก" เข้าอย่างจัง!

ชาดา ไทยเศรษฐ์
"ชาดา" หลุดปากสารภาพกลางวง แบบแมนๆ ว่า เรื่องคอมพิวเตอร์น่ะ ผมโง่ และไม่คิดจะฉลาดด้วย แถมโครงการ TH-AI Passport ของกระทรวงดีอี คืออะไร ไม่รู้ว่ามันมีประโยชน์อะไร? แล้วยังพูดไปกระทรวงดีอี บอกได้เลยว่า ไม่รู้มีอยู่ไว้ทำไม? มีไว้เก็บเงินพวกออนไลน์เหรอ ?

งานนี้เล่นเอาทีมองครักษ์พิทักษ์ลูกนก อึ้งกิมกี่ ตกลง “ชาดา”มาปล่อยหมัดน็อกใครกันแน่!

นี่ต้องยอมรับนักเลงโบราณแบบที่ "ชาดา" ปากตรงกับใจ คิดยังไงก็พูดไปตามนั้น เพราะถ้าไปส่องไส้ในโครงการ TH-AI Passport ที่ดึงเงินจากกองทุนดีอี 1,621 ล้านบาท มาใช้แบบสบายอุรา สังคมเขาสงสัยเหมือนที่ “ชาดา” บอกนั่นแหละ โดย 4 ประเด็นที่ชวนให้สงสัยมีตั้งแต่

1. สิทธิ์ใช้งานชั่วคราว 1 ปีแล้วปลิว : รัฐควักเงิน 1.6 พันล้านบาท เพื่อซื้อสิทธิ์ใช้งาน AI เวอร์ชัน Pro ให้คน 5 ล้านคน... พอครบปีสิทธิ์ตัด เงินละลายหายวับ เหลือแค่บัญชีร้างเปล่าๆ ไม่ได้สร้างระบบนิเวศไอที ที่ยั่งยืนอะไรเลย!

2. คุณภาพระดับ Pro ทิพย์?: กูรูเทคฯ ตั้งข้อสังเกตว่า ระบบที่รัฐจัดมาให้อาจจะลดสเปกจนแทบไม่ต่างจากเวอร์ชัน "ฟรี" ที่ประชาชนทั่วไปสมัครเองได้อยู่แล้ว

3. แก้ TOR เอื้อทุนใหญ่สีน้ำเงิน : มีการจับตาว่า มีการแก้ไขสเปก และเพิ่มงบโฆษณาประชาสัมพันธ์ในจอสื่อเจ้าดัง ซึ่งผู้บริหารมีความสนิทชิดเชื้อกับแกนนำพรรคค่ายสีน้ำเงิน แบบออกหน้าออกตา

4. ข้อมูลโยงยังโยงไปถึง "น้ำมันเถื่อน" โดย "โรม" เปรยกลางวงว่า มีผู้ร้องเรียนส่งข้อมูลลับเข้ามาว่า โครงการนี้อาจพัวพันไปถึงเครือข่ายฟอกเงิน ของขบวนการ "น้ำมันเถื่อน" ที่เตรียมเอาเงินมาซักฟอกให้ขาว เพื่อใช้ในทางเมือง!

หลังปิดประชุมอันป่วนปั่น “ไอซ์-รักชนก” ออกมาตั้งโต๊ะแถลงฟาดไม่เลี้ยงอีกคำรบ เจ้าตัวย้ำชัดว่า ธงของกมธ. และพรรคประชาชน มีเป้าหมายเดียวเท่านั้นคือ...ต้องการให้ “ไชยชนก ชิดชอบ” รมว.ดีอี ยกเลิกโครงการนี้ซะ!

ถ้า “ไชยชนก” ยังอยากจะทำต่อจริงๆ ก็ต้องถอยหลังกลับไปเริ่มต้นใหม่ให้ถูกกระบวนความ ไปตั้งเรื่องของบประมาณแผ่นดิน ตามขั้นตอนปกติในปีถัดไป ผ่านการกลั่นกรองของสภาฯ ให้โปร่งใส ไร้ข้อครหา ไม่ใช่มาแอบควักเงินนอกงบประมาณจาก "ถุงเงินกองทุนดีอี" แบบเงียบเชียบ เร่งรัดภายใน 31 วัน เหมือนที่ทำอยู่

งานนี้ “ไอซ์” ทิ้งท้ายไว้แบบเจ็บลึกถึงทรวงว่า ถ้า “ไชยชนก” จะเดินหน้า "ลุยไฟ" ก็เป็นสิทธิของไชยชนก... แต่คิดว่า โครงการนี้มีราคาที่ต้องจ่าย!

ส่วนรายของนักร้อง “สนธิญา สวัสดี” ที่อุตส่าห์แบกกระเป๋าเข้ามาร่วมด้วย แต่ดันหมกมุ่นคาใจกับคำว่า “จุ้น” และ “เตะชามข้าว” ในเฟซบุ๊กของ "ไอซ์" จนโดนประธานไอซ์ ผายมือเชิญสวยๆ “ประตูอยู่ด้านนี้ค่ะ” เลยต้องหอบเสื่อกลับบ้านแทบไม่ทัน...
เห็นทรงนี้แล้วบอกเลยว่า โครงการพาสปอร์ตนี้คงมี “ไส้เน่า” ซ่อนอยู่เพียบ ไม่งั้นค่ายสีน้ำเงิน ไม่ยอมเปลืองตัว ส่งผู้ใหญ่ระดับบิ๊ก มานั่งป่วน นั่งประท้วง ..เพื่อ “ลูกนก” กีกี๊ยอมตาย!

พิพัฒน์ รัชกิจประการ
++ “เสี่ยหนู” ยึด EEC คืนจาก “คนใส่เกี๊ยะ”... งานนี้สะเทือนเสถียรภาพรัฐบาล?!

การตัดสินใจ ของ“เสี่ยหนู-อนุทิน ชาญวีรกูล” นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ที่ดึงอำนาจกำกับดูแลสำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ EEC กลับมาไว้ในมือตนเอง จากเดิมที่มอบหมายให้ “โกเกี๊ยะ-พิพัฒน์ รัชกิจประการ” รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คมนาคม ดูแล

เรื่องนี้ตอนแรก “พิพัฒน์” บอกว่า ไม่รู้ถึงเหตุผลที่มีการเปลี่ยนแปลงเช่นนี้ ขอให้ไปถามนายกฯเถอะ

แต่ถัดมาอีกวัน บอกว่าตนกำกับดูแล EEC มาตั้งแต่รัฐบาล “อนุทิน1” และหลังการเลือกตั้ง เมื่อ “อนุทิน”กลับมาเป็นนายกฯ ตนก็อาสาเข้ามาดูแล EEC ต่อเนื่องเป็นครั้งที่ 2 เพื่อสะสางประเด็นด้านกฎหมายที่ค้างมาจากหลายรัฐบาล ตอนนี้เรียบร้อยแล้ว จึงได้หารือกับนายกฯ เพื่อคืนตำแหน่งนี้ให้นายกฯ

เพราะหลังจากนี้ จะเป็นเรื่องของการดึงผู้มาลงทุนใน EEC ซึ่งเห็นว่านายกฯ น่าจะทำได้ดีกว่า เพราะเดินทางไปต่างประเทศบ่อย ได้พบปะนักลงทุนมากมาย

พูดง่ายๆ คือ “พิพัฒน์” บอกว่าคุยกับนายกฯมาก่อนแล้ว เป็นคนคืนตำแหน่งนี้ให้เอง เพราะงานยากๆ ได้จัดการเรียบร้อยหมดแล้ว จากนี้ก็เป็นหน้าที่ของ “เซลส์แมน” ที่จะไปหาคนมาลงทุน ซึ่ง “อนุทิน” น่าจะถนัดกว่า ส่วนตนเองก็จะไปดูโปรเจกต์ใหญ่ ของกระทรวงคมนาคม ซึ่งมีอีกหลายโปรเจกต์

นั่นเป็นคำชี้แจงของ “พิพัฒน์” ที่พยายามพูดให้ดูดี

ขณะที่คนนอกกลับมองว่า นี่เป็นอีกหนึ่งความเคลื่อนไหวที่มีน้ำหนักอย่างยิ่ง ในสมการอำนาจของรัฐบาล โดยเฉพาะในพรรคภูมิใจไทย

เพราะนี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ “พิพัฒน์” ถูก “ฉีกหน้า” ด้วยการปรับลดบทบาท หากแต่เป็นครั้งที่สองภายในเวลาไม่นาน

คงจำกันได้ช่วงเกิดวิกฤตน้ำมัน ตอนเปิดฉากสงครามสหรัฐฯ-อิหร่าน “พิพัฒน์” ถูกปลดจากการกำกับศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.) เพื่อเปิดทางให้ “เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ” รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง เข้ามารับหน้าที่แทน ท่ามกลางแรงกดดัน จากกระแสวิจารณ์เรื่องความขัดกันแห่งผลประโยชน์ ในประเด็นพลังงาน
เมื่อเหตุการณ์ลักษณะเดียวกันเกิดขึ้นซ้ำอีกครั้ง ย่อมหลีกเลี่ยงไม่ได้ ที่จะถูกตีความว่า เป็นการลดบทบาททางการเมืองของ “พิพัฒน์” ซึ่งมีฐานะเป็นนายทุนใหญ่ของพรรคภูมิใจไทย

แม้ในเชิงหลักการ การที่นายกรัฐมนตรีเข้ามากำกับดูแลงาน EEC ด้วยตนเองนั้น ไม่ใช่เรื่องผิดปกติ นายกฯในฐานะหัวหน้าฝ่ายบริหาร มีอำนาจกำกับดูแลหน่วยงานรัฐทั้งหมดอยู่แล้ว การมอบหมายงานให้รองนายกฯ ดูแล เป็นเพียงแนวปฏิบัติ เพื่อกระจายภาระ และเพิ่มประสิทธิภาพการบริหาร

แต่ในทางการเมือง “EEC” ไม่ใช่หน่วยงานทั่วไป หากแต่เป็นกลไกยุทธศาสตร์เศรษฐกิจระดับชาติ ที่เกี่ยวพันกับเม็ดเงินลงทุนมหาศาล โครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ และการกำหนดทิศทางเศรษฐกิจในระยะยาว การที่ “อนุทิน”ดึงงานนี้กลับมา ไว้ในมือ จึงมีความหมายถึง “การรวมศูนย์อำนาจ” ของนายกฯนั่นเอง

หนึ่งในปัจจัยสำคัญ ที่เร่งให้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ หนีไม่พ้นปัญหาความล่าช้าของโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน (ดอนเมือง–สุวรรณภูมิ–อู่ตะเภา) ซึ่งถือเป็นหัวใจของ EEC โดยโครงการมูลค่า กว่า 224,544 ล้านบาท ที่ลงนามสัญญา ตั้งแต่วันที่ 24 ตุลาคม 2562 ผ่านมาเกือบ 7 ปี กลับยังไม่สามารถเริ่มก่อสร้างได้จริง

ปมปัญหาหลักอยู่ที่ข้อถกเถียงเรื่องการแก้ไขสัญญาร่วมลงทุน โดยเฉพาะข้อเสนอให้ปรับเป็นรูปแบบ “สร้างไป จ่ายไป” เพื่อบรรเทาความเสี่ยงของภาคเอกชน

แต่ “พิพัฒน์” ยืนกรานไม่เห็นด้วยกับแนวทางดังกล่าว โดยต้องการให้ยึดรูปแบบเดิม คือให้เอกชนลงทุนก่อสร้างให้แล้วเสร็จ ภายใน 5 ปี ก่อนที่รัฐจะทยอยจ่ายเงินในระยะเวลา10 ปี เพื่อให้เป็นตามสัญญา

ความเห็นที่ไม่ลงรอยนี้ กลายเป็นจุดชะงักสำคัญ ที่ทำให้โครงการไม่สามารถเดินหน้าได้ และเมื่อโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน เป็นแกนหลักของ EEC มีความล่าช้า จึงกระทบต่อความเชื่อมั่น และภาพรวมการลงทุนในพื้นที่อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ด้วยเหตุนี้ นายกรัฐมนตรี จึงต้องเข้ามาแก้ปัญหาด้วยตัวเองเพื่อ “ปลดล็อก” และเดินหน้าโครงการสำคัญให้เสร็จสิ้น เพราะเวลานี้ รัฐบาลมีความจำเป็นต้องเร่งเดินหน้าโครงการลงทุนทางเศรษฐกิจหลายโครงการที่ยังมีปัญหา เพื่อกอบกู้ความเชื่อมั่นกลับคืนมา แม้จะต้องแลกกับปัญหาทางการเมืองภายในที่จะตามมาก็ตาม

จากสถานการณ์ที่เกิดขึ้น สิ่งที่เห็นได้ชัดคือ รอยร้าวภายในรัฐบาลเริ่มปรากฏแล้ว และมีแนวโน้มจะขยายตัว หากความขัดแย้งเชิงนโยบาย และอำนาจยังไม่ได้รับการคลี่คลาย

การดึงงาน EEC กลับมาไว้ในมือของนายกฯ จึงไม่ใช่เพียงการปรับเปลี่ยนหน้าที่ แต่คือการขยับหมากสำคัญ บนกระดานการเมือง ที่อาจส่งแรงสะเทือนไปไกลกว่าที่เห็นในวันนี้!!