กกต.เปิดมติเอกฉันท์ยกคำร้องคัดค้าน “นันทนา” และผู้สมัคร สว.อีกราย ปมถูกกล่าวหาล็อบบี้คะแนนเลือก สว.กทม. ชี้เป็นเพียงข้อสงสัยไร้หลักฐานรองรับ ตรวจกล้องวงจรปิดและรายงานเหตุการณ์แล้วไม่พบความผิด ย้ำผู้สมัครแนะนำตัวกันได้ตามกฎหมาย
จากกรณีที่นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาชน เผยแพร่คลิปวิดีโอและข้อมูลเกี่ยวกับการเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.) พร้อมตั้งข้อสังเกตถึงพฤติกรรมที่อาจเกี่ยวข้องกับการฮั้วเลือก สว. และเรียกร้องให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ชี้แจงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับโพยคะแนนที่ปรากฏในคลิปนั้น
ล่าสุด รายงานข่าวจาก กกต. เปิดเผยว่า หากพิจารณาจากมติการประชุมคณะกรรมการ กกต. ครั้งที่ 25/2568 เมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2568 ซึ่งได้พิจารณาคำวินิจฉัยที่ 113/2568 เกี่ยวกับการเลือกสมาชิกวุฒิสภาระดับจังหวัด กรุงเทพมหานคร เมื่อปี 2567 จะพบว่ามีลักษณะใกล้เคียงกับประเด็นที่ถูกหยิบยกขึ้นมาวิพากษ์วิจารณ์ในขณะนี้ คำวินิจฉัยดังกล่าวเป็นกรณีคำร้องที่กล่าวหา น.ส.นันทนา นันทวโรภาส ผู้สมัคร สว. กลุ่ม 18 และผู้สมัครอีก 1 ราย ว่ามีพฤติการณ์ล็อบบี้หรือสมยอมกันเพื่อให้ได้รับคะแนนเสียงจากผู้มีสิทธิเลือกในระดับจังหวัด โดยผู้ร้องอ้างว่าทั้งสองได้รับคะแนนใกล้เคียงกันผิดปกติ และมีผู้สมัครหลายคนแสดงความเคารพและทักทายทั้งสองราย จึงเชื่อว่าอาจมีการตกลงกันล่วงหน้า
อย่างไรก็ตาม คณะกรรมการการเลือกตั้งได้ไต่สวนพยานบุคคล ตรวจสอบรายงานเหตุการณ์ประจำหน่วยเลือก รวมถึงตรวจสอบภาพจากกล้องบันทึกภาพและเสียงภายในสถานที่เลือกตั้งแล้ว ไม่พบพฤติการณ์ที่เข้าข่ายฝ่าฝืนกฎหมายว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา
ในคำวินิจฉัยระบุว่า ผู้ร้องมีเพียงข้อสงสัยจากพฤติการณ์และผลคะแนนที่ใกล้เคียงกัน แต่ไม่มีพยานหลักฐานยืนยันว่ามีการจัดทำข้อแลกเปลี่ยนคะแนน หรือมีการให้ทรัพย์สินและผลประโยชน์เพื่อจูงใจการลงคะแนนตามที่กล่าวหา
ขณะที่ผู้ถูกร้องทั้งสองรายให้การปฏิเสธข้อกล่าวหา ยืนยันว่าการเลือกตั้งเป็นไปตามปกติ ไม่มีการแลกเปลี่ยนคะแนนหรือกระทำการใดที่ฝ่าฝืนกฎหมาย และไม่เคยเสนอผลประโยชน์ให้แก่ผู้มีสิทธิเลือก
ด้านพยานซึ่งเป็นกรรมการประจำสถานที่เลือกตั้ง กลุ่มที่ 18 กรุงเทพมหานคร ให้ข้อมูลสอดคล้องกันว่า การเลือกตั้งดำเนินไปโดยเรียบร้อย ไม่มีการทักท้วงหรือร้องเรียนเกี่ยวกับการกระทำผิดกฎหมาย และไม่พบรายงานเหตุผิดปกติใด ๆ
มติ กกต. ยังระบุด้วยว่า การที่ผู้สมัครรู้จัก พูดคุย หรือแนะนำตัวต่อกันในช่วงเวลาที่กฎหมายกำหนด สามารถกระทำได้ ตราบเท่าที่ไม่เป็นการฝ่าฝืนข้อห้ามตามกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้อง อีกทั้งข้อมูลแนะนำตัวหรือประวัติการทำงานของผู้สมัครก็ไม่อาจนำมาใช้ยืนยันได้ว่ามีการสมยอมหรือฮั้วคะแนนตามที่กล่าวอ้าง
ด้วยเหตุนี้ คณะกรรมการการเลือกตั้งจึงมีมติเอกฉันท์ให้ยกคำร้อง โดยเห็นว่าพยานหลักฐานไม่เพียงพอที่จะรับฟังได้ว่าผู้ถูกร้องทั้งสองกระทำการฝ่าฝืนมาตรา 77 (1) แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2561
แหล่งข่าวจาก กกต. ระบุเพิ่มเติมว่า ตามระเบียบของ กกต. หากผู้สมัคร สว. พบการทุจริตต้องแจ้งเจ้าหน้าที่ กกต. ทันที แต่กรณีนี้ผู้ร้องกลับมาร้องเรียนในภายหลังและขาดพยานหลักฐาน จึงเป็นเหตุให้ถูกยกคำร้อง สำหรับกรณีโพยฮั้ว สว. ระดับประเทศ 20 กลุ่มนั้น แหล่งข่าวระบุว่าหากมีโพยจริงจะต้องมีขนาดใหญ่มากเพราะครอบคลุม 20 กลุ่ม กลุ่มละ 10 คน แต่หลักฐานที่พบเป็นเพียงกระดาษขนาดเล็กถึงเอ4 ในถังขยะห้องน้ำ โดยไม่ทราบว่าเป็นของผู้ใด และสันนิษฐานได้ว่าอาจเป็นเพียงการจดบันทึกส่วนตัวของผู้สมัครเพื่อป้องกันการหลงลืมในการลงคะแนนบางกลุ่มเท่านั้น
ทั้งนี้ ตลอด 2 ปีที่ผ่านมามีผู้สมัคร สว.ที่ไม่ผ่านการคัดเลือกออกมาร้องเรียนและฟ้องร้องต่อกระบวนการยุติธรรมหลายคดี รวมถึงคลิปล่าสุดที่นายพริษฐ์นำมาเผยแพร่ โดยต้องจับตาว่ากกต. จะวินิจฉัยคดีฮั้วสว.ระดับประเทศอย่างไร และจะนำมติยกคำร้องในคดีของนางสาวนันทนามาเป็นแนวทางประกอบการวินิจฉัยหรือไม่


