xs
xsm
sm
md
lg

หน้าที่และอำนาจคณะกรรมการสรรหา กสทช.กับการตรวจสอบและวินิจฉัยคุณสมบัติหรือลักษณะต้องห้าม นพ.สรณฯประธานกรรมการ กสทช.

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



โดย นายประพันธุ์ คูณมี / นักกฎหมาย ทนายความและอดีตสมาชิกวุฒิสภา

เมื่อวันที่ 17 มิถุนายน 2569 ได้ปรากฎบทความที่ไม่มีชื่อผู้เขียน เผยแพร่โดย ผู้จัดการออนไลน์ และ ข่าวในเวปไซด์ของ nation.tv ที่มีเนื้อหาเดียวกันด้วยหัวข้อข่าวและบทความว่า “เปิดคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ ชี้ชัดภารกิจ”กรรมการสรรหา กสทช.“สิ้นสุดเมื่อสรรหาเสร็จสิ้น ตั้งคำถามอำนาจตรวจคุณสมบัติ”ประธาน กสทช.“ เนื้อหารายละเอียดข่าวและบทความเหมือนกันทุกถ้อยกระทงความ เป็นการหยิบยกเอาคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ 25-27/2555 มาอ้างเพื่อปกป้อง ปธ.กสทชโดยตีความเอาเองว่า ศาลรัฐธรรมนูญเคยวางหลักเกี่ยวกับขอบเขตอำนาจกรรมการสรรหากรรมการ กสทช. ไว้ว่า “กรรมการสรรหาถูกกำหนดขึ้นเฉพาะเมื่อมีเหตุที่ต้องมีการเลือกและแต่งตั้งกรรมการ เพื่อทำหน้าที่คัดเลือกผู้สมควรได้รับเลือกเป็นกรรมการโดยวิธีสรรหาเสนอต่อวุฒิสภาพิจารณาลงมติ เมื่อดำเนินการสรรหาเสร็จสิ้นแล้ว ภารกิจของคณะกรรมการสรรหาในครั้งนั้นก็สิ้นสุดลง ไม่มีกฎหมายบัญญัติให้ กรรมการสรรหามีหน้าที่ในทางบริหาร หรือที่ปรึกษา หรือเข้าไปก้าวก่ายแทรกแซงการปฎิบัติหน้าที่ของ กสทช.หรือสำนักงาน กสทช.“

กล่าวโดยสรุปก็คือ การกล่าวอ้างคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญดังกล่าว ก็เพื่อจะชี้นำสังคมและให้ผู้เสพข่าวสารดังกล่าวเข้าใจว่า คณะกรรมการสรรหา กสทช.ที่กำลังประชุมพิจารณาคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของ นพ.สรณฯ ประธาน กสทช.อยู่ในขณะนี้ และที่จะมีนัดการประชุมเพื่อวินิจฉัยอีกครั้งในวันที่ 26 มิถุนายน 2569 ที่วุฒิสภา นั้น ไม่มีหน้าที่และอำนาจในตรวจสอบและวินิจฉัยคุณสมบัติและลักษณะต้องของกรรม กสทช. แถมตีความอ้างว่า แนวคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญดังกล่าวมีผลผูกพันรัฐสภา คณะรัฐมนตรี ศาล องค์กรอิสระและหน่วยงานของรัฐ เพื่อมัดมือเท้าตัดอำนาจว่า กรรมการสรรหาไม่มีหน้าที่และอำนาจวินิจฉัย เพราะ กสทช. ที่ถูกกล่าวหา ได้รับการโปรดเกล้าแต่งตั้งและทำงานไปแล้วถึง 4 ปี กรรมการสรรหาบังอาจจะมาวินิจฉัยคุณสมบัติเขาได้อย่างไร อ่านข่าวและบทความนี้แล้ว ผู้นำเสนอข้อมูลดังกล่าว คงหวังว่าผู้เสพข่าวนี้คงเคลิ้มและคล้อยตาม เพราะดูเหมือนจะมีเหตุผลให้รับฟัง

ผู้เขียนในฐานะนักกฎหมายและเป็นอดีตวุฒิสมาชิก เป็นอดีตกรรมาธิการการเทคโนโลยีสารสนเทศ การสื่อสาร และการโทรคมนาคม วุฒิสภา ( กมธ.ICT) ซึ่งเป็นหนึ่งใน กมธ. ที่ทำหน้าที่ในการตรวจสอบคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของ นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ประธานกรรมการ กสทช.ได้อ่านข่าวและบทความดังกล่าวแล้วเห็นว่า เป็นการเสนอข่าวและข้อมูลที่ไม่ถูกต้อง อ้างอิงกฎหมายและคำวินิจฉัยโดยคลาดเคลื่อนไม่ครบถ้วนตามความเป็นจริง ส่อเจตนาในการปกป้องคนผิด สนับสนุนบุคคลที่มีคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามตามกฎหมาย ให้มาบริหารกิจการบ้านเมือง อันเป็นผลประโยชน์แห่งรัฐและสมบัติร่วมกันของประชาชนที่มีมูลค่าจำนวนมหาศาล ที่สำคัญยิ่งคือเป็นการใช้”หลักนิติกู“มาแทน ”หลักนิติศาสตร์“ จึงขอใช้พื้นที่สื่อชี้ข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย ให้ท่านผู้อ่านโปรดพิจารณาด้วยวิจารณญาณอันเที่ยงธรรม โดยยึดหลักกฎหมาย และประโยชน์ของบ้านเมือง ดังนี้

1.ข่าวและบทความดังกล่าว หยิบเอาข้อความบางตอนในคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญมาอ้าง และตีความผิดไปจากเนื้อหาของคำวินิจฉัยฉบับเต็มตามนี้ https://share.google/yU2kc3OkKWXKAF42j
ซึ่งคดีของศาลรัฐธรรมนูญ เป็นคดีที่พิจารณาตามรัฐธรรมนูญปี 2550 และเป็นเรื่องที่ผู้ฟ้องคดี ยื่นเรื่องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า ประธานกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติที่ได้รับแต่งตั้ง เป็นกรรมการสรรหา กสทช. นั้น เป็นการขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ ม.256 วรรคห้า ประกอบ ม.207 วรรคหนึ่ง(2) ที่ห้ามมิให้กรรมการสิทธิฯ เป็นกรรมการหน่วยงานของรัฐ หรือไม่ ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญได้รับคำร้องและวินิจฉัยว่า“ คณะกรรมการสรรหามิได้มีอำนาจหน้าที่ในการสรรหาเพื่อคัดเลือกโดยตรงแต่อย่างใด เมื่อดำเนินการสรรหาเสร็จสิ้นแล้ว ภารกิจในครั้งนั้นก็สิ้นสุดลง และที่ศาลวินิจฉัยต่อมาว่า ไม่มีกฎหมายบัญญญัติให้กรรมการสรรหามีหน้าที่ในทางบริหาร หรือเป็นที่ปรึกษาหรือเข้าไปก้าวก่ายแทรกแซงการปฏิบัติหน้าที่ของ กสทช.หรือ สำนักงานงาน กสทช.และกรรมการสรรหามิได้มีรายได้หรือค่าตอบแทนเป็นเงินเดือนหรือเงินประจำตำแหน่งหรือค่าตอบแทนในฐานะกรรมการของ กสทช. ดังนั้น เป็นกรรมการสรรหาของประธานกรรมการสิทธิฯ จึงไม่ขัดและแย้งกับรัฐธรรมนูญ ไม่อยู่ในความหมายของคำว่า กรรมการของหน่วยงานของรัฐ ไม่ต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญ แต่อย่างใด

กรณีตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญดังกล่าว นอกจากไม่มีประเด็นใดเกี่ยวข้องกับการทำหน้าที่และอำนาจของกรรมการสรรหา กสทช.ในการตรวจสอบและวินิจฉัยคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของ ประธานกรรมการ กสทช.ในขณะนี้แล้ว คำวินิจฉัยดังกล่าวยังชี้ชัดว่า กรรมการสรรหา กสทช.มิใช่หน่วยงานของรัฐอีกด้วย คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่25-27/2555 จึงไม่มีผลผูกพันกรรมการสรรหา กสทช.แต่อย่างใด ตามที่ข่าวและบทความที่ไม่ปรากฎผู้เขียนอ้าง

2. พระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ.2553 เป็นกฎหมายที่ตราขึ้นตามรัฐธรรมนูญปี 2550 มาตรา 47
เป็นกฎหมายเก่าและเป็นฉบับที่ศาลใช้บังคับในขณะมีเหตุยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งได้บัญญัติให้องค์ประกอบของกรรมการ กสทช. ตามมาตรา 6ไว้ให้มีจำนวนถึงสิบเอ็ดท่าน และมีขั้นตอนการสรรหาที่บัญญัติไว้ในมาตรา 9 ถึงมาตรา 18 และมาตรา 14 วรรคหนึ่งให้มีกรรมการสรรหาถึงสิบห้าคน ซึ่งกำหนดวิธีการสรรหาและคัดเลือกแตกต่างกับกฎหมายที่บังคับใช้ในปัจจุบันเป็นอย่างยิ่ง
ปัจจุบัน พระราชบัญญัติององค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ 2553 ได้มีการแก้ไขปรับปรุงแล้วรวม4 ครั้ง โดยใมาตรา 15/1(แก้ไขเพิ่มเติม ฉบับที่ 4 ปี 2564) ได้บัญญัติเรื่องหน้าที่และอำนาจกรรมการสรรหาว่า

”ในกรณีที่มีปัญหาเกี่ยวกับคุณสมบัติหรือลักษณะต้องห้ามของผู้สมัครเข้ารับการสรรหาหรือผู้ที่ได้รับการคัดเลือก ให้เป็นหน้าที่และอำนาจของคณะกรรมการสรรหาเป็นผู้วินิจฉัย คำวินิจฉัยของคณะกรรมการสรรหาให้เป็นที่สุด การเสนอเรื่องให้คณะกรรมการสรรหาวินิจฉัยตามวรรคหนึ่งให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่คณะกรรมการสรรหากำหนด การวินิจฉัยให้ใช้วิธีลงคะแนนโดยเปิดเผย”
ดังนั้น ไม่ว่า นพ.สรณฯ ประธานกรรมการ กสทช. จะได้รับการคัดเลือกไปแล้วกี่ปีก็ไม่ใช่สาระสำคัญ หากมีผู้ร้องและผ่านการตรวจสอบจาก กมธ.ICT แล้วว่า ท่านเป็นบุคคลที่มีคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามตามกฎหมาย พรบ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ 2553 คณะกรรมการสรรหาก็มีอำนาจที่จะตรวจสอบและวินิจฉัยคุณสมบัติท่านตามกฎหมายดังกล่าว ทั้งนี้สอดคล้องกับความเห็นของคณะกฤษฎีกา(คณะที่๑) ที่ได้พิจารณาตอบข้อหารือของสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดินและสำนักงานเลขาธิการนายกรัฐมนตรี เรื่อง การดำรงตำแหน่งประธานและกรรมการ กสทช. ของ นพ. สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ โดยกฤษฎีกาเห็นว่า ”เมื่อเหตุดังกล่าวเกิดขึ้นก่อนที่จะมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง กรณีจึงเป็นเรื่องที่ยังอยู่ในหน้าที่และอำนาจของคณะกรรมการสรรหาชุดเดิมนั้น และเป็นหน้าที่และอำนาจของคณะกรรมการชุดเดิมนั้น ที่จะต้องตรวจสอบและวินิจฉัยคุณสมบัติหรือลักษณะต้องห้ามหรือการกระทำอันเป็นการฝ่าฝืนนั้นต่อไป ตามนัยมาตรา ๑๕/๑ “ ด้วยเหตุนี้ สำนักงานเลขาธิการนายกรัฐมนตรี จึงส่งเรื่องมาให้คณะกรรมการสรรหาชุดเดิมนั้น เป็นผู้ตรวจสอบและวินิจฉัยคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของ นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ประธานและกรรมการ กสทช.

จากเหตุผลข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายตามที่ผู้เขียนได้เสนอต่อท่านผู้อ่าน และสื่อมวลชนที่เคารพทุกท่านนั้น จึงเป็นเหตุผลที่รับฟังได้โดยชัดแจ้งยิ่งกว่าแสงตะวันว่า มีความพยายามดิ้นรนหนีตายของใครบางคน มีความพยามบิดเบือนหลักกฎหมาย ตีความคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญด้วยหลัก“นิติกู” เพื่ออุ้มชูเป็นนายแบกให้ใครบางคนที่มีปัญหาคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามตามกฎหมายนั้น เหมือนต้องว่าจะข่มขู่ไม่ให้คณะกรรมการสรรหา กล้าหาญที่จะทำตามหน้าที่และอำนาจตน เพื่อบรรดานางและนายแบกทั้งหลายจะได้เกาะชายคาอำนาจผลประโยชน์ใน กสทช.ต่อไป ทำเป็นประหนึ่งว่าคณะกรรมการสรรหา เป็นผู้ไร้สิ้นซึ่งความรู้ความเข้าใจต่อหน้าที่และอำนาจของตนตามกฎหมาย โดยหารู้ไม่ว่าท่านเหล่านั้น ที่เป็นตุลาการ ล้วนได้รับการเลือกจากที่ประชุมใหญ่ของแต่ละศาล ให้มาทำหน้าที่และท่านอื่นๆก็ล้วนแต่ทรงคุณวุฒิทั้งสิ้น ท่านคงไม่เอาเกียรติภูมิและชื่อเสียง คุณงามความดีที่ท่านสั่งสมมา มาแบกคนไร้คุณสมบัติและมีลักษณะต้องห้าม ให้มีอำนาจและกัดกร่อนผลประโยชน์ของบ้านเมืองอีกต่อไป ผู้เขียนก็หวังและมีความเชื่อมั่นเช่นเดียวกันกับประชาชน ที่จับตาและเฝ้ามองเรื่องนี้ด้วยใจระทึกครับท่าน