“ภคมน” จี้ กรมการปกครอง-ปลัด มท.เข้าชี้แจง กมธ.พัฒนาการเมือง ปมแชต “ช่วยน้ำเงินด้วย” หากเบี้ยวแจงอีกเตรียมใช้ กม.อำนาจเรียกของกรรมาธิการ ยันมีวุฒิภาวะพอ แยกบทบาทฝ่ายค้าน-ประธาน กมธ.ออก แนะสะสางทีละเรื่อง เตือนข้าราชการแคร์สายตาประชาชน ชี้ เข้าข่ายลุแก่อำนาจไม่เป็นกลางทางการเมือง
วันนี้ (18 มิ.ย.) น.ส.ภคมน หนุนอนันต์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การพัฒนาการเมือง การสื่อสารมวลชน และการมีส่วนร่วมของประชาชน สภาผู้แทนราษฎร กล่าวว่า วันนี้มีการพิจารณาประเด็นแชตข้อความ “ช่วยน้ำเงินด้วย” ต่อจากครั้งที่แล้ว โดยยังเชิญอธิบดีกรมการปกครองมาอีกครั้ง และปลัดกระทรวงมหาดไทย แต่ขณะนี้ยังไม่แน่ใจว่าการประชุมที่กำลังจะเริ่มขึ้น มีตัวแทนทั้ง 2 หน่วยงานเข้ามาร่วมประชุมหรือไม่ แต่คาดหวังว่า เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องที่ กมธ. จะเค้นเอาความผิดของบุคคลใดคนหนึ่ง แต่อยากให้กรมการปกครองและกระทรวงมหาดไทยที่มีข้อกังขามากมาย ได้ตอบคำถามประชาชน และเคลียร์ไปทีละเรื่อง ซึ่งการที่ตนเป็นนั่งเป็นประธาน กมธ. ไม่ใช่ศาล เราไม่ตัดสินใครอยู่แล้ว เพียงแต่อยากใช้พื้นที่ กมธ. เป็นเวทีกลางให้กับพี่น้องประชาชนได้มีโอกาสตรวจสอบสิ่งที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะเรื่องช่วยน้ำเงินด้วย การขยายกรอบอำนาจของเครือข่ายสีน้ำเงิน
“ไม่ใช่เรื่องที่ต้องมองว่าเป็นเรื่องของพรรคภูมิใจไทย แต่นี่คือการขยายอำนาจแบบที่ไม่แคร์พี่น้องประชาชนเลย ไม่ว่าเรื่องอะไรก็ตามเป็นการลุแก่อำนาจในการที่ข้าราชการ ไม่รู้สึกตระหนักแล้วว่าตัวเองเป็นกลางทางการเมือง แล้วถ้าวันนี้มีความผิดพลาดอะไร ท่านบอกว่าใช้ไลน์สาธารณะ เรื่องนี้ในฐานะ กมธ.และ สส. ฝ่ายค้าน ต้องตามให้ถึงที่สุด” น.ส.ภคมน กล่าว
น.ส.ภคมน กล่าวต่อว่า อย่างน้อยประชาชนต้องรู้ว่าคณะกรรมการสอบที่นายกรัฐมนตรีบอกเมื่อ 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา เริ่มต้นขึ้นแล้วหรือไม่ เพราะข้อมูลล่าสุด กมธ. ได้จากหน่วยงานที่มาชี้แจงครั้งที่ผ่านมานั้น ก็ยืนยันว่า ยังไม่มีการตั้งคณะกรรมการ ดังนั้น ขั้นตอนต่อไปของเรื่องการย้ายผู้ว่าฯ เราจะยังเชื่อมั่นได้อย่างไรในเรื่องเมื่อเรื่องแรกท่านยังไม่สะสาง ฉะนั้น ตนจึงอยากจะขอร้องตรงนี้ว่า กระทรวงมหาดไทย กรมการปกครอง ควรจะแคร์สายตาประชาชน และออกมาชี้แจงเรื่องต่างๆ ให้ถูกต้อง และไม่ว่าท่านจะทำอะไรหลังจากนี้ ประชาชนจับตาอยู่
เมื่อถามว่า หากไม่มาชี้แจงจำเป็นต้องใช้อำนาจในการเรียกหรือไม่ น.ส.ภคมน กล่าวว่า ยังไม่อยากให้ถึงขั้นนั้น เพราะเราคาดหวังว่า คนเป็นข้าราชการ หรือหน่วยงานขององค์การปกครอง ควรจะมีความรับผิดชอบต่อประชาชน หรือควรจะมีความรับผิดชอบต่อข้อกังขาของประชาชนตั้งคำถาม แต่ท้ายที่สุดแล้วถ้าตนพยายามถึงที่สุด ในการหาคำตอบให้กับสาธารณชน ท่านยังไม่ให้ความร่วมมือ ก็ต้องใช้อำนาจทุกอย่างที่มีในการหาคำตอบให้กับสังคมให้ได้
เมื่อถามถึงกรณีที่อาจจะมีข้อกังขาว่าในหน่วยงานมีการปกป้องกันเอง น.ส.ภคมน กล่าวว่า ไม่ต้องเป็นข้อกังขา แต่ส่วนตัวคิดว่าบรรยากาศในการประชุม กมธ. ครั้งที่ผ่านมา มีบรรยากาศแบบนั้นอยู่แล้ว ซึ่งตนก็ไม่เข้าใจว่าทำไมรองอธิบดีกรมการปกครอง จำเป็นจะต้องปกป้องบุคคล ทำไมไม่ปกป้ององค์กรหรือประชาชน วันนี้ไม่ว่าข้าราชการซีไหน สิ่งที่ท่านต้องปกป้องคือพี่น้องประชาชน แล้วพี่น้องจะอยู่อย่างไรถ้าข้าราชการวางตัวไม่เป็นกลาง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแม้กระทั่งคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) หรือ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ท่านก็ดูไม่ได้สนใจที่จะปกป้องสิ่งที่เกิดขึ้นเหล่านี้สักเท่าไหร่ นี้คือสิ่งที่สาธารณประโยชน์ ควรจะต้องจับตาต่อไป
“ดิฉันยืนยันอีกครั้งว่าจะต้องแยกบทบาทระหว่างการเป็น สส. ฝ่ายค้าน และประธาน กมธ. และยืนยันว่า อายุเท่านี้แล้ว ดิฉันมีวุฒิภาวะมากพอ เพียงแต่ท่านเองต้องไม่มีอคติในการเข้ามาใน กมธ. และสิ่งที่สำคัญที่สุดคือไม่ต้องสนใจ ไม่ต้องแคร์ดิฉัน แต่ท่านต้องแคร์ประชาชน ท่านต้องแคร์ว่าวันนี้ประชาชนมององค์กรและพวกท่าน ในสายตาพวกเขาเป็นแบบไหน เคลียร์ข้อครหานั้นแล้วท่านจะได้เดินหน้าทำงานเรื่องอื่นต่อไป วันนี้ต่อให้ท่านบอกว่าจะตรวจสอบสิ่งใดก็ตาม ใครจะเชื่อ ว่าท่านจะตรวจสอบอะไรได้ ในเมื่อสิ่งที่เกิดขึ้นในองค์กรท่าน ท่านยังไม่กล้าที่จะตรวจสอบมันอย่างจริงๆ จังๆ ดังนั้น ติดกระดุมเม็ดแรกให้ถูกต้อง พี่น้องประชาชนจับตาดูท่านอยู่” น.ส.ภคมน กล่าว


