คณะแพทย์ศาสตร์รามาธิบดีเผยผลสำรวจสุขภาพเด็กไทยปี 2567-2568 พบเด็กไทยเผชิญความเสี่ยงรอบด้าน ทั้งครอบครัวเปราะบาง เด็ก 1 ใน 5 เสี่ยงภาวะซึมเศร้า ใช้เวลาหน้าจอเกินเกณฑ์มาตรฐาน ขณะที่ภาวะอ้วนเพิ่ม บุหรี่ไฟฟ้าระบาดหนัก เด็กหญิงมีอัตราการทดลองสูบเพิ่มขึ้นถึง 60 เท่า สะท้อนสัญญาณอันตรายสุขภาพเสี่ยงเผชิญโรค NCDs ตั้งแต่อายุน้อย
วันนี้(15มิ.ย.) คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล จัดแถลงผลสำรวจ “สุขภาพเด็กไทย: ช่วงเปลี่ยนผ่านที่สำคัญสู่โรค NCDs” จากข้อมูลสำรวจสุขภาพประชาชนไทยโดยการตรวจร่างกายครั้ง ที่ 7 พ.ศ. 2567-2568 โดย
รองศาสตราจารย์แพทย์หญิงเริงฤดี
ปธานวนิช หัวหน้าโครงการสำรวจฯ กล่าวว่า จากข้อมูลการสำรวจพบว่า เด็กไทยเติบโตมาในครอบครัวที่เปราะบางมากขึ้น อัตราการหย่าร้างของพ่อแม่เด็กเพิ่มขึ้น 2 เท่าในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา (พ.ศ. 2557-2568) จาก 14% เพิ่มเป็น 25% และเด็ก 39% ถูกเลี้ยงโดยปู่ย่าตายายเป็นหลัก
นอกจากนี้พบว่าเด็กสนิท กับพ่อแม่น้อยลง และเลือกเก็บปัญหาไว้กับตนเองมากขึ้นจาก 6% เป็น 16% ซึ่งอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อปัญหาสุขภาพจิต และพฤติกรรมเสี่ยงอื่น ๆ ตามมา โดยผลการสำรวจพบว่า เด็กไทยอายุ 10-14 ปี จำนวน 1 ใน 5 หรือประมาณ 750,000 คน มีความเสี่ยงต่อภาวะซึมเศร้า และในจำนวนนี้ประมาณ 30,000 คนอยู่ในระดับรุนแรงถึงรุนแรงมาก
"ผลสำรวจยังพบว่า เด็กเข้าถึงสารเสพติดเช่น บุหรี่และสุราได้ง่ายขึ้น โดยเด็กส่วนใหญ่อยู่ใกล้ร้านขายบุหรี่ และ ร้านขายสุราในระยะเดินถึง ซึ่งเด็กที่อาศัยอยู่ใกล้ร้านขายบุหรี่และสุรามีแนวโน้มจะสูบบุหรี่และดื่มสุราเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 1.5 -1.6 เท่า รวมทั้งการระบาดของบุหรี่ไฟฟ้าโดยเฉพาะในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ส่งผลให้เด็กไทยมีอัตราการสูบบุหรี่สูงขึ้น โดยเด็กอายุ 10-14 ปีสูบบุหรี่เพิ่มขึ้น 4 เท่า คือจาก 0.5% เป็น 2% ส่วนวัยรุ่นอายุ 15-19 ปี เพิ่ม 1.2 เท่า หรือจาก 12.8% เป็น 15.6% ซึ่งสูงกว่าเป้าหมายของประเทศที่ตั้งไว้ที่ต่ำกว่า 8% โดยเฉพาะเด็กหญิงมีอัตราการเคยทดลองสูบบุหรี่ไฟฟ้า เพิ่มขึ้นสูงถึง 60 เท่า
รองศาสตราจารย์แพทย์หญิงเริงฤดี
ยังกล่าวด้วยว่า การเข้าสู่สังคมดิจิทัลส่งผลให้เด็กไทยใช้เวลาอยู่หน้าจอมากขึ้นและเกินกว่าเกณฑ์มาตรฐานที่ องค์การอนามัยโลกแนะนำในทุกช่วงวัย เช่น เด็กอายุ 10-14 ปีใช้เวลาหน้าจอรวมเฉลี่ยสูงถึง 8.3 ชั่วโมงในวันหยุด และ 6.7 ชั่วโมงในวันธรรมดา โดยเน้นการเล่นเกมมากกว่าเพื่อการเรียนเฉลี่ย 8 เท่า ซึ่งการสำรวจยังพบว่าเด็ก 10-14 ปี เพียง 1 ใน 5 ที่มีกิจกรรมทางกายอย่างน้อยวันละ 60 นาทีทุกวันตามคำแนะนำของกรมอนามัยและองค์การอนามัยโลก ในอีกด้านการที่เด็กเข้าถึงสื่อต่าง ๆ ง่ายขึ้นทำให้เด็กเปิดเผยตัวตนและยอมรับความหลากหลายทางเพศเพิ่มขึ้น ซึ่งจาก การสำรวจพบว่า สัดส่วนของประชากรเพศหลากหลายในเด็กอายุ 10-14 ปีสูงถึง 8.9% และวัยรุ่นอายุ 15-19 ปีสูงถึง 11.4% ขณะที่ในผู้ใหญ่อายุ 40 ปีขึ้นไปพบต่ำกว่า 3%
"พฤติกรรมเสี่ยงในเด็กไม่ว่าจะเป็นการสูบบุหรี่ บุหรี่ไฟฟ้า และดื่มสุรา ล้วนส่งผลต่อการเกิดโรค NCDs ตั้งแต่ อายุน้อย เช่น ความชุกโรคความดันโลหิตสูงในเด็กที่สูบบุหรี่หรือบุหรี่ไฟฟ้า เพิ่มขึ้นถึง 2-3 เท่า และเด็กที่ดื่มสุรา โดยเฉพาะหากดื่มอย่างหนัก ความชุกจะเพิ่มขึ้นถึงเกือบ 5 เท่า เมื่อเทียบกับเด็กที่ไม่สูบบุหรี่ ไม่ดื่มสุรา”
ด้านรองศาสตราจารย์ ดร.วราภรณ์ เสถียรนพเก้า อาจารย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนาการ คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ให้ข้อมูลว่า จากผลสำรวจพบเด็กไทยบริโภคอาหารแปรรูปและแปรรูปขั้นสูงที่เสี่ยงต่อการเกิดโรค NCDs ได้แก่ อาหารที่มีไขมัน โซเดียม หรือแป้ง น้ำตาลสูง ในสัดส่วนที่สูง คือพบถึง 9 รายการใน 20 อันดับอาหารที่เด็ก 2-14 ปี กินเป็นประจำทุกวันหรือเกือบทุกวัน เช่น ขนมกรุบกรอบ ที่เด็กนิยมกินมากที่สุดโดยกินเป็นประจำทุกวันหรือ เกือบทุกวันสูงถึงเกือบ 40% รองลงมา ได้แก่ นมที่มีรสหวาน น้ำอัดลม น้ำหวาน ลูกชิ้นทอด ไส้กรอกทอด นมเปรี้ยวชนิดดื่ม ไอศกรีม บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ลูกอม และช็อกโกแลต เป็นต้น นอกจากนี้ยังพบความแตกต่างตามภูมิภาค เช่น กว่าครึ่งของเด็กในภาคอีสานกินขนมกรุบกรอบทุกวันหรือเกือบทุกวัน หรือ 1 ใน 3 ของเด็กในภาคอีสานและกลาง ดื่มน้ำอัดลมทุกวันหรือเกือบทุกวัน ในขณะเดียวกัน มีเด็กอายุ 2-14 ปีไม่ถึงครึ่ง (44.3%) ที่ดื่มนมรสจืดทุกวันตาม คำแนะนำโดยกรมอนามัย โดยพบว่าเด็กในภาคใต้ดื่มนมน้อยที่สุด (ฃดื่มทุกวันมีเพียง 24.5%นอกจากนี้ยังพบว่าเมื่อเด็ก โตขึ้นมีแนวโน้มดื่มนมลดลงโดยเด็กอายุ 2-5 ปี ดื่มนมทุกวัน 57.2% ในขณะที่เด็ก 12-14 ปี ดื่มนมทุกวันเพียง 22.8%
ศาสตราจารย์เกียรติคุณ นายแพทย์วิชัย เอกพลากร คณะแพทยศาสตร์โรงพยา บาลรามาธิบดี กล่าวว่า อีกหนึ่งปัญหาสำคัญที่เป็นผลจากพฤติกรรมเสี่ยง เช่น การติดหน้าจอในเด็กไทย และการบริโภคอาหารแปรรูปที่เพิ่มขึ้น คือ ภาวะน้ำหนักเกินและอ้วน โดยพบว่าเด็กเล็กอายุ 1-5 ปี 11% มีภาวะน้ำหนักเกินและอ้วน และเพิ่มขึ้นในเด็กวัยเรียน อายุ 6-14 ปีที่มีภาวะน้ำหนักเกินและอ้วนถึง 27.4% เด็กในเมืองมีสัดส่วนภาวะอ้วนมากกว่าในชนบท โดย 1 ใน 3 ของ เด็กในกทม.และภาคกลางมีภาวะน้ำหนักเกินและอ้วน จากผลสำรวจยังพบว่า ในกลุ่มเด็กที่มีน้ำหนักเกินและอ้วนมีความ ชุกของภาวะเมตาบอลิก เช่น ความดันโลหิตสูง ภาวะไขมันไตรกลีเซอร์ไรด์สูง และเสี่ยงเป็นเบาหวาน เพิ่มขึ้นเฉลี่ย 3 เท่า เมื่อเทียบกับเด็กน้ำหนักปกติ ซึ่งงานวิจัยจากทั่วโลกระบุชัดว่าเด็กที่มีน้ำหนักเกินและอ้วนนี้มีโอกาสเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นของ กลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรังหรือ NCDs เมื่อเข้าสู่วัยผู้ใหญ่
“จากการสำรวจยังพบว่าแนวโน้มการป่วยโรค NCDs ในประชากรอายุ 15 ปีขึ้นไปของประเทศไทยเพิ่มขึ้นอย่าง ต่อเนื่อง และปัจจุบันคนไทยตายจาก NCDs วันละกว่า 1,000 ราย ปัญหาเด็กอ้วน ถือเป็นอีกสัญญาณเตือนที่สำคัญที่จะ พยากรณ์ได้ว่าสถานการณ์ NCDs ของไทยจะยังคงเพิ่มขึ้นอีกหากยังไม่มีมาตรการจริงจังเข้ามาจัดการปัญหาภาวะอ้วนใน เด็ก องค์การอนามัยโลกได้มีการออกมาตรการแนะนำสำหรับการแก้ปัญหาเด็กอ้วน แต่หลายมาตรการยังไม่มีการ ดำเนินการอย่างเป็นรูปธรรมในประเทศไทย เช่น การห้ามโฆษณาอาหารที่ไม่ดีต่อสุขภาพเด็กทั้งทางทีวีและสื่อออนไลน์ มาตรการด้านราคาและภาษี หรือจำกัดพื้นที่ขายผลิตภัณฑ์ทำลายสุขภาพบริเวณรอบโรงเรียนและชุมชน เป็นต้น”
ด้าน ผศ.ดร.จรวยพร ศรีศศลักษณ์ รองผู้อำนวยการสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) ระบุว่า ผลสำรวจสุขภาพเด็กครั้งนี้ควรถูกนำไปใช้เป็น “ข้อมูลเชิงประจักษ์” สำหรับวางแผนนโยบายสาธารณะ ทั้งในระดับกระทรวงและระดับพื้นที่ ไม่ว่าจะเป็นกระทรวงสาธารณสุข กระทรวงมหาดไทย กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ รวมถึงองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ทั้ง อบจ. เทศบาล และ อบต.
ผศ.ดร.จรวยพร กล่าวว่า หากจังหวัดและหน่วยงานในพื้นที่เห็นข้อมูลชัดว่าเด็กสูบบุหรี่หรือบุหรี่ไฟฟ้ามากขึ้น เข้าถึงแอลกอฮอล์ได้ง่ายขึ้น มีภาวะซึมเศร้า ติดจอ หรือมีพฤติกรรมเสี่ยงต่อโรค NCDs โรงเรียน ชุมชน และท้องถิ่นจำเป็นต้องออกแบบมาตรการป้องกันที่เหมาะสมกับบริบทของตนเอง เช่น การจำกัดการเข้าถึงร้านสุราและร้านขายบุหรี่ใกล้เด็ก การควบคุมช่องทางออนไลน์ที่ทำให้เด็กเข้าถึงบุหรี่ไฟฟ้าได้ง่าย และการสร้างระบบดูแลเด็กที่มีความเสี่ยงด้านสุขภาพจิตและครอบครัวเปราะบาง
นอกจากนี้ยังเห็นว่า งานวิชาการด้านสุขภาพเด็กต้องทำหน้าที่มากกว่าการสะท้อนปัญหา โดยต้องช่วยให้ผู้กำหนดนโยบายมองเห็นต้นทุนระยะยาวของประเทศ เพราะหากไม่ป้องกันเด็กกลุ่มนี้ตั้งแต่วันนี้ ภาระค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพจากโรคเรื้อรังในอนาคตจะเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ทั้งโรคอ้วน ไขมันในเลือดสูง ความดันโลหิตสูง เบาหวาน โรคปอดเรื้อรัง รวมถึงโรคที่สัมพันธ์กับการสูบบุหรี่และบุหรี่ไฟฟ้า
“เด็กวันนี้คือประชากรวัยทำงานในอนาคต หากปล่อยให้เด็กเติบโตไปพร้อมพฤติกรรมเสี่ยง ประเทศจะต้องจ่ายแพงขึ้นทั้งด้านงบประมาณสุขภาพ คุณภาพชีวิต และผลิตภาพของคนไทยในระยะยาว นโยบายสาธารณะจึงต้องเปลี่ยนจากการรอรักษาเมื่อป่วย ไปสู่การป้องกันตั้งแต่วัยเด็กอย่างจริงจัง”


