xs
xsm
sm
md
lg

JFCCT ชู 6 วาระปฏิรูปเศรษฐกิจไทย หนุนรัฐบาล “อนุทิน” สร้างความเชื่อมั่นนักลงทุน ดันไทยสู่ศูนย์กลางธุรกิจแห่งอนาคต

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



JFCCT ส่งสัญญาณบวกทิศทางเศรษฐกิจไทย พร้อมยื่น6ข้อเสนอปฏิรูป เพื่อยกระดับขีดความสามารถการแข่งขัน ดึงดูดการลงทุน และเตรียมความพร้อมสู่อนาคต ท่ามกลางความท้าทายจากเศรษฐกิจโลกที่ยังมีความผันผวนสูง

เมื่อวันที่12 มี.ค. ที่ผ่านมาหอการค้าร่วมต่างประเทศในประเทศไทย (Joint Foreign Chambers of Commerce in Thailand: JFCCT) ได้จัดกิจกรรมภายใต้ธีม “Thailand 2026: A Vision for Competitiveness, Investment, and Future Ready - From Uncertainty to Confidence: Reform and Resilience in Business” ในงาน JFCCT Prime Minister’s Address Luncheon 2026 ภายใต้หัวข้อ “Thailand 2026: A Vision for Competitiveness, Investment, and Future Ready - From Uncertainty to Confidence: Reform and Resilience in Business” โดยมีนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี แสดงวิสัยทัศน์ด้านเศรษฐกิจต่อภาคธุรกิจต่างประเทศ โดยย้ำว่ารัฐบาลให้ความสำคัญกับการฟื้นฟูความเชื่อมั่นนักลงทุน การยกระดับธรรมาภิบาล และการปฏิรูปเชิงโครงสร้างเพื่อรองรับการเติบโตในระยะยาว

นายกรัฐมนตรีระบุว่า การเดินหน้ากระบวนการเข้าเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ถือเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญที่จะช่วยยกระดับมาตรฐานเศรษฐกิจ การกำกับดูแล และความโปร่งใสของประเทศไทยให้ทัดเทียมนานาประเทศ ซึ่งจะส่งผลโดยตรงต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนทั่วโลก

“ความเชื่อมั่นไม่ได้เกิดขึ้นจากคำพูด แต่เกิดจากการปฏิบัติ การปฏิรูป และความร่วมมือที่เป็นรูปธรรมระหว่างภาครัฐกับภาคธุรกิจ” นายอนุทินกล่าว พร้อมยืนยันว่ารัฐบาลพร้อมลดอุปสรรคทางกฎระเบียบ ปรับปรุงบริการภาครัฐ และส่งเสริมการลงทุนในอุตสาหกรรมเป้าหมาย อาทิ พลังงานสะอาด เทคโนโลยีดิจิทัล การผลิตขั้นสูง และการพัฒนากำลังคนทักษะสูง

อย่างไรก็ตาม ไฮไลต์สำคัญของงานครั้งนี้อยู่ที่การส่งมอบ “สมุดนโยบาย JFCCT 2026” ซึ่งสะท้อนมุมมองและข้อเสนอจากภาคธุรกิจต่างประเทศที่ดำเนินธุรกิจในประเทศไทย โดยนางวีเบ็คก้า ริสซอน ไรเวอร์ก ประธาน JFCCT ระบุว่า องค์กรได้ทำหน้าที่เป็น เสียงของภาคธุรกิจต่างประเทศในประเทศไทยมาอย่างต่อเนื่องตลอด 50 ปี และยังคงมุ่งมั่นเป็นพันธมิตรเชิงยุทธศาสตร์ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย

ปัจจุบัน JFCCT ประกอบด้วยหอการค้าต่างประเทศ 29 แห่ง และสมาคมธุรกิจ 2 แห่ง เป็นตัวแทนบริษัทสมาชิกประมาณ 8,000 บริษัทจากทั่วโลก ซึ่งมีบทบาทสำคัญต่อเศรษฐกิจไทยทั้งในด้านการลงทุน การจ้างงาน การถ่ายทอดเทคโนโลยี การพัฒนาบุคลากร และการเชื่อมโยงไทยเข้ากับห่วงโซ่มูลค่าระดับโลก

นางวีเบ็คก้ากล่าวว่า บริษัทเหล่านี้ไม่ได้เข้ามาลงทุนระยะสั้น แต่เป็นนักลงทุนระยะยาวที่มีรากฐานอยู่ในประเทศไทย โดยคุณค่าทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นครอบคลุมทั้งการสร้างงาน การพัฒนาทักษะแรงงาน การเพิ่มผลิตภาพ การชำระภาษี การพัฒนานวัตกรรม และการเชื่อมโยงผู้ประกอบการไทยเข้าสู่ตลาดโลก

“ประเทศไทยมีศักยภาพสูง แต่การแข่งขันระดับโลกกำลังเข้มข้นขึ้น ประเทศที่สามารถปรับตัวได้เร็วและปฏิรูปอย่างต่อเนื่องจะเป็นผู้ได้เปรียบ การสร้างความเชื่อมั่นจึงต้องเกิดจากการลงมือทำจริงและความร่วมมืออย่างใกล้ชิดระหว่างทุกภาคส่วน” นางวีเบ็คก้ากล่าว


สำหรับข้อเสนอเชิงนโยบาย 6 ด้านที่ JFCCT เสนอต่อรัฐบาล ประกอบด้วย
1. การยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ
2. การพัฒนารัฐบาลดิจิทัลและบริการภาครัฐสมัยใหม่
3. การเตรียมกำลังคนและทักษะแห่งอนาคต
4. การเสริมสร้างศักยภาพผู้ประกอบการ SMEs ไทย
5. การส่งเสริมความยั่งยืนในทุกมิติของเศรษฐกิจ
6. การเร่งปฏิรูปกฎระเบียบเพื่อลดต้นทุนและอุปสรรคทางธุรกิจ

ทั้ง 6 ประเด็นเป็นกลไกสำคัญที่จะช่วยให้ประเทศไทยรักษาความสามารถในการแข่งขัน ท่ามกลางการแข่งขันด้านการดึงดูดเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ที่รุนแรงขึ้นในภูมิภาคอาเซียน

ด้านนายณรงค์ศักดิ์ พุทธพรมงคล ประธานหอการค้าไทย-จีน กล่าวว่า ประเทศไทยยังมีความได้เปรียบจากทำเลที่ตั้งเชิงยุทธศาสตร์และเครือข่ายการผลิตที่แข็งแกร่ง แต่การรักษาความเชื่อมั่นนักลงทุนในระยะยาวจำเป็นต้องอาศัยกฎระเบียบที่มีประสิทธิภาพ โครงสร้างพื้นฐานที่พร้อมรองรับการเติบโต และการพัฒนาบุคลากรให้สอดคล้องกับความต้องการของอุตสาหกรรมยุคใหม่

ขณะที่สำนักงานเศรษฐกิจและการค้าฮ่องกงประจำกรุงเทพมหานคร (HKETO) ระบุว่า ฮ่องกงพร้อมเป็นประตูเชื่อมผู้ประกอบการไทยสู่ตลาดโลก ผ่านจุดแข็งด้านบริการทางการเงิน นวัตกรรม เทคโนโลยี และเครือข่ายธุรกิจระหว่างประเทศ โดยเฉพาะการเชื่อมโยงกับคลัสเตอร์นวัตกรรมเซินเจิ้น-ฮ่องกง-กว่างโจว ซึ่งถือเป็นหนึ่งในศูนย์กลางเทคโนโลยีที่สำคัญของโลก

ด้านนายริชาร์ด มาโลนีย์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ ยูโอบี ประเทศไทย กล่าวถึงบทบาทของธนาคารระหว่างประเทศในการเสริมสร้างระบบนิเวศด้านการลงทุนของประเทศไทย และเชื่อมโยงภาคธุรกิจกับโอกาสระดับภูมิภาค โดยระบุว่า “ในฐานะธนาคารที่มุ่งเน้นอาเซียนและมีเครือข่ายระดับภูมิภาคที่แข็งแกร่ง ยูโอบีมองว่าประเทศไทยเป็นประตูเชิงยุทธศาสตร์สำหรับนักลงทุนระหว่างประเทศและธุรกิจที่ต้องการขยายตัวในภูมิภาค”


ทั้งนี้ สารสำคัญที่สะท้อนจากเวที JFCCT ปี 2026 คือ การที่ภาคธุรกิจต่างประเทศยังคงเชื่อมั่นในศักยภาพของประเทศไทย แต่ต้องการเห็นการปฏิรูปเชิงนโยบายที่ชัดเจน รวดเร็ว และต่อเนื่อง เพื่อเปลี่ยนจุดแข็งของประเทศให้กลายเป็นความได้เปรียบทางการแข่งขันในระยะยาว ท่ามกลางการแข่งขันเพื่อดึงดูดเม็ดเงินลงทุนทั่วโลก “ความเชื่อมั่น” จึงไม่ใช่เพียงปัจจัยทางจิตวิทยา แต่เป็นทุนทางเศรษฐกิจที่สำคัญที่สุด ซึ่งจะเป็นตัวกำหนดว่าไทยจะสามารถก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางการลงทุน การผลิต และนวัตกรรมแห่งอนาคตของอาเซียนได้มากน้อยเพียงใดในทศวรรษหน้า