xs
xsm
sm
md
lg

เบื้องหลัง “ชายไร้ผม” หิวแสงแย่งซีน แถลงมโนคดี “สิงห์-ทราย” ที่แท้สายแม่?! ** ที่ดินเป็นเหตุ!! “ศุภชัย” อดีตรองปธ.สภา ถูกตัดสิทธิการเมืองตลอดชีวิต จากฮุบที่ป่าดงพะทาย...แล้ว“ชิดชอบ” ที่ยึดเขากระโดง ล่ะ!?

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



ข่าวปนคน คนปนข่าว

++ เบื้องหลัง “ชายไร้ผม” หิวแสงแย่งซีน แถลงมโนคดี “สิงห์-ทราย” ที่แท้สายแม่?!

ศึกสายเลือดที่คนทั้งประเทศจับตา สำหรับคดีความระหว่าง “ทราย สมุทร” สิรณัฐ สก๊อต นักอนุรักษ์ทางทะเลชื่อดัง กับคุณแม่ “จีรานุช ภิรมย์ภักดี” แห่งบ้านสิงห์ ในคดีฟ้องเพิกถอนการให้ (หมายเลขดำที่ พ 101/2569)

ล่าสุดเมื่อวันที่ 10 มิถุนายน 2569 ที่ผ่านมา ศาลแพ่งพระโขนงนัดไกล่เกลี่ยรอบแรก ผลเจรจาก็ดูจะราบรื่นดี ทั้งสองฝ่ายขอเวลาไปคุยกันนอกรอบ แล้วนัดใหม่อีกที วันที่ 16 มิถุนายน นี้...

เรื่องในห้องพิจารณาคดีดูเหมือนจะจบด้วยดี แต่เรื่องเบื้องหลังบอกเลยว่า "ดรามา" เพราะจู่ๆ มี "ตัวละครลับ" โผล่มาซีนใหญ่ชนิดที่แย่งสปอตไลต์ไปเต็มๆ!

คนๆนี้ก็คือ “ดร.ทันกวินท์ รัฐวัฒก์อังกูร” ที่ทำเอาหลายๆ คน “เอ๊ะ?” เพราะใส่สูทผูกไทด์ออกมาแถลงอ้างว่า ตัวเองเป็นทีมทนายโจทก์ฝั่งของ “จีรานุช ภิรมย์ภักดี” ระบุว่า "วันนี้เป็นกระบวนการไกล่เกลี่ยของโจทก์และจำเลย ผมเป็นทีมของทนายความโจทก์ ซึ่งกระบวนการพิจารณาในครั้งนี้ มีเฉพาะผู้ที่เกี่ยวข้องในคดี ก็คือทีมของโจทก์ และก็ทีมของทางจำเลยเท่านั้น ซึ่งกระบวนการพิจารณาในครั้งนี้ เป็นเรื่องของการไกล่เกลี่ย ไกล่เกลี่ยหมายความว่า ยังไม่มีใครแพ้ ยังไม่มีใครชนะ ซึ่งทางโจทก์ ได้มาที่ศาล จริงๆ คุณแม่มีประสงค์ที่จะมาเพื่อที่จะมาพูดคุยด้วยตัวเอง แต่เนื่องจากปัญหาทางด้านสุขภาพ ท่านเครียด ก็เลยรับประทานยา ก็เลยไม่สามารถที่จะเดินทางมาได้


ทางทนายโจทก์ ก็เลยได้รับมอบหมายให้มาในชั้นไกล่เกลี่ย ซึ่งกระบวนการในการพิจารณาวันนี้ ทางศาลได้กำชับว่า ไม่ให้เปิดเผยข้อเท็จจริง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการเจรจาทางใดก็ตาม สามารถให้ข้อเท็จจริงเฉพาะที่ว่า ในวันนี้มีการไกล่เกลี่ย และที่บันทึกไว้ คือว่าทางจำเลยเป็นผู้เสนอการที่จะขอไกล่เกลี่ย ตอนนี้ก็อยู่ในระหว่างการที่จะพูดคุยกัน และหลังจากที่ตกลงกันได้ก็จะมีการนัดหมายกันต่อไป"

ความพีก อยู่ที่ต่อมา "อาจารย์คมสัน โพธิ์คง" นักวิชาการกฎหมายชื่อดัง ทนไม่ไหว ต้องออกมาโพสต์เฟซบุ๊กเดือด ถึง "คนหัวล้านทำตัวเหมือนทนาย มาโกหกแถลงข่าวเท็จ" ทำเอาชาวเน็ตหูผึ่ง ว่าหมายถึงใครน้ออออ? แต่ก็ร้องอ๋อกันทั้งบางในเวลาต่อมา

เพราะพฤติกรรมกระพือกระแสว่า "ทรายเป็นฝ่ายขอไกล่เกลี่ยเอง" เป็นคุณกับทางฝั่งแม่ หวังสร้างแต้มต่อให้ฝั่งสิงห์ จนทำเอาต้องถามไถ่กันว่า ชายไร้ผมผู้นี้ เขาคือใคร?

สายสืบไซเบอร์และคนวงในเขารู้จักดี "ดร.ทันกวินท์ รัฐวัฒก์อังกูร" ชายผิวเข้ม ศรีษะไร้ผม ลุคภูมิฐานคนนี้ โปรไฟล์ไม่ธรรมดา ได้ชื่อว่าเป็น "นักวิชาการอิสระ" เคยมีบทบาทในการยื่นเรื่องร้องเรียน และฟ้องร้องคนของ "พรรคสีส้ม" จนเป็นประเด็นพิพาทร้อนแรงในหน้าข่าวการเมืองมาแล้วหลายหน

ในแวดวงโซเชียลด้อมส้ม จึงจัดให้เป็น "นักร้องหิวแสง" ระดับมืออาชีพ ที่ชอบเข้าไปมีส่วนร่วมในคดีดังๆ


เบื้องหลังของการเข้ามาขอ “แสง” จากคดี “สิงห์-ทราย” ว่ากันว่า ศาลท่านมีคำสั่งกำชับเด็ดขาด ห้ามทั้งฝั่งแม่และฝั่งลูกให้ข่าว แถมเจ้าหน้าที่ศาล ยังตรวจเข้มงวดสกรีนคนแน่นหน้าลิฟต์ ชั้น 4 แต่ ดร.ไร้ผม ซึ่งไม่ได้มีชื่อในแต่งตั้งทนายของฝ่ายใดเลย กลับหลุดรอดเข้าไปในห้องไกล่เกลี่ยได้ด้วยลีลาพลิ้วไหว โดยมีคนตาดีเห็นช็อตเปลี่ยนมุกต่อหน้าต่อตาเจ้าหน้าที่ดังนี้ คือ อ้างสิทธิ์ตามกฎหมาย เดินดุ่มๆ เข้าไปขอฟังคดี แต่เจ้าหน้าที่เบรกหัวทิ่ม เพราะคดีนี้จำกัดเฉพาะผู้เกี่ยวข้อง...แผนแรกเลยแป้ก!
มุกที่สองตามมาทันควัน อ้างว่าเป็น เสมียนของเสมียนทนายอีกที ! แต่โป๊ะแตกซ้ำสอง เพราะพอทนายโจทก์ตัวจริงเดินมา “ดร.ไร้ผม” กลับไม่รู้จักซะงั้น แถมทนายจริงเดินเข้าห้อง ทิ้งดร.ทันกวินท์ ยืนเอ๋อโดนกักอยู่ข้างนอก... แผนสองก็แป้กไปตามระเบียบ

จนพลิกตำราหามุกที่ 3 ยืนรอจนได้จังหวะเดินไปกระซิบเจ้าหน้าที่ด้วยหน้าตาจริงจังว่า “จะเข้าไปแถลงศาลว่า คุณแม่จีรานุช กำลังเดินทางมา คราวนี้เจ้าหน้าที่หลงเชื่อ เลยปล่อยฉลุยเข้าห้องไปแบบงงๆ

พอหลุดเข้าไปข้างในได้ บอกเลยว่า "วงแตก" แบบเงียบๆ ฝั่ง “ทราย” พยายามจะห้ามเพราะรู้เจตนาดี จ้องจะเล่นงานทราย หวังจะเข้ามาเพื่อ "หยาม" แต่เนื่องจากศาลกำหนดให้เข้าได้ฝ่ายละ 8 คน ดร.ไร้ผม เลยอาศัยช่องว่างแทรกตัวไปนั่งหน้าระรื่น
ทว่า หลายคนในห้องงงกันหมด แม้แต่ทนายโจทก์ฝั่งคุณแม่ เจ้าหน้าที่ก็งง ไม่มีเอกสารแต่งตั้งทนาย หรือใบอะไรติดตัวมาสักใบ แถมไม่ได้คุยกับทนายโจทก์เลย เพราะ "ไม่รู้จักกัน!"

ระหว่างนั่ง “ดร.ทันกวินท์” เดินเข้าเดินออกห้อง ไปโทรศัพท์รายงานสดให้บุคคลๆ หนึ่งฟังเหมือนจะชื่อ "น้าหนุ่ย" เป็นระยะๆ
แต่ช็อตเด็ดคือ ตอนจบพอพิจารณาไกล่เกลี่ยใกล้เสร็จ ทุกคนกำลังสาละวน รอลงลายมือชื่อในรายงานกระบวนพิจารณา ดร.ไร้ผม อาศัยจังหวะชุลมุนนี้ "ชิงสับตีนแตก" วิ่งหน้าตั้งออกจากห้องพิจารณาคดีมาก่อนใครเพื่อน เพื่อมาดักเจอสื่อข้างล่าง แล้วสวมรอยแถลงข่าวในฐานะ "ทีมทนายโจทก์" ทันที!

แหล่งข่าวแอบกระซิบมาว่า ทนายโจทก์ตัวจริงในห้อง ดีกรีเป็นถึงทนายของคนดังระดับประเทศ แต่โลว์โปรไฟล์... ไม่เหมือน ดร.บางคนที่เน้น "แสง" ชุบมือเปิบหน้าสื่อ... แหม ทำไปได้!


++ ที่ดินเป็นเหตุ!! “ศุภชัย” อดีตรองปธ.สภา ถูกตัดสิทธิการเมืองตลอดชีวิต จากฮุบที่ป่าดงพะทาย...แล้ว“ชิดชอบ” ที่ยึดเขากระโดง ล่ะ!?

ศาลฎีกามีคำพิพากษา (11มิ.ย.) “ศุภชัย โพธิ์สุ” หรือ “สหายแสง” อดีต รองประธานสภาผู้แทนราษฎร และอดีต สส.นครพนม พรรคภูมิใจไทย ฝ่าฝืนมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง กรณีครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินโครงการจัดสรรเพื่อประชาชนในพื้นที่ป่าดงพะทาย จ.นครพนม จำนวน 220 ไร่ โดยมิชอบ

สั่งเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งตลอดชีวิต ไม่มีสิทธิดำรงตำแหน่งทางการเมืองใดๆ และเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งเป็นเวลา10 ปี
“ศุภชัย” เป็นคนนครพนม ชื่อเล่น “แก้ว” จบปริญญาตรี คณะศึกษาศาสตร์ ม.สุโขทัยธรรมาธิราช

ช่วงปี 2519 เข้าป่า ไปร่วมการต่อสู้กับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย ได้รับชื่อใหม่ว่า “สหายแสง” หลังจากต่อสู้ได้ 9 ปี ไม่ประสบความสำเร็จ พรรคคอมมิวนิสต์ฯ ล่มสลาย เขาจึงออกมามาสอบบรรจุ เป็นข้าราชการครู

จากนั้น “ครูแก้ว” ลาออกมาลงสมัครสส. แต่ก็สอบตกถึง 3 ครั้ง จึงหันลงสมัครสมาชิกสภาจังหวัดนครพนม และได้รับการเลือกตั้ง เป็นสมาชิกสภาจังหวัด 1 สมัย

ต่อมาปี พ.ศ. 2544 ลงสมัคร สส.อีกครั้ง ในนามพรรคความหวังใหม่ และได้เป็น สส.ติดต่อกัน 3 สมัย ในร่มเงาของทักษิณ
หลังจากพรรคพลังประชาชน ถูกยุบ “สหายแสง” ได้ออกมาร่วมกับ“เนวิน ชิดชอบ” ก่อตั้งพรรคภูมิใจไทย และได้ดำรงตำแหน่ง รมช.เกษตรและสหกรณ์ ในปี 2552 -2554

ในการเลือกตั้งปี 2562 สังกัดพรรคภูมิใจไทย ได้รับเลือกเป็น สส. และได้นั่ง รองประธานสภาฯ คนที่สอง

ย้อนไปช่วงที่ได้เป็น สส.สมัยแรก ในปี 2544 เขาได้เข้าครอบครอง และทำประโยชน์ในที่ดินโครงการจัดที่ดินผืนใหญ่แปลงป่าดงพะทาย ต.พะทาย อ.ท่าอุเทน จ.นครพนม มาอย่างต่อเนื่อง รวมเนื้อที่ 220 ไร่ ทั้งที่ไม่มีคุณสมบัติที่จะได้รับการจัดสรรที่ดิน ตามระเบียบว่าด้วยการจัดที่ดินประชาชน

จึงเป็นที่มาของการร้องเรียนต่อ ป.ป.ช. และถูกชี้มูลว่า ฝ่าฝืน หรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง ส่งเรื่องให้ศาลฎีกาพิจารณา และในที่สุดศาลฎีกา ก็มีคำพิพากษาว่า การครอบครองที่ดินดังกล่าว เป็นการขัดกันแห่งผลประโยชน์ในฐานะผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง กับการบริหารจัดการทรัพยากรที่ดินและป่าไม้ของรัฐ ไม่คำนึงถึงถึงประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชน ไม่รักษาไว้ซึ่งเกียรติศักดิ์ของการดำรงตำแหน่ง และฝ่าฝืนมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง

ที่สำคัญคือ ศาลเห็นว่าเป็นการเจตนาเข้าครอบครอง ทั้งๆ ที่ตนเองเป็นนักการเมือง ซึ่งไม่มีสิทธิ์

จึงสั่งเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งตลอดชีวิต!

ผลของคำพิพากษา กรณีของ “ศุภชัย” นี้ อาจกล่าวได้ว่าเป็นการ “ยึดบรรทัดฐาน” ว่าการถือครองที่ดินของรัฐโดยนักการเมือง อาจถูกยกระดับจาก “ข้อพิพาทกรรมสิทธิ์” ไปเป็นคดี “จริยธรรมร้ายแรง” ได้ เหมือนกรณีของ “ปารีณา ไกรคุปต์” อดีต สส.ราชบุรี

เห็นจุดจบของ “ศุภชัย โพธิ์สุ” ที่ฮุบป่าดงพะทาย แล้วทำให้นึกถึงกรณี “ตระกูลชิดชอบ” รวมทั้ง “ไชยชนก ชิดชอบ” กับการยึดที่เขากระโดง ที่มีความคล้ายกัน ในแง่ที่เกี่ยวข้องกับข้อพิพาท เรื่องการ“เจตนา”เข้าครอบครองที่ดินของรัฐ เพื่อประโยชน์ส่วนตน

ต้องติดตามกันว่า คดีที่การรถไฟ ฟ้องเป็นรายแปลงอยู่ขณะนี้ หากศาลตัดสินว่าผู้ที่เข้าครอบครองที่ดินเขากระโดงผิด จะเป็นเพียงคดีแพ่งเกี่ยวกับกรรมสิทธิ์ที่ดิน ที่จบด้วยการเพิกถอนเอกสารสิทธิ์ หรือคืนที่ดินให้การรถไฟ แล้วขอเช่าแทน หรือไม่
หรือเรื่องจะถูกร้องไปที่ป.ป.ช. แล้วถูก ป.ป.ช.ชี้มูลว่าผิดจริยธรรมร้ายแรง เพราะเป็นผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง จงใจยึดครองที่ดินของรัฐ เพื่อประโยชน์ตนเอง แล้วส่งศาลฎีกาพิจารณา

ถ้าเรื่องของ “ไชยชนก เขากระโดง” ซ้ำรอย “ศุภชัย ป่าดงพะทาย” ก็ถือว่าศาลยึดบรรทัดฐานเดียวกัน !