xs
xsm
sm
md
lg

“ท็อป” ตอบกระทู้สภา ไฟเขียว “ซินเคอหยวน” หลังผ่านเกณฑ์ด้านมลพิษ-คุณภาพเหล็ก “กฤช” ซัด รง.ผิดซ้ำซาก ควรตรวจให้ชัดก่อน

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



“วราวุธ” แจงปมอนุญาต “ซินเคอหยวน” กลับมาเปิดโรงงานผลิตเหล็ก ยืนยันผ่านการตรวจสอบตามเกณฑ์ ทั้งด้านมลพิษและคุณภาพเหล็ก พร้อมยกระดับสุ่มตรวจโรงงานเหล็กทั่วประเทศเดือนละ 2 ครั้ง ขณะที่ “กฤช” ไม่คลายกังวล ซัดโรงงานมีประวัติผิดซ้ำซาก ควรตรวจให้ชัดก่อนเปิดเดินเครื่อง หวั่นกระทบความเชื่อมั่นอุตสาหกรรมเหล็กไทยทั้งระบบ

วันนี้ (11 มิ.ย.) ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่มี นายเลิศศักดิ์ พัฒชัยกุล รองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่สอง เป็นประธานการประชุม ได้พิจารณากระทู้ถามสดด้วยวาจาของ นายกฤช ศิลปชัย สส.ระยอง พรรคประชาชน เรื่องการอนุญาตให้บริษัท ซินเคอหยวน สตีล จำกัด จังหวัดระยอง กลับมาเปิดดำเนินการอีกครั้ง ภายหลังเกิดข้อกังวลเกี่ยวกับมาตรฐานเหล็กที่ผลิตจากโรงงานดังกล่าว

นายกฤช กล่าวว่า ภายหลังเหตุอาคารสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ถล่ม พบเหล็ก SKY จากโรงงานซินเคอหยวนไม่ได้มาตรฐาน และอาจมีการกระจายไปยังอาคาร บ้านเรือน และสำนักงานต่างๆ ทั่วประเทศ จึงสอบถามว่า กรมโรงงานอุตสาหกรรมได้สั่งให้โรงงานปรับปรุงเรื่องใดบ้าง โดยเฉพาะเตาปรุงน้ำเหล็ก และเมื่อกลับมาผลิตเหล็กออกสู่ตลาดแล้ว จะสามารถรับรองคุณภาพและความปลอดภัยให้กับผู้บริโภคได้หรือไม่

นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ชี้แจงว่า ตามพระราชบัญญัติโรงงาน หากพบผู้ประกอบการกระทำผิด การสั่งปิดโรงงานเป็นอำนาจของปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม และเมื่อมีการแก้ไขปรับปรุงแล้ว ปลัดกระทรวง ก็มีอำนาจพิจารณาอนุญาตให้กลับมาเปิดดำเนินการได้ โดยยืนยันว่า ไม่ได้ผลักภาระการตอบคำถามให้ปลัดกระทรวง แต่เป็นไปตามกรอบอำนาจที่กฎหมายกำหนด ซึ่งรัฐมนตรีไม่มีอำนาจโดยตรงในเรื่องดังกล่าว

นายวราวุธ กล่าวต่อว่า สาเหตุที่โรงงานซินเคอหยวนถูกสั่งปิดก่อนหน้านี้เกิดจากปัญหาฝุ่นละอองเกินมาตรฐาน โดยกรมโรงงานอุตสาหกรรมได้สั่งให้ดำเนินการแก้ไข และภายหลังเข้าตรวจสอบพบว่าระบบบำบัดมลพิษทางอากาศผ่านเกณฑ์ที่กำหนดแล้ว ขณะที่ผลการสุ่มตรวจคุณภาพเหล็กก็ผ่านมาตรฐานของสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) ส่วนเรื่องเตาปรุงน้ำเหล็กนั้น ไม่ใช่เงื่อนไขที่นำมาใช้พิจารณาการอนุญาตเปิดโรงงานในครั้งนี้

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวว่า ได้สั่งการให้กรมโรงงานอุตสาหกรรมร่วมกับสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม เพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบโรงงานเหล็กทั่วประเทศกว่า 40 แห่ง โดยจะสุ่มตรวจอย่างน้อยเดือนละ 2 ครั้ง รวมถึงตรวจสอบศูนย์กระจายสินค้าและหน้างานก่อสร้าง หากพบโรงงานใดผลิตเหล็กไม่ได้มาตรฐาน จะดำเนินการตามกฎหมายและสั่งปิดโรงงานทันที พร้อมทั้งเตรียมออกมาตรฐานใหม่เกี่ยวกับการคัดเลือกเศษเหล็กและส่วนประกอบทางเคมีของน้ำเหล็ก เพื่อยกระดับคุณภาพเหล็กเส้นในประเทศ

ด้าน นายกฤช ได้สอบถามเพิ่มเติมถึงกระบวนการตรวจสอบเตาปรุงน้ำเหล็ก การสุ่มตรวจเหล็กจากทุกเตาหลอมหรือไม่ รวมถึงกรณีที่เคยมีผลตรวจผ่านมาตรฐานในครั้งหนึ่ง แต่ไม่ผ่านมาตรฐานในอีกครั้งหนึ่ง พร้อมตั้งข้อสังเกตถึงกรณีฝุ่นแดงจากโรงงานซินเคอหยวน ว่า มีความเกี่ยวข้องกับการลักลอบนำเข้าจากประเทศเพื่อนบ้านหรือไม่ และมีการตรวจสอบย้อนกลับถึงกระบวนการผลิตอย่างครบถ้วนหรือไม่

นายวราวุธ ชี้แจงว่า ได้กำชับให้กรมโรงงานอุตสาหกรรมเพิ่มความถี่และความละเอียดในการตรวจสอบมากขึ้น พร้อมเชิญชวนนายกฤชและทีมงานร่วมลงพื้นที่ตรวจสอบโรงงานด้วยตนเอง เพื่อให้เกิดความโปร่งใสและสร้างความมั่นใจแก่ประชาชน หากพบว่าโรงงานยังไม่ผ่านมาตรฐานหรือมีการกระทำผิด ก็สามารถสั่งปิดโรงงานได้อีกครั้ง

สำหรับประเด็นฝุ่นแดง นายวราวุธ กล่าวว่า จากข้อมูลที่ได้รับ กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ได้ตรวจสอบกรณีการครอบครองฝุ่นแดงในปริมาณมากผิดปกติ รวมถึงข้อสงสัยเรื่องการลักลอบนำเข้าแล้ว แต่ไม่พบหลักฐานว่าโรงงานซินเคอหยวนมีการนำเข้าหรือส่งออกฝุ่นแดงแต่อย่างใด อีกทั้งปริมาณฝุ่นที่เกิดขึ้นยังสอดคล้องกับกำลังการผลิตของโรงงาน ไม่เกินกว่าศักยภาพการผลิตสูงสุด จึงมีการยุติการสอบสวนและแจ้งผลไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ส่งผลให้ต้องอนุมัติให้โรงงานกลับมาดำเนินการต่อ

อย่างไรก็ตาม นายกฤช ตั้งข้อสังเกตว่า โรงงานซินเคอหยวน และโรงงานผลิตเหล็กระบบ IF หลายแห่ง มีประวัติการกระทำผิดซ้ำซาก จึงควรมีการตรวจสอบอย่างรอบด้านก่อนอนุญาตให้กลับมาเปิดดำเนินการ ไม่ใช่เปิดแล้วค่อยสั่งปิดภายหลัง พร้อมสอบถามถึงแนวทางการยกเลิกการใช้เตาหลอมระบบ IF และกรณีที่บริษัทเตรียมเปิดโรงงานแห่งที่ 2 เพื่อผลิตเหล็กแผ่น ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมเหล็กในประเทศ

นายวราวุธ ยืนยันว่า การตรวจสอบโรงงานเป็นไปตามกฎหมายและขั้นตอนทุกประการ เมื่อผลการตรวจผ่านเกณฑ์ก็จำเป็นต้องอนุญาตให้เปิดดำเนินการ แต่หากในอนาคตพบว่ากระบวนการผลิตทำให้เหล็กไม่ได้มาตรฐาน ก็สามารถสั่งแก้ไขหรือสั่งปิดโรงงานได้ทันที พร้อมย้ำว่า ไม่ว่าจะเป็นเทคโนโลยี IF หรือ EF โรงงานทุกแห่งต้องผลิตเหล็กให้ได้มาตรฐานตามที่กฎหมายกำหนด โดยขณะนี้ได้กำหนดให้โรงงานระบบ IF ต้องมีเตาปรุงและใช้งานจริง

ส่วนแนวทางการเปลี่ยนผ่านจากเตาหลอมระบบ IF ไปสู่ระบบ EF นั้น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ระบุว่า เทคโนโลยีการผลิตเหล็กมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว และในอนาคตยังมีแนวคิดเรื่อง Green Steel หรือเหล็กสีเขียวที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น ดังนั้นการกำหนดทิศทางอุตสาหกรรมจะต้องพิจารณาควบคู่ไปกับแนวโน้มของตลาดโลก แต่ไม่ว่าโรงงานจะใช้เทคโนโลยีรูปแบบใด สิ่งสำคัญที่สุดคือการผลิตเหล็กให้ได้มาตรฐานและเป็นไปตามข้อกำหนดของ สมอ. อย่างเคร่งครัด.