xs
xsm
sm
md
lg

“ระบอบน้ำเงิน”โดนกระหน่ำ ขยับเดินหน้าไม่ออก!?

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


อนุทิน ชาญวีรกูล - พิพัฒน์ รัชกิจประการ - ไชยชนก ชิดชอบ
เมืองไทย 360 องศา


แทบไม่น่าเชื่อว่าเพียงระยะเวลายังไม่ถึงสองเดือนดีนักที่รัฐบาลภายใต้การนำของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล และมีพรรคภูมิใจไทยเป็นแกนนำ และสังคมกำลังมองภาพเป็น “ระบอบน้ำเงิน” กำลังถูกกระหน่ำในทุกทิศทางจนแทบไม่มีเวลาหายใจหายคอกันเลยทีเดียว เพราะหากย้อนกลับไปแทบทุกรัฐบาลมักจะมีช่วง “ฮันนีมูน” อย่างน้อยในเวลา 3-4 เดือน หรือไม่ก็ในช่วง 6 เดือนแรก ที่สังคมจะใช้เวลาได้บริหารงานไปก่อน แต่สำหรับรัฐบาลชุดนี้กลับโดนตั้งแต่เดือนแรก หรือจะเรียกว่าแต่วันแรกเลยก็ว่าได้

ซึ่งจะว่าไปแล้วใช่ว่านึกอยากจะตำหนิ หรือมีการวิจารณ์กันลอยๆ ก็คงไม่ใช่ แต่เป็นเพราะทุกอย่างล้วนมีที่มา และเห็นภาพชัดคาตา และกลายเป็นต้นเหตุให้ถูกกระหน่ำ ทั้งๆ ที่ก่อนหน้านั้นในช่วงที่เป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อยได้บริหารงานในระเวลาสั้นๆ แค่ 3-4 เดือน ทั้งนายกรัฐมนตรี คือ นายอนุทิน รวมไปถึงพรรคภูมิใจไทย และรัฐบาลยังได้รับความนิยมสูงสุด ที่อาจมาจาก “หลายแอ็กชั่น” เช่น กระแสชาตินิยม จากการสู้รบชายแดนไทย-กัมพูชา

ขณะเดียวกัน ก็ต้องยอมรับเช่นเดียวกันว่า จาก “กระแสชาตินิยม” ดังกล่าว บวกกับเรื่องของภาพการดึง “มืออาชีพ” คนนอกบางคนเข้ามาร่วมงาน แม้ว่าในช่วงเวลาสั้นๆ ในตอนนั้นยังไม่เห็นฝีมืออะไรนัก แต่ภาพของ “ผู้บริหารมืออาชีพ” มีความเสียสละ ทำให้เพิ่มความนิยมมาอย่างต่อเนื่อง เพราะมีการยืนยันกันล่วงหน้าแบบ “จองเก้าอี้” ไว้ให้ว่า จะต้องเป็น “คนนี้” นั่งเก้าอี้เกรดเอ เอาไว้รองรับ

อย่างไรก็ดี เมื่อตัดภาพมาที่การบริหารงานในปัจจุบันที่ นายอนุทิน ชาญวีรกูล และคณะต้องเข้ามาเป็นรัฐบาลจริงๆ รวมไปถึงเมื่อต้องเจอกับ “ภาวะวิกฤต” จริงๆ พวกเขากลับไม่สามารถรับมือได้เลย ซึ่งที่จริงแล้วลักษณะความ “ล้มเหลว” ที่ว่านั้นเคยเผยให้เห็นชัดเจนมาแล้วตั้งแต่การบริหารจัดการในเหตุการณ์ “น้ำท่วมใหญ่หาดใหญ่” ในช่วงปลายของรัฐบาล “อนุทิน 1” ที่ตอนนั้นถือว่า “ล้มเหลวโดยสิ้นเชิง” แน่นอนว่าหลายคนอาจโต้แย้งว่า นั่นคือภัยธรรมชาติ คาดเดาได้ยาก ก็ว่ากันไป

แต่คำถามก็คือ เรื่องการ “ช่วยเหลือเยียวยา” หลังวิกฤตผ่านพ้นไป หรือในช่วงหลังเหตุการณ์คลี่คลายแล้วกลับกลายเป็นว่าทุกอย่างยังวุ่นวายโกลาหล หากยังจำกันได้ รัฐบาล ไล่ลงไปตั้งแต่ นายอนุทิน ที่นอกจากเป็นนายกรัฐมนตรีแล้ว ยังดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ซึ่งกรมบรรเทาสาธารณภัยในบังคับบัญชาก็ถูกวิจารณ์ทั้งในเรื่องการเตือนภัย การการประสานงานช่วยเหลือทั้งกับทีมงานกู้ภัย ทั้งภายในและภายนอกล้มเหลววุ่นวายอย่างสิ้นเชิง

ยิ่งไม่นับการทำหน้าที่ของ นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ ที่ตอนนั้นก็ยังดำรงตำแหน่งเป็นรองนายกฯ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ที่เป็น “หัวหน้าทีมภาคใต้” ของพรรคภูมิใจไทย ก็แทบไม่มีบทบาทอะไรเลย

นั่นคือเหตุการณ์ช่วง “วิกฤตหาดใหญ่” ที่ นายอนุทิน ชาญวีรกูล ในฐานะผู้นำรัฐบาลล้มเหลวในฐานะผู้นำ ถูกวิจารณ์อย่างรุนแรง แต่ก็โชคยังดีที่มาเกิดเหตุการณ์ “สู้รบรอบ 2” กับกัมพูชาขึ้นมา โดยที่เขาอาศัยเหตุการณ์ครั้งนี้ “ลอย” ไปกับกระแสชาตินิยม และผลงานของกองทัพที่สามารถขับไล่ทหารกัมพูชาและยึดคืนแผ่นดินไทยกลับคืนมาได้เกือบร้อยเปอร์เซ็นต์ โดยเฉพาะในพื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญที่ยึดคืนกลับมา โดยกองทัพ ทั้งกองทัพเรือ กองทัพอากาศ กองทัพบก โดยกองทัพภาคที่ 2 และกองทัพภาคที่ 1 ในนามของกองทัพไทย

ขณะที่รัฐบาลนายอนุทิน และพรรคภูมิใจไทย ก็ได้อานิสงส์ จากผลการสู้รบ และทำให้มีส่วนสำคัญให้พวกเขาชนะการเลือกตั้งอย่างถล่มทลายในแบบที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน และนำไปสู่แกนนำรัฐบาลในตอนนี้

อย่างไรก็ดี สิ่งที่เริ่มมองเห็นและพิสูจน์ให้เห็นแบบเดิม ก็คือ พวกเขาไม่มีประสิทธิภาพในการบริหารงานในภาวะวิกฤตได้เลย เริ่มต้นจากความล้มเหลวในการบริหารจัดการในเรื่อง “น้ำมันขาดแคลน” หลังจากเกิดสงครามตะวันออกกลาง จนเกิดภาพชาวบ้านต่อคิวข้ามคืนแย่งกันเติมน้ำมันกันโกลาหล และสิ่งที่รัฐบาลพรรคภูมิใจไทยทำได้ตอนนั้นก็คือ ยืนยันว่ามีสต็อกน้ำมันให้ใช้ได้นานถึงร้อยวัน แต่ภาพที่เห็นก็คือ ชาวบ้านยังแห่ไปเติมน้ำมัน ท่ามกลางข่าวลือที่ว่า “มีการกักตุนน้ำมัน” โดยกลุ่มธุรกิจพลังงานและระบุว่าเชื่อมโยงกับคนในรัฐบาลด้วย

นั่นเป็นเหตุการณ์เริ่มต้น เพราะคาดกันว่าหลังจากนี้วิกฤตก็มากขึ้นเรื่อยๆ และกำลังเห็นผล ทั้งจากเงินเฟ้อ ข้าวของแพง ซึ่งตอนนี้ก็แพงขึ้น คนตกงาน หนี้สิน สารพัด บรรดากูรูทำนายเอาไว้ล่วงหน้า ว่าประเทศไทยและคนไทยกำลังเจอสิ่งนี้และหนักขึ้นเรื่อยๆ

อย่างไรก็ดีจากความเชื่อมั่นในการ “รับมือในภาวะวิกฤต” ของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล ในฐานะนายกรัฐมนตรี รวมไปถึงบรรดารัฐมนตรีหลายคนที่ถูกมองว่า “เป็นมือสมัครเล่น” เข้ามารับช่วงต่อในฐานะ “ลูกเทพ” จนแทบไม่มีบทบาทใดๆ ในฐานะรัฐมนตรีออกมาให้เห็นเลย

ขณะเดียวกันสิ่งที่ซ้ำเติมรัฐบาล นายอนุทิน ก็คือ “ภาพลักษณ์ในทางลบ” ที่เป็นภาพจำที่ฝังหัวคนไทยมานาน ไม่ว่าจะเป็น กรณี “ฮั้วสว.” ที่ดิน “เขากระโดง” ที่พุ่งเป้าไปที่ครอบครัว “ชิดชอบ” นำโดย นายเนวิน ชิดชอบ ที่ถูกเรียกว่าเป็น “ครูใหญ่” ของพรรคภูมิใจไทย และล่าสุดยังเกิดกรณีอื้อฉาวจาก โครงการ TH-AI Passport ที่นำเสนอโดย นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม มูลค่ากว่า 1.6 พันล้านบาท แต่ถูกวิจารณ์ว่า สเปกขั้นต่ำ ไม่คุ้มค่า อีกทั้งมีการล็อกสเปกผู้ชนะการประมูลเอาไว้แล้ว และนับวันจะยิ่งถูกวิจารณ์ และมีเสียงคัดค้านมากขึ้นเรื่อยๆ

นี่ว่ากันเฉพาะเรื่องสำคัญที่สังคมจดจำได้ง่าย และทุกเรื่องที่กล่าวมาล้วนสร้าง “ภาพลบ” ถูกมองแบบน่าเคลือบแคลงน่าสงสัยทั้งสิ้น!

จะด้วยภาพลบดังกล่าว ประกอบกับผลงานที่ชาวบ้านได้มองเห็นแม้จะเป็นช่วงเวลาสั้นๆ ก็ตาม แต่ก็พอมองเห็นแนวโน้มว่า รัฐบาลชุดนี้ว่ามีอนาคตแบบไหน หากสังเกตให้ดีพบว่าแทบทุกโครงการ “เดินหน้าต่อลำบาก” ต้องสะดุด ต้องชะลอ หรือไม่ก็ต้องถอยกลับมาตั้งหลักใหม่ ซึ่งสิ่งสำคัญนอกเหนือจากเรื่องฝีมือในการบริหารจัดการแล้ว ยังมีเรื่องของ “ภาพจำ” ที่ไม่โปร่งใสกลายเป็นตัวฉุดรั้ง นั่นแหละ !!