สภาผู้แทนราษฎรมีมติรับหลักการร่างแก้ไข พ.ร.บ.หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ รองรับการออกและทำธุรกรรมหลักทรัพย์ในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ ด้วยคะแนน 455 เสียง ขณะที่ ส.ส.หลายพรรคหนุนการยกระดับตลาดทุนไทยสู่ยุคดิจิทัล แต่เรียกร้องเพิ่มมาตรการป้องกันทุนเทา การฟอกเงิน และเร่งยกระดับธรรมาภิบาล หลังเกิดคดีอื้อฉาว STARK-MORE กระทบความเชื่อมั่นนักลงทุน
วันนี้(10 มิ.ย.) ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ได้พิจารณาร่างพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. ที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) เป็นผู้เสนอ เพื่อปรับปรุงเนื้อหาให้รองรับการออกหลักทรัพย์ด้วยวิธีทางอิเล็กทรอนิกส์ และกำหนดบทโทษกรณีฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดเกี่ยวกับหลักทรัพย์อิเล็กทรอนิกส์
นายเอกนิติ นิติธัญประภาส รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวเสนอร่างพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ฉบับดังกล่าว โดยระบุว่า มีหลักการแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ.2535 โดยเพิ่มบทบัญญัติเพื่อรองรับการออกหลักทรัพย์ด้วยวิธีทางอิเล็กทรอนิกส์ และกำหนดบทลงโทษกรณีฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดเกี่ยวกับหลักทรัพย์อิเล็กทรอนิกส์
สำหรับเหตุผล เนื่องจากเทคโนโลยีทางการเงินมีการพัฒนาอย่างรวดเร็ว และมีศักยภาพที่จะนำมาใช้ในการออกผลิตภัณฑ์และการทำธุรกรรมในตลาดทุน ซึ่งจะช่วยอำนวยความสะดวก สร้างความปลอดภัย และความมั่นใจในการดำเนินกิจกรรมตลาดทุนได้อย่างชัดเจนและเป็นสากล จึงสมควรปรับปรุงบทบัญญัติของกฎหมายให้ทันสมัยและสอดคล้องกับสภาพการณ์ เพื่อรองรับและส่งเสริมให้มีการนำเทคโนโลยีมาใช้ในการออกผลิตภัณฑ์และการทำธุรกรรมในตลาดทุน อำนวยความสะดวกแก่ประชาชน และอาจนำไปสู่การยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน รวมถึงขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในสังคมดิจิทัลแห่งอนาคต
นางการดี เลี่ยวไพโรจน์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ อภิปรายว่า กฎหมายฉบับนี้มีความสำคัญในการช่วยเปลี่ยนผ่านตลาดเงินและตลาดทุนของไทยให้สอดคล้องและพร้อมกับโลกดิจิทัลในอนาคต ตนเห็นด้วยในหลักการและสนับสนุนร่างกฎหมายฉบับนี้ เพราะถือเป็นประตูบานแรกที่จะเปิดไปสู่การเปลี่ยนผ่านตลาดทุนของไทยสู่ตลาดทุนดิจิทัล แต่ขอฝากว่า ไม่ควรมองเพียงการเปลี่ยนผ่านจากระบบกระดาษไปสู่ระบบอิเล็กทรอนิกส์เท่านั้น แต่อยากให้มองถึงโรดแม็ปที่ไปไกลกว่านั้น โดยควรกำหนดยุทธศาสตร์ของประเทศให้ชัดเจนว่าจะต่อยอดสิ่งเหล่านี้ไปสู่โครงสร้างพื้นฐานอื่นๆ ที่มีความสำคัญได้อย่างไร
นางการดี กล่าวต่อว่า หากสามารถวางโครงสร้างพื้นฐานตลาดทุนดิจิทัลได้สำเร็จ จะเกิดโอกาสอีกมาก ทั้งการลดต้นทุนในการออกหลักทรัพย์ เพิ่มโอกาสให้แก่นักลงทุน ไม่ใช่เฉพาะกลุ่มที่เข้าถึงตลาดหุ้นได้เท่านั้น แต่รวมถึงผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่สามารถใช้ประโยชน์จากโครงสร้างพื้นฐานดังกล่าวได้เช่นกัน
นายสุชาติ ธาดาดำรงเวช ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย อภิปรายว่า เห็นด้วยที่มีการออกกฎหมายควบคุมหลักทรัพย์ที่ไม่ใช่กระดาษ แต่มีข้อห่วงใยเรื่องความรวดเร็วของการกำกับดูแลตลาดหลักทรัพย์ ตลาดเงิน และความเชื่อมั่นต่อหน่วยงานกำกับดูแล เนื่องจากในช่วงปี 2565-2568 เกิดปัญหาอื้อฉาวหลายกรณี ทำให้นักลงทุนถอนทุนไปที่อื่น เช่น กรณีบริษัท STARK ที่สร้างความเสียหายประมาณ 15,000 ล้านบาท เป็นเรื่องความไม่สุจริตของผู้ที่เข้ามาขอจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์และดำเนินการมาหลายปี แต่ความไม่แน่ใจและการไม่ตัดสินใจทำให้เกิดปัญหาขึ้น แม้กระทั่งตัวการก็ยังหลบหนีไปต่างประเทศได้
นายสุชาติ กล่าวต่อว่า ยังมีกรณีบริษัท MORE ที่มีการยืมเงินบริษัทนายหน้าซื้อขายหุ้น สร้างความเสียหายเป็นพันล้านบาท รวมถึงกรณีบริษัท JKN จึงเห็นว่าถึงเวลาที่ต้องกลับมาแก้ไขกฎหมายและดูวิธีการบริหารงานของระบบ โดยจำเป็นต้องมีความโปร่งใสอย่างมาก หากมีปัญหาปรากฏตามหน้าสื่อ ตลาดหลักทรัพย์ควรต้องมีการดำเนินการอย่างรวดเร็ว ซึ่งตนไม่แน่ใจว่ากฎหมายเดิมสามารถทำได้หรือไม่ หากทำไม่ได้ก็ควรแก้ไขหรือออกระเบียบตามกฎหมายเหล่านั้นให้มากขึ้น โดยต้องมีการดำเนินการให้เร็วขึ้นกว่านี้
นายสุชาติ กล่าวว่า ในช่วงปีที่ผ่านมา ปัญหาเหล่านี้ได้ทำลายความเชื่อมั่นของผู้ลงทุนทั้งต่างประเทศและคนไทย จะเห็นว่าตลาดหลักทรัพย์ไทยตกต่ำและไม่สามารถฟื้นตัวได้ นักลงทุนหนีไปหมด นอกจากปัญหาเศรษฐกิจไม่เติบโตจากมาตรการของรัฐบาลในอดีตแล้ว ยังมีปัญหาในตลาดเงินและตลาดทุนที่ไม่สามารถสร้างความเชื่อมั่นให้ผู้ลงทุน ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญ เพราะตลาดทุนเป็นตลาดทรัพย์สินที่จะนำมาซึ่งความเจริญรุ่งเรืองของประเทศ จึงขอให้มีการบริหารจัดการที่รวดเร็วขึ้น เพื่อสร้างความเชื่อมั่น เช่นเดียวกับหลายประเทศที่เจริญแล้ว ทั้งสหรัฐอเมริกาและประเทศตะวันตกที่สามารถจัดการได้รวดเร็ว
นายสุชาติ ยังกล่าวถึงกรณีที่มีคนจากกลุ่มทุนเทาสามารถเข้าไปเป็นกรรมการของตลาดหลักทรัพย์ และสามารถเข้าไปเปลี่ยนแปลงหรือรับรู้ข้อมูลล่วงหน้าได้ ซึ่งในกฎระเบียบต่างๆ ยังไม่มีการตรวจสอบคัดกรองไม่ให้บุคคลที่ไม่โปร่งใสเข้ามา ดังนั้น ควรมีการออกระเบียบหรือกฎหมายให้สามารถคัดเลือกและคัดกรองไม่ให้บุคคลที่มีปัญหาเข้ามา เพราะจะทำลายความเชื่อมั่นของตลาดทรัพย์สินของประเทศ
ด้านนายอนุสรณ์ ธรรมใจ ส.ส.กทม. พรรคประชาชน อภิปรายว่า เป็นเรื่องน่ายินดีที่ผู้บริหารเห็นความสำคัญของเรื่องนี้ เพราะการเปลี่ยนแปลงและความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีส่งผลกระทบหลายเรื่อง โดยเฉพาะตลาดเงิน ดังนั้น การแก้ไขกฎหมายฉบับนี้ในหมวดสำคัญที่เกี่ยวข้องกับธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์ จึงเป็นการตอบสนอง เพิ่มความสามารถในการแข่งขันของตลาดทุนไทย และเป็นประโยชน์ต่อธุรกิจและนักลงทุน
นายอนุสรณ์ กล่าวว่า อย่างไรก็ตาม มีข้อสังเกตว่า การแก้ไขครั้งนี้เป็นการแก้ไขเฉพาะในหมวดที่เกี่ยวข้องกับธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์ แต่เมื่อแก้ไขตรงนี้แล้ว จะต้องเชื่อมโยงกับส่วนอื่นของพระราชบัญญัติ จึงจะเกิดประโยชน์สูงสุด เพื่อให้กฎหมายสามารถรองรับผลิตภัณฑ์นวัตกรรมทางการเงินใหม่ๆ และธุรกรรมต่างๆ ได้ดีขึ้น มีความมั่นคงปลอดภัย สร้างความมั่นใจในการลงทุนในตลาดหุ้นและตลาดทุนไทย ให้มีมาตรฐานสากล และไม่ถูกหลอกลวงฉ้อโกงด้วยผลิตภัณฑ์และนวัตกรรมทางการเงินที่มีความซับซ้อนมากขึ้นจากเทคโนโลยี ดังนั้น ต้องพิจารณาแก้ไขปรับปรุงหมวดอื่นๆ ให้สอดรับกันทั้งร่าง เพื่อประโยชน์สูงสุด
นายอนุสรณ์ ยกตัวอย่างหมวด 3 เรื่องการเสนอขายหลักทรัพย์ต่อประชาชน หรือการบริหารกิจการของบริษัทที่ออกหลักทรัพย์ ว่าควรเพิ่มเติมให้ครอบคลุมหลักธรรมาภิบาลของบริษัทจดทะเบียน และการลงทุนในหลักทรัพย์อิเล็กทรอนิกส์ รวมถึงการป้องกันการกระทำอันไม่เป็นธรรม ควรห้ามพฤติกรรมที่อาจเกิดขึ้นเสมอในตลาดการลงทุนและตลาดการเงิน เช่น การใช้ข้อมูลภายใน ซึ่งเกิดขึ้นตลอดเวลาในตลาดทุนไทย และเป็นปัญหาเอาเปรียบนักลงทุนส่วนใหญ่ โดยเฉพาะรายย่อย การปั่นราคาหลักทรัพย์ เช่น กรณีหุ้น MORE การฉ้อโกง การเผยแพร่ข้อมูลเท็จ และการใช้บัญชีผู้อื่นเพื่อปกปิดตัวตน ซึ่งผู้ที่เกี่ยวข้องต้องบังคับใช้กฎหมายให้ดีเพื่อให้เกิดความเชื่อมั่นต่อนักลงทุน
นายอนุสรณ์ กล่าวต่อว่า ส่วนการถือหลักทรัพย์เพื่อครอบงำกิจการ หรือการเทกโอเวอร์ ที่กำหนดเกณฑ์การรายงานเมื่อถือหลักทรัพย์ถึงร้อยละ 5 และบังคับทำคำเสนอซื้อทั้งหมดเมื่อถึงร้อยละ 25 จะมีการปรับอย่างไร หรือสร้างกลไกระบบเพื่อไม่ให้เกิดการเทกโอเวอร์โดยทุนเทาเข้ามายังตลาดหลักทรัพย์ กรณีที่เห็นล่าสุดคือ บมจ.บางจาก ถูกทุนเทานำเงินมาฟอกโดยการเข้ามาถือหุ้น ซึ่งเป็นเรื่องใหญ่ ทำให้ตลาดหลักทรัพย์สูญเสียความเชื่อมั่น จึงต้องมีกลไกส่งสัญญาณเตือนเรื่องเหล่านี้ต่อนักลงทุนและเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องทั้งหมด กฎหมายนี้จะต้องมีมาตรฐานที่ดีขึ้น
นายอนุสรณ์ กล่าวว่า ที่ผ่านมา มีความพยายามเข้าครอบงำแบบไม่ถูกกฎหมาย ผิดจริยธรรม หรือแม้กระทั่งมีเงินเทา เงินสกปรก พยายามเข้ามาครอบงำเทกโอเวอร์ ซึ่งเกิดขึ้นแล้วและอาจเกิดขึ้นในอนาคต จึงจำเป็นต้องระมัดระวังอย่างยิ่ง โดยเฉพาะหากเปิดทางเรื่องธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์และธุรกรรมที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีการเงินใหม่ๆ จะยิ่งทำให้เรื่องนี้ง่ายขึ้น จึงต้องมีกฎเกณฑ์ที่รัดกุม
นายอนุสรณ์ กล่าวอีกว่า ปัญหาหนึ่งที่เกิดขึ้นคือ เมื่อมีการฉ้อโกง การอายัดทรัพย์สินมีความล่าช้ามาก ปัจจุบันตามมาตรา 267 กำหนดว่า ก.ล.ต. ต้องได้รับความเห็นชอบจากบอร์ดก่อนจึงจะอายัดได้ในกรณีเร่งด่วน กระบวนการประชุมของบอร์ดทำให้ล่าช้าหลายวัน ระหว่างนั้นผู้กระทำผิดสามารถโอนและซุกซ่อนทรัพย์สินได้ ดังนั้นควรแก้มาตรานี้ให้รัดกุมและฉับไวมากขึ้น เพื่อให้สามารถอายัดทรัพย์สินและนำมาคืนผู้เสียหายได้
นายอนุสรณ์ ยังกล่าวว่า ก.ล.ต. ยังถูกแทรกแซงโดยผู้มีอำนาจ ผู้ที่ดำรงตำแหน่งเหล่านี้ต้องเป็นผู้มีความรู้ความสามารถ เป็นคนดี มีธรรมาภิบาล ยืนหยัดในหลักการ แม้มีอำนาจทางการเมืองมาแทรกแซงก็ต้องยืนหยัดในความถูกต้อง และต้องมีความกล้าหาญทางจริยธรรม ไม่เช่นนั้นประเทศไปไม่รอด ควรเพิ่มบทบัญญัติให้ ก.ล.ต. สามารถใช้คำสั่งศาลแบบฝ่ายเดียวโดยไม่แจ้งให้ผู้ถูกอายัดทราบล่วงหน้า ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญในคดีที่ต้องป้องกันความลับเด็ดขาด ไม่ทำให้ทุนเทารู้ตัวเสียก่อน
นายอนุสรณ์ ยกตัวอย่างว่า สิงคโปร์มี Monetary Authority of Singapore (MAS) ที่ได้รับการขยายอำนาจในการสอบสวน เพิ่มความสามารถในการรวบรวมหลักฐานและเข้าตรวจสอบสถานที่โดยไม่ต้องมีหมายศาล ทำให้การตอบสนองต่อวิกฤตรวดเร็วขึ้น ผู้ที่ถูกฉ้อโกงก็จะได้เงินคืน ขณะที่หลายกรณีในไทยยังไม่ได้รับเงินคืน เช่น กรณี STARK ส่วนอังกฤษ Financial Conduct Authority (FCA) ใช้อำนาจของคำสั่งศาลเพื่อปกป้องทรัพย์สิน และมีระบบแบ่งเงินที่ยึดได้คืนให้หน่วยงาน เพื่อสร้างแรงจูงใจในการไล่ล่าทุนเทา
นายอนุสรณ์ กล่าวว่า สิ่งที่ประเทศไทยต้องมีคือการตรวจสอบวิเคราะห์สถานะขั้นสูง ซึ่งปัจจุบัน พ.ร.บ.หลักทรัพย์ฯ ยังไม่มีบัญญัติเกี่ยวกับเรื่องนี้ ตนขอเสนอให้เพิ่มเติม โดยไม่ควรตรวจสอบกิจการเฉพาะตอนทำ IPO เท่านั้น แต่ควรตรวจสอบกลุ่มที่มีความเสี่ยงต่อการฟอกเงิน ซึ่งอาจมาในรูปธุรกรรมขนาดใหญ่ผิดปกติ นักลงทุนต่างชาติที่ใช้บริษัทบังหน้า ไม่มีการประกอบธุรกิจจริง ใช้บริษัทเหล่านี้ถือหุ้นเปลี่ยนแปลงหลายชั้น รวมถึงบุคคลที่มีความเชื่อมโยงทางการเมืองในหลายประเทศ ซึ่งต้องได้รับการตรวจสอบเป็นพิเศษ เพราะบุคคลเหล่านี้มีอำนาจ แม้ในหลักการ หากนักการเมืองยึดหลักธรรมาภิบาลก็จะไม่ใช้อำนาจในทางมิชอบ แต่บุคคลเหล่านี้ต้องได้รับการตรวจสอบเป็นพิเศษ และควรเขียนไว้ในกฎหมายให้ชัดเจน
นายอนุสรณ์ กล่าวด้วยว่า หลายกรณีที่ทุนเทาเข้ามาเทกโอเวอร์บริษัทจดทะเบียน หรือซื้อทรัพย์สินในไทย มีการใช้นอมินี ขณะที่สังคมไทยยังไม่มีการตรวจสอบหรือบังคับใช้กฎหมายที่เข้มแข็ง นอกจากนี้ควรให้มีการคุ้มครองและให้รางวัลผู้แจ้งเบาะแส ซึ่งหลายประเทศดำเนินการแล้ว และอยากให้เขียนเพิ่มเข้าไป เพราะจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง โดยเฉพาะในโลกดิจิทัลที่มีความเสี่ยงต่อการทำธุรกรรมที่ไม่ถูกต้อง
นายภัณฑิล น่วมเจิม ส.ส.กทม. พรรคประชาชน อภิปรายว่า ร่างกฎหมายฉบับนี้เป็นการรองรับบริษัทหลักทรัพย์อิเล็กทรอนิกส์ หรือการถือครองผ่านผู้ให้บริการและฝากทรัพย์สิน แต่ยังไม่เพียงพอ เพราะในตลาดทุนจริง ชื่อที่ปรากฏในระบบอาจเป็นผู้ให้บริการรับฝากทรัพย์สิน และอาจมีบุคคลอื่นถือแทนอีกหลายชั้น ดังนั้น ชื่อที่เห็นในทะเบียนไม่ได้เท่ากับเห็นเจ้าของตัวจริง หากหลักทรัพย์ถูกถือผ่านตัวกลาง ก.ล.ต. จะเข้าถึงข้อมูลของผู้ถือผลประโยชน์ที่แท้จริงได้จากกลไกใด ต้องไล่ข้อมูลกี่ชั้น ใช้เวลากี่ชั่วโมงหรือกี่วัน หากทรัพย์เคลื่อนเร็ว แต่รัฐยังเห็นเพียงชื่อหน้าฉาก ไม่เห็นคนที่อยู่หลังหลักทรัพย์นั้น ระบบใหม่ก็อาจเป็นเพียงการเปลี่ยนม่านบางกระดาษให้กลายเป็นม่านบังดิจิทัล ตลาดทุนที่ทันสมัยต้องไม่ใช่ทันสมัยแค่ชื่อ แต่ต้องเห็นตัวจริงด้วย
นายภัณฑิล กล่าวว่า หากมีเหตุอันควรเชื่อว่าหลักทรัพย์อิเล็กทรอนิกส์กำลังถูกย้ายโอนเพื่อหลบเลี่ยงความผิด ผู้ให้บริการรับฝากทรัพย์สินต้องทำอะไรทันที ต้องระงับการโอนหรือไม่ ต้องรักษาบันทึกธุรกรรมและหลักฐานอิเล็กทรอนิกส์อย่างไร ต้องรายงาน ก.ล.ต. ภายในกี่ชั่วโมง และหากเกี่ยวข้องกับต่างประเทศ คำสั่งของไทยจะมีผลเกี่ยวข้องได้จริงหรือไม่ คนที่อยู่ใกล้ที่สุดและเห็นความเคลื่อนไหวก่อนที่สุดไม่ควรมีหน้าที่เพียงรับฝากทรัพย์เท่านั้น แต่ต้องเป็นด่านแรกในการรักษาทรัพย์ของผู้ลงทุนด้วย กฎหมายลำดับรองจึงต้องตอบให้ได้ว่าใครมีหน้าที่หยุดการโอนใด ใช้เกณฑ์อะไร และหากปล่อยให้ทรัพย์ถูกยักย้าย ทั้งที่ควรป้องกันได้ ใครต้องรับผิดชอบ
นายภัณฑิล กล่าวต่อว่า ก.ล.ต. มีอำนาจรักษาทรัพย์ในกรณี STARK โดยใช้อำนาจตามมาตรา 267 ยึดอายัดทรัพย์สินของผู้ถูกกล่าวหาชุดแรก 10 ราย และระบุมูลค่าหนี้สินบริษัทมากกว่า 38,000 ล้านบาท พร้อมพฤติการณ์อันเชื่อได้ว่ามีการยักย้ายหรือจำหน่ายสินทรัพย์ออกไป ดังนั้น ในระบบหลักทรัพย์อิเล็กทรอนิกส์ อำนาจที่มีอยู่จะทำงานเร็วพอหรือไม่ เพราะคนที่เห็นพฤติกรรมผิดปกติก่อนอาจเป็น ก.ล.ต. จากวันที่เห็นพิรุธถึงวันที่ทรัพย์ถูกหยุดจริงต้องผ่านขั้นตอนใดบ้าง ประสานกี่หน่วยงาน ต้องตอบให้ได้ว่าแนวทางอยู่ที่ใดและสอดสัมพันธ์กับระบบอิเล็กทรอนิกส์อย่างไร หากจะมีอำนาจสอบสวนเฉพาะทางหรือมาตรการเร่งด่วน ต้องมีการตรวจสอบ มีสิทธิร้องคัดค้าน และคุ้มครองบุคคลสุจริต แต่หากทรัพย์เคลื่อนได้ในระดับนาที ขณะที่กระบวนการรัฐเคลื่อนในระดับสัปดาห์ ความยุติธรรมที่มาถึงหลังหลักทรัพย์หายไปแล้ว ไม่ใช่การคุ้มครองผู้ลงทุนที่เพียงพอ
นายภัณฑิล กล่าวว่า ตนเข้าใจว่าในหลักการที่เสนออาจไม่ครอบคลุมทั้งหมด และไม่ได้กล่าวหาว่าหลักทรัพย์อิเล็กทรอนิกส์ทำให้เกิดการยักย้ายโดยตัวของมันเอง แต่เมื่อถูกขายเปลี่ยนเป็นเงินและไหลไปยังธนาคาร สินทรัพย์ดิจิทัล แพลตฟอร์มนอกประเทศ หรือบุคคลที่สามอย่างรวดเร็ว ปัญหาคือ ก.ล.ต. เห็นธุรกรรมหลักทรัพย์ ธนาคารเห็นเส้นทางเงิน ปปง. เห็นความเสี่ยงด้านฟอกเงิน ตำรวจหรือ DSI เห็นคดีอาญา หากเงินออกนอกประเทศจะต้องพึ่งพาความร่วมมือระหว่างประเทศ หากทุกหน่วยงานเห็นเพียงคนละช่วงแต่ไม่มีเจ้าภาพที่เห็นเส้นทาง ผู้เสียหายอาจเหลือเพียงคำว่า “อยู่ระหว่างประสานงาน” ทั้งที่ทรัพย์อาจหายไปแล้ว
นายจุติ ไกรฤกษ์ ส.ส.พิษณุโลก พรรคภูมิใจไทย อภิปรายว่า ร่างกฎหมายดังกล่าวเป็นเรื่องที่ดี แต่ไทยยังตามหลังต่างประเทศอีกมาก หากเปรียบเทียบคือ เรามีสินทรัพย์ดิจิทัลเป็นสินค้าใหม่และฉีดสเตียรอยด์ หากตลาดขาดธรรมาภิบาลจะไปไม่รอด สิ่งที่รัฐบาลต้องการ คือทำให้เกิดความทันสมัย และปราบทุจริตในตลาดทุนในเวลาเดียวกัน
นายจุติ กล่าวว่า ปัจจุบันตลาดทุนสามารถระดมทุนได้ 6 ล้านล้านบาท มากกว่างบประมาณแผ่นดินต่อปีของรัฐบาล ขณะที่จีดีพีประเทศมี 16 ล้านล้านบาท และหุ้นในตลาดทุนที่ ก.ล.ต. กำกับมีมูลค่า 18 ล้านล้านบาท ดังนั้น หากใช้พลังในการแก้ไขให้การกำกับตลาดทุนโดย ก.ล.ต. ดีขึ้นและมีธรรมาภิบาล จะสามารถสร้างผลประโยชน์ให้ประเทศมหาศาล รัฐบาลไม่จำเป็นต้องขาดดุลปีละ 7 แสนล้านบาท แต่สามารถใช้ตลาดทุนสร้างงาน สร้างอาชีพใหม่ และพัฒนาเศรษฐกิจประเทศได้อย่างดี
“วันนี้สิ่งที่ ก.ล.ต. ขาดคือการใส่ธรรมาภิบาลในทุกจุดของร่าง พ.ร.บ. เพื่อตามโจรให้ทัน ทั้งนี้ธรรมาภิบาลคือสิ่งขับเคลื่อนตลาดทุน ไม่ใช่สินค้า ธรรมาภิบาลไม่ใช่ดัชนีสมมติ แต่สามารถอ่านค่าเป็นต้นทุนการเงินที่แท้จริงได้ และธรรมาภิบาลไม่ใช่แค่จริยธรรม แต่มีความจำเป็นและสำคัญต่อกฎหมาย ดังนั้น สิ่งที่ต้องปรับปรุงในร่างกฎหมายคือการติดอาวุธให้ ก.ล.ต. สร้างธรรมาภิบาลและอำนาจทางกฎหมายในทุกจุดที่สามารถทำได้ ควรตั้งศาลพิเศษเพื่อพิจารณากรณีที่สร้างความเสียหายมูลค่าสูงและมีผู้ได้รับผลกระทบจำนวนมาก นอกจากนั้น ต้องทำกฎหมายติดเขี้ยวเล็บให้ ป.ป.ช. ธปท. และ ปปง. เพื่อให้การบังคับใช้เด็ดขาด ไม่ใช่แค่โทษปรับเท่านั้น และสามารถปราบปรามผู้ทุจริตต่อนักลงทุนได้รวดเร็ว ทั้งนี้ในคดีที่เกี่ยวข้องพบว่าใช้เวลาเร็วสุด 13 เดือนจึงนำตัวคนผิดขึ้นศาลได้ แต่โลกเทคโนโลยีดิจิทัลใช้เวลา 5 นาที กดปุ่มย้ายสินทรัพย์ไปต่างประเทศแล้ว” นายจุติ กล่าว
ทั้งนี้นางพรอนงค์ บุษาตระกูล เลขาธิการ ก.ล.ต. ชี้แจงว่า ร่างกฎหมายที่เสนอต่อสภาฯ มีหลักการและสาระสำคัญเพื่อปรับปรุงกฎหมายหลักทรัพย์ให้รองรับการออกและการทำธุรกรรมเกี่ยวกับหลักทรัพย์อิเล็กทรอนิกส์ได้อย่างสมบูรณ์ และนอกจากประโยชน์ในด้านต่างๆ ขอให้ความมั่นใจว่า ประโยชน์ของร่างกฎหมายจะตกถึงประชาชน รวมถึงผู้ระดมทุนทุกขนาด โดยเฉพาะขนาดเล็ก เอสเอ็มอี และประชาชนที่เข้าถึงตลาดทุนไทยในยุคเศรษฐกิจดิจิทัล
นางพรอนงค์ ชี้แจงต่อว่า สาระสำคัญของร่างกฎหมายกำหนดให้หลักทรัพย์บางประเภทสามารถออกได้โดยวิธีทางอิเล็กทรอนิกส์ โดย ก.ล.ต. จะประกาศกำหนดประเภท ทั้งนี้ ก.ล.ต. จะพิจารณาจากความพร้อมของผู้มีส่วนได้เสีย และเปิดรับฟังความเห็นก่อนการออกกฎระดับรองและหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้องต่อไป ดังนั้น ประเด็นความปลอดภัยและความรู้ของผู้เกี่ยวข้อง จะกำหนดไว้ในกฎระดับรองและหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้การแก้ไขสอดคล้องกับบริบทของเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงไปได้ง่าย ระยะแรกอาจพิจารณาจากหลักทรัพย์ที่มีความพร้อมและลักษณะเหมาะสมก่อน เช่น ตราสารหนี้ โดยจะนำระบบอิเล็กทรอนิกส์มาใช้ช่วยลดต้นทุน และเพิ่มความสะดวกในการเข้าถึงของประชาชนในวงกว้าง
“ร่างกฎหมายดังกล่าวไม่ใช่การสร้างสินทรัพย์ดิจิทัลประเภทใหม่ แต่ทำให้หลักทรัพย์ตามกฎหมายหลักทรัพย์ เช่น หุ้น ตราสารหนี้ หรือหน่วยลงทุน สามารถออกหรือทำธุรกรรมในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ได้ โดยอยู่ภายใต้การกำกับของกฎหมายหลักทรัพย์และตลาดทุน ส่วนประเด็นที่มีการอภิปรายถึงการสร้างความเชื่อมั่นและความไว้วางใจผ่านการบังคับใช้กฎหมายให้มีประสิทธิภาพและรวดเร็ว ดิฉันในฐานะเลขาธิการ ก.ล.ต. ขอให้คำมั่นว่า ก.ล.ต. เห็นเรื่องดังกล่าวสำคัญ ไม่ว่าหลักทรัพย์จะอยู่ในรูปแบบกระดาษหรืออิเล็กทรอนิกส์ และขอให้คำมั่นว่า สิ่งที่เป็นช่องว่างจะใช้กฎหมายแก้ไขโดยพลัน” นางพรอนงค์ กล่าว
ภายหลังสมาชิกอภิปรายแสดงความเห็นแล้ว ที่ประชุมมีมติรับหลักการร่างดังกล่าว ด้วยคะแนน 455 เสียง พร้อมตั้งคณะกรรมาธิการสามัญจำนวน 25 คน เพื่อพิจารณารายละเอียดต่อไป


