วงใน กทม.การันตี “อากง” มีบทบาทชี้เป็นชี้ตายตำแหน่งสำคัญ แฉหมดเปลือก “โพยลับ” แต่งตั้งข้าราชการ กทม. ชี้ตัวผู้ได้รับตำแหน่งสำคัญ ทำให้เกิดการตรวจสอบใน ก.พ.ค. จนนำไปสู่การร้องเรียน ป.ป.ช. ชี้บริหาร4 ปี มีแต่ทราฟฟี่ฟองดูว์ เน้นเจาะกินแต่โครงการเส้นเลือดฝอย แนะจับตาโครงการรถขยะไฟฟ้ากว่า 5 พันล้านที่รอผู้บริหารชุดใหม่ตัดสินใจ
แหล่งข่าวข้าราชการกรุงเทพมหานคร(กทม.) กล่าวถึงกรณีที่มีการออกมาเปิดโปงพฤติกรรมรับเงินวิ่งเต้นแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการในสังกัด กทม. จนนำไปสู่การยื่นฟ้องต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ตรวจสอบวินิจฉัยนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้สมัครรับเลือกตั้งผู้ว่า กทมฯ โดยยอมรับว่าเป็นข้อกล่าวหาที่มีมูล และเป็นเรื่องจริง เพียงแต่ไม่มีหลักฐาน ซึ่งต้องยอมรับว่าเรื่องแบบนี้เกิดขึ้นใน กทม.ทุกครั้งที่มีการสมัครคัดเลือกเพื่อแต่งตั้งในระดับที่สูงขึ้น โดยจะมีผู้หลักผู้ใหญ่ส่งชื่อสอดแทรกรายชื่อมาให้คณะกรรมการคัดเลือกฯพิจารณาทุกครั้งจริง แต่ครั้งนี้ผู้ที่ได้รับความไม่เป็นธรรมเขายื่นร้องเรียนเลยทำให้เรื่องแดงขึ้นมาในช่วงที่กำลังมีการเลือกตั้งผู้ว่า กทม.คนใหม่
แหล่งข่าวกล่าวว่า ตามขั้นตอนการพิจารณาตำแหน่งต่างๆตั้งแต่ระดับผู้อำนายการกองขึ้นไป ของ กทม. จะเริ่มจากคณะกรรมการคัดเลือกฯ กำหนดให้มีการเสนอประวัติ ศักยภาพ ผลงาน วิสัยทัศน์ฯ ประกอบการสัมภาษณ์ เมื่อได้คะแนนรวมทั้งหมดเรียงตามลำดับแล้ว จากนั้นจะส่งรายชื่อพร้อมคะแนนไปยังผู้ว่าฯกทม. เพื่อพิจารณา และมีการนำเข้าที่ประชุมบอร์ดที่มีผู้ว่า กทมฯเป็นประธาน หากไม่พอใจผลการคัดเลือกของคณะกรรมการฯ ก็จะให้“อากง”ส่งรายชื่อผ่านมาทางปลัด กทมฯ ให้คณะกรรมการคัดเลือกฯ ทำการแก้ไขคะแนนใหม่ ซึ่งทุกครั้งคณะกรรมการคัดเลือกฯ ก็ต้องทำตาม ถ้าไม่ทำก็อาจโดนเด้ง โดนโยกย้าย หรือไม่ก็บอนไซไม่ให้โต แต่ครั้งนี้ที่เป็นข่าวมีการเสนอรายชื่อผู้ที่ได้รับแต่งตั้งที่มีความอาวุโสน้อยกว่าคนอื่นมากกว่า 2 คน ในตำแหน่งผู้อำนวยการเขต และตำแหน่งหัวหน้าสำนักงานเลขาผู้ว่า กทม และ ผู้อำนวยการสำนักงานในสำนักต่างๆ จนเป็นเหตุให้คนที่หลุดไปต้องออกมาร้องเรียนตามที่เป็นข่าว
แหล่งข่าวระบุอีกว่า ราคาค่าซื้อขายตำแหน่งผอ.เขต 4 ล้านบาทนี้ถือว่าไม่แพงเลย ขนาดหัวหน้าฝ่ายโยธาเขตต่างๆ เขาเรียกกัน 5 โลขึ้นไป สำนักที่มีบทบาทมากหรือเกรดเอ เช่น สำนักโยธา สำนักการระบายน้ำ สำนักการจราจรและขนส่ง สำนักสิ่งแวดล้อม หรือฝ่ายโยธา ฝ่ายรายได้ ฝ่ายเทศกิจ ฝ่ายสิ่งแวดล้อม ฝ่ายรักษาฯ ของเขตต่างๆ ที่หารายได้ให้ ผอ.เขต ส่วนใหญ่ร้องเรียนมาก็ไม่มีหลักฐานไปจับได้คาหนังคาเขา อย่างโครงการจัดซื้อเครื่องออกกำลังกาย โครงการจัดซื้อเครื่องดนตรี โครงการเปลี่ยนหลอดไฟ LED ก็มีการแทรกแซง สุดท้ายข้าราชการ กทม.ที่เกี่ยวข้องกับการจัดซื้อ จัดจ้างก็ถูกลงโทษทางวินัยถึงขั้นโดนไล่ออก คนหนึ่งเครียดจัดถึงขั้นยิงตัวตาย มีการตั้งคณะกรรมการสอบสวนชุดหนึ่งขึ้นมาสอบพิจารณา โดย ผอ.สำนักงบประมาณก็โดนสอบด้วย สุดท้ายบอกไม่มีความผิด เบื้องหลังคือเพื่อดันขึ้นตำแหน่งรองปลัด กทม.และคาดว่าจะได้รับแต่งตั้งเป็น ป กทม. ปลายปีนี้ แต่บังเอิญติดถูกตรวจสอบเลยต้องฟอกขาวให้ก่อน จ่อรอแต่งตั้งหากผู้บริหารชุดนี้ได้กลับเข้ามาอีกครั้ง แต่เรื่องนี้มีการยื่นตรวจสอบใน ปปช.ด้วย เรื่องยังค้างอยู่ ปัญหาหลายเรื่องในกทม.เป็นเพราะข้าราชการระดับสูงปล่อยเกียร์ว่าง หลายคนรอขึ้นระดับปลัด รองปลัด ทำให้ไม่กล้ามีปากเสียง ปล่อยสมยอมกันไป และเบื้องหลังที่ 14 ผอ.เขต กับ 3 ตำแหน่งผู้ตรวจ ที่รวมตัวกันออกมายืนยันความโปร่งใสในการสอบแต่งตั้งครั้งนี้นั้น เป็นเพราะมีคำสั่งจาก ปร. มือขวาของ“อากง”สั่งให้ออกมาแก้ตัว เพื่อปัดไม่ให้ถึงตัวเอง
”เรื่องพฤติกรรมของ”อากงและ ปร.“ ที่แทรกแซงการแต่งตั้งข้าราชการเป็นที่เอื่อมระอาของคนใน กทม.ทั้งนั้น เวลามีการแต่งตั้งโยกย้ายก็จะเข้ามามีบทบาทมากสุดในการจะให้ใครขึ้น ใครย้าย แต่จะไม่ทิ้งใบเสร็จไว้ให้เป็นหลักฐาน แต่จะใช้วิธีเรียกไปพบ ผู้ว่าฯบอกไม่รู้ไม่เห็น เอาตามที่คณะกรรมการคัดเลือกฯเสนอนั้นไม่เป็นความจริง“
แหล่งข่าวกล่าวว่า 4 ปีของ กทม.ภายใต้การบริหารของนายชัชชาติ ไม่มีโครงการใหญ่ๆ ที่เป็นรูปธรรมเกิดขึ้นเลย ผู้บริหารการเมืองระดับรองผู้ว่าฯ บางคน ยังมีความเห็นในทางนโยบายที่ขัดแย้งกับ “อากง” ทำให้ ข้าราชการทำงานลำบาก มีแต่โครงการทราฟฟี่ ฟองดูว์ (Traffy Fondue) ที่อ้างมาเป็นผลงาน รวมถึงทีมผู้บริหารการเมืองหลายคนก็ไม่ต่างกัน เพราะเน้นหากินกับโครงการเส้นเลือดฝอย รองผู้ว่าฯบางคนทำหน้าที่หาเงินกับสำนักใหญ่ๆด้วยการชงตั้งโครงการเอง เอาบริษัทของพรรคพวกมาทำ แล้วกินเปอร์เซ็นต์ บางโครงการทำไปก่อนเบิกทีหลัง บางอันค่อยตั้งเรื่องจ้างตามมา ละที่น่าเสียดายคือ กทม.ต้องเสียเงินค่าโง่จ่ายให้ BTS โครงการจ้างเดินรถสายสีเขียว ทำให้เงินสะสมของ กทม.หมดไป เป็นเพราะดึงเรื่องไว้ไม่ยอมจ่าย จนในที่สุดถึงยอมจ่ายเพราะมีการตกลงกันระหว่าง ผู้บริหาร กทม และ BTS รวมทั้ง สก. โดยให้ สก.ทำท่าทีเร่งรัดให้มีการจ่ายหนี้ สุดท้ายก็มาแบ่งกินผลประโยชน์กัน
นอกจากนี้แหล่งข่าวในกทม. ยังแนะให้จับตาดูว่าหากทีมผู้บริหารชุดเดิมกลับมา ยังมีหลายโครงการที่มีการจับจ้อง เช่น โครงการเช่ารถขยะไฟฟ้ากว่า 5 พันล้านบาท ที่ขณะนี้ กทม.มีรถขยะอยู่ 1,700 กว่าคัน เป็นรถใช้เชื้อเพลิงดีเซล แต่จะให้เปลี่ยนเป็นรถไฟฟ้าทั้งหมด ทำให้ผู้ให้เช่ารายเดิมไม่ยินยอม มีการเสนอให้ทดลองใช้รถไฟฟ้าบางส่วนก่อน ก็ไม่เอา กลับจะดันบริษัทของพรรคพวกตัวเองเข้ามา และล็อคเสป็ก จึงทำเรื่องร้องไปที่ ป.ป.ช. จนทำให้โครงการนี้ต้องชะงัก เพราะเดินหน้าประกวดราคาไม่ได้ ผ่านไป 4 ปีแล้ว TOR ก็ยังไม่สำเร็จ แม้ ป.ป.ช จะเสนอผลการตรวจสอบไปยังคณะรัฐมนตรี(ครม.) จนมีการสั่งให้ กทม.และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง 5 หน่วยงาน โดยมีคณะกรรมการความร่วมมือป้องกันการทุจริต (ACC) มาร่วมพิจารณาและแก้ไข TOR ใหม่ โดยให้มีการแข่งขันเสรี แต่ก็ยังไม่มีการประกวดราคาใหม่ต้องรอให้ผู้บริหารชุดใหม่เข้ามาดำเนินการ ซึ่งคาดว่าโครงการนี้จะมีความล่าช้าอีกนาน จนต้องมีการเช่ารถขยะที่เป็นรถดีเซลรายเดิม ซึ่งจะได้รถเก่าที่มีอายุการใช้งานมากกว่า 8 ปี สภาพชำรุดมีขยะตกหล่นและน้ำขยะรั่วไหล สร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชนต่อไปอีก


