xs
xsm
sm
md
lg

เปิดยุทธการหลบหลังนารี “โจ-โบว์” ค่ายน้ำเงิน หวังกลบเรื่องเน่าจาก "จำเลย" ชุบตัวเป็นพระเอกลิเก! ** “หนู” นายกฯไทยหัวใจเขมร?!

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


มณฑานี ตันติสุข - ณัฏฐา มหัทธนา - พิพัฒน์ รัชกิจประการ -ไชยชนก ชิดชอบ
ข่าวปนคน คนปนข่าว


++ เปิดยุทธการหลบหลังนารี “โจ-โบว์” ค่ายน้ำเงิน หวังกลบเรื่องเน่าจาก "จำเลย" ชุบตัวเป็นพระเอกลิเก!

สำหรับคอการเมืองชั้นเซียน มองแวบเดียวก็รู้ว่า การเคลื่อนไหวบนโซเชียลถี่ๆ ของ มณฑานี ตันติสุข หรือ “โจ มณฑานี” อดีตดีเจยุค90 และ “โบว์ ณัฏฐา”น.ส.ณัฏฐา มหัทธนา นักเคลื่อนไหว และนักวิเคราะห์การเมือง นี่คือ ยุทธการเปลี่ยน “จำเลย”ให้เป็น “พระเอกลิเก” ของค่ายสีน้ำเงิน!

มณฑานี ตันติสุข
หลังจากวันก่อน “คนแจกงาน” ของพรรคภูมิใจไทยเปิดเกมใช้บริการ “โจ มณฑานี” โพสต์คอนเทนต์ “รีดไถ5ล้าน” โดยตระเตรียมการนัดแนะให้ “เสี่ยหนู-อนุทิน ชาญวีรกูล”นายกฯและรมว.มหาดไทย สวมบทเกรียนคีย์บอร์ด แวะไปคอมเมนต์ “อิอิ” ในเพจ “เจ๊โจ” จนโดนถล่มยับเรื่องวุฒิภาวะ พร้อมด้วย “โกเกี๊ยะ” พิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกฯและรมว.คมนาคม ที่เข้าไปคอมเมนต์ขอบคุณ สร้างค่าสร้างราคาให้ "เจ๊โจ" จากนั้น “โบว์ ณัฏฐา” ผู้ที่ทำงานให้พรรคภูมิใจไทยอยู่แล้ว ก็นำไปขยายต่อ

เรียกว่า แบ่งงานกันทำ ทำกันเป็นขบวนการ ส่วนจะเป็น “ปกติธุระ” หรือไม่ เดากันไม่ยาก

มาวันนี้ภาพชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ ว่า พรรคภูมิใจไทย ใช้วิธี "หลบหลังนารี" ผู้หญิงสองคน “โจ มณฑานี” และ “โบว์ ณัฏฐา” ดันมาเป็น “โล่มนุษย์” ตั้งป้อมท้าชนกับ “บ้านพระอาทิตย์” ของ “สนธิ ลิ้มทองกุล” แบบไม่กลัวเกรงต่อความจริง

ณัฏฐา มหัทธนา
ถามว่า “เนวิน ชิดชอบ” ผู้มีอิทธพลเหนืออนุทิน และ พรรคภูมิใจไทย ลงทุนส่งผู้หญิงสองคนมาเดินหน้าชนทำไม?

คำตอบง่ายมาก ก็เพื่อ “เบี่ยงเบนความสนใจ” และ “ชุบตัว” จากสารพัดตราบาปที่พรรคภูมิใจไทย และ เซฟ“ลูกนก” ไชยชนก ชิดชอบ ลูกชายตัวเองที่เกิดจากเมียคนก่อน ที่กำลังโดนสังคมรุมสกรัมจนอ่วมอรทัย อยู่ตอนนี้ไง

ถ้ากาง “บัญชีดำ” กันออกมา จะเห็นบาดแผลเหวอะหวะ ที่ค่ายสีน้ำเงินอยากให้คนลืมๆ นั้นมีหลายเรื่อง!

ลองมาไล่เรียงกันดูหน่อยว่า ก่อนหน้านี้ พรรคภูมิใจไทยตกเป็น “จำเลยสังคม” ในเรื่องอะไรบ้าง จนต้องรีบสร้าง “สตอรี่” ใหม่ขึ้นมากลบ

พิพัฒน์ รัชกิจประการ
เรื่องแรก “ไอ้โม่ง” กักตุนน้ำมัน ประชาชนตาดำๆ เดือดร้อนกันทั้งประเทศ กับวิกฤตน้ำมันแพงและขาดแคลน สปอตไลต์ทุกดวงส่องไปที่ “พิพัฒน์ รัชกิจประการ” จนมุมตอบสังคมไม่ได้

เรื่องที่สอง มหากาพย์ที่ดิน “เขากระโดง” ปมฮุบที่ดินการรถไฟ ที่บุรีรัมย์ เรื่องนี้เป็นแผลเรื้อรังที่คนสืบคนขุดทีไรก็เข้าตัวตระกูลชิดชอบ ทุกที

เรื่องที่สาม คดีฮั้ว สว. สายสีน้ำเงิน สภาสูงที่กวาดเก้าอี้มาแบบค้านสายตาประชาชน จนโดนยื่นตรวจสอบเรื่องกระบวนการล็อกสเปกฮั้วเลือกตั้ง

ไชยชนก ชิดชอบ
เรื่องล่าสุด โครงการ TH-AI พาสปอร์ต มูลค่า 1,621ล้าน บิ๊กโปรเจกต์ไอที ภายใต้การดูแลของ “ลูกนก-ไชยชนก ชิดชอบ” รมว.ดีอี ที่กำลังโดนตั้งคำถามหนาหู เกี่ยวกับความโปร่งใส และประเคนให้กลุ่มทุน “บอย สกาย” และ “บี-แพลนบี” นักธุรกิจที่ได้งานจากความสนิทชิดเชื้อกับพ่อ ไปแบบ “หวานเจี๊ยบ”

เพราะฉะนั้น ยุทธวิธี “ดาวกระจาย” แบ่งบทสองนารี จึงเกิดขึ้น

เรียกว่า พอแผลรอบตัวเริ่มอักเสบ ค่ายสีน้ำเงิน เลยต้องรีบตัดวงจรความสนใจของสังคมทันที โดยการส่ง “โจ-โบว์” มารับลูกต่อสลับฉาก

“เจ๊โจ” รับหน้าที่เปิดหน้าชกตรงๆ ตะโกนป่าวร้องเรื่อง “กระบวนการรีดเงินเดือนละ 5 ล้าน” โยนระเบิดใส่บ้านพระอาทิตย์ เพื่อเปลี่ยนภาพลักษณ์กลุ่มทุน PT และ รัฐมนตรีภูมิใจไทย จากคนล้มเหลว “น่าสงสัย” ให้กลายเป็น “เหยื่อผู้มีศักดิ์ศรี” ที่โดนรังแก-โดนรีดทรัพย์ (มุกโบราณ)

“โบว์ ณัฏฐา” สายซัปพอร์ตวิชาการ พอ “เจ๊โจ” เปิดสตอรี่ “โบว์” ก็ปรี่เข้ามาซ้ำ ด้วยลีลาพลิ้วไหวนุ่มนวล ชูหลักการจริยธรรมสื่อ เตือนสติสังคมไม่ให้คล้อยตามสื่อบางสำนัก เป็นการช่วยเพิ่มความชอบธรรม และเคลือบสารเคมีให้ข้อกล่าวหาเลื่อนลอยของ “เจ๊โจ” ดูมีน้ำหนักขึ้นมาทันที

จาก “จำเลย” สู่ “พระเอกลิเกผู้ถูกรังแก” นั่นเอง

สนธิ ลิ้มทองกุล
แบบนี้ไม่ให้เรียกว่าเป็นการเล่นลิเกโรงใหญ่ ระดับประเทศได้อย่างไร

ปั้นบทให้ “พิพัฒน์ -ไชยชนก ชิดชอบ” และพรรคภูมิใจไทย กลายเป็นพระเอกผู้น่าสงสาร เป็นคนรุ่นใหม่ตั้งใจทำงานแต่โดนกลั่นแกล้งรังแก ประชาชนเห็นแล้วแทบอยากจะซับน้ำตาให้ แหม...ช่างน่าเวทนาเสียเหลือเกิน!

แต่โบราณเขาว่าไว้อย่ากระตุกหนวดเสือถ้าใจไม่ถึงพอ การใช้ผู้หญิงสองคนมาเป็นโล่มนุษย์กำบังแผลเน่าทางการเมือง แล้วปล่อยข่าวดิสเครดิตบ้านพระอาทิตย์ตรงๆ แบบนี้ วงในกระซิบมาว่า “สนธิ” ไม่ได้มองแค่ “เด็กรับงาน” สองคนนี้หรอก แต่จะเปิด “ความจริงที่มีหนึ่งเดียว”ไปที่ “คนแจกงาน” หลังม่านด้วย!

ต้องมาดูกันว่า โล่มนุษย์คู่นี้ จะทานทนแรงกระแทกจากความจริงได้แค่ไหน หรือสุดท้ายแล้วค่ายสีน้ำเงิน จะต้องหอบผ้าหอบผ่อนหนีตาย ทิ้งให้สองนารี กลายเป็นแพะรับบาปเฝ้าโรงลิเกร้าง... อิอิ ทายกี่ทีก็ถูก จริงมั้ยหนู !.

อนุทิน ชาญวีรกูล จับมือกับฮุน มาเนต
++ “หนู” นายกฯไทยหัวใจเขมร?!

ภาพ “อนุทิน ชาญวีรกูล” นายกรัฐมนตรีของไทย ยิ้มร่าจับมือกับ “ฮุน มาเนต” นายกรัฐมนตรีกัมพูชา เป็นภาพที่มีการพูดถึงมากที่สุด ในช่วงการเยือนเวียดนามครั้งนี้ ก็ว่าได้

เป็นภาพที่คนไทยส่วนใหญ่เห็นแล้วต่างบอกว่า “รับไม่ได้โว้ย” แม้ใจหนึ่งจะบอกว่า เป็นการจับมือกันตามมารยาท ที่ผู้นำของประเทศได้พบกัน

แต่ด้วยสีหน้าท่าทาง อากัปกิริยา ของ“อนุทิน” นั้นมันเว่อร์ เหมือน “เพื่อนเก่าได้เจอกัน” ทั้งๆ ที่ปัญหาระหว่างประเทศยังคุกรุ่น เพิ่งใช้อาวุธปะทะกันไปสองรอบ การเจรจาปัญหาชายแดนยังไม่คืบ สถานการณ์ทางทหารยังถูกฝ่ายกัมพูชายั่วยุอยู่ตลอด และยังไม่รู้ว่า การปะทะรอบที่สาม จะเกิดขึ้นเมื่อไร

มันจึงเป็นเรื่องที่ “เร็วเกินไป” ที่จะจับมือคืนดี เมื่อเทียบกับความรู้สึกของคนไทยที่ยังมีบาดแผลจากเหตุปะทะตามแนวชายแดน และการบาดเจ็บ สูญเสียกำลังพลของไทย

มิหนำซ้ำช่วงที่ผ่านมา ท่าทีของ “ฮุน มาเนต” ที่ได้แสดงออกในเวทีโลก ยังมีท่าทีแข็งกร้าวต่อไทยในหลายประเด็น

แต่ท่าทีของนายกฯไทย กลับดูเหมือนอยากพูดคุย หรือพร้อมที่จะเจรจาปรองดอง

ภาพที่เห็นไม่เพียงครอบครัวทหาร หรือครอบครัวผู้ที่ได้รับความสูญเสียจะรับไม่ได้ แม้แต่ประชาชนทั่วไปเห็นแล้วก็อยาก “ถุยส์”

อย่างไรก็ตาม ถ้ามองตามหลักการทูตสากล การจับมือกันในระหว่างที่พบกันในเวทีระหว่างประเทศ ไม่ใช่เรื่องผิดปกติ เพราะผู้นำประเทศที่มีข้อพิพาทกัน ก็ทำเช่นนี้ให้เห็นเป็นประจำ

แต่ถ้ามองในเชิงการเมืองภายในประเทศ คำถามที่สำคัญกว่า คือ “จังหวะเวลา เหมาะสมหรือไม่”

เพราะการเมืองไม่ใช่แค่สิ่งที่ถูกต้องตามพิธีการ แต่ยังเกี่ยวกับอารมณ์ และความรู้สึกของประชาชนด้วย ภาพที่เห็นจึงถูกตีความว่า “เป็นมิตรเกินไป หรือเจ็บแล้วไม่จำ”

ขณะที่ “อนุทิน” ดูเหมือนจะไม่สนใจกับกระแสความรู้สึกของคนไทย เมื่อถูกสื่อถามถึงเรื่องนี้จึงตอบสวนว่า... “ไม่ให้เช็กแฮนด์ แล้วจะให้เช็กอะไร” และว่าก่อนการประชุมระดับผู้นำ จะมีห้องรับรองก่อนจะเดินขึ้นเวที ไม่ว่าใครจะเดินเข้ามา เราก็ต้องจับมือทักทาย เราก็ต้องให้เกียรติ ในฐานะความเป็นผู้นำของแต่ละประเทศ

การชี้แจงของ “อนุทิน” ครั้งนี้ ทำให้นึกถึงเมื่อช่วงปะทะครั้งแรก จากปัญหาเขตแดน โดยอนุทิน บอกว่าปัญหาพื้นที่ทับซ้อนนั้น ส่วนของกัมพูชาล้ำเข้ามาฝั่งไทยก็มี และส่วนของฝั่งไทยที่ล้ำไปฝั่งกัมพูชาก็มี หากจะแฟร์ ก็แฟร์ทั้งสองฝ่าย ถ้าตกลงกันได้แล้ว ถ้ามีของเราล้ำเข้าไป เราก็ต้องกลับมา...

ในสถานการณที่กำลังหน้าสิ่วหน้าขวาน การพูดเช่นนั้น ก่อให้เกิดกระแสตีกลับทันที พร้อมถูกตั้งคำถามว่า... ไหนลองบอกมาซิว่า ไทยไปรุกล้ำกัมพูชาตรงจุดไหนบ้าง ?

เป็นผู้นำที่นอกจาก “ไม่มีข้อมูล” แล้วยัง “ไม่มีหัวคิด” แต่ยังปากพล่อย อยากจะพูด!

เมื่อโดยถล่มหนักเข้า “อนุทิน” ก็งัดมุก“ขอโทษ” ออกมา โดยบอกว่าที่พูดเรื่อง ไทยรุกล้ำดินแดนกัมพูชา เป็นเพียงการยกตัวอย่าง ให้ต่างฝ่ายต่างทำตามข้อตกลงที่มีอยู่ ซึ่งพื้นที่ที่พูด หมายถึงพื้นที่อ้างสิทธิ์ หากทำให้เกิดความสับสนต้องขอโทษด้วย...

เรื่องการของโทษ หรือการบีบน้ำตา ต่อหน้าประชาชนนั้น คนที่รู้ทัน “อนุทิน” บอกว่า นั่นมันเป็นเพียงการ “เล่นลิเก” เรียกคะแนนสงสาร เพื่อเอาตัวรอดเท่านั้น

ไม่เชื่อก็ลองย้อนกลับไปเช็กดูได้ แค่ช่วงเวลาไม่กี่เดือนที่ “อนุทิน”เป็นนายกฯ ได้ขอโทษไปกี่เรื่อง ได้บีบน้ำตาไปกี่ครั้งแล้ว!