เมืองไทย 360 องศา
ระยะนี้ชายแดนไทยและกัมพูชากำลังถูกจับตามากขึ้น อาจเป็นเพราะได้พบเห็นความผิดปกติจากทั้งสองฝั่ง ฝ่ายไทยก็มีรายงานข่าวเรื่องการเปิดด่าน แม้ว่าจะได้รับการปฏิเสธอย่างเด็ดขาดออกมาจากทั้งฝ่ายรัฐบาล และฝ่ายกองทัพที่ดูแลความมั่นคงในพื้นที่ ขณะเดียวกันยังมีการรายงานให้เห็นภาพการเคลื่อนไหวด้านกำลังทหารและอาวุธหนักของฝ่ายกัมพูชาออกมา แต่ก็มีการปฏิเสธออกมาอีก
พร้อมกันนี้ ก็มีเรื่องที่ทางฝ่ายรัฐบาลกกัมพูชายื่นเรื่องใช้การประนอมภาคบังคับภายใต้อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล (UNCLOS) หลังจากที่ทางรัฐบาลไทยได้ยกเลิกเอ็มโอยู 44 ไปไม่นาน แม้ว่าตามขั้นตอนยังต้องมีกระบวนการอีกนาน และฝ่ายไทยก็ยืนยันไม่มีทางเสียเปรียบก็ตาม
อย่างไรก็ตามหลายที่เริ่มมองเห็นว่ามีโอกาสที่จะเกิดการปะทะในรอบที่ 3 โดยมีมุมมองและความเชื่อจากปัญหาภายในของกัมพูชา ภายใต้การควบคุมของ “ตระกูลฮุน” คือ ทั้ง นายฮุน เซน และ นายฮุน มาเนต เริ่มมีสภาพที่สั่นคลอนมากขึ้นเรื่อยๆ เริ่มจากความพ่ายแพ้จากการสู้รบกับไทยในรอบที่ 2 ทำให้ไทยสามารถยึดคืนดินแดนกลับมาได้เกือบทั้งหมด โดยเฉพาะในพื้นที่สำคัญ ประการต่อมาต่อเนื่องจากการสู้รบกับไทยทำให้เกิดปัญหาความสัมพันธ์ทำให้ไทยต้องปิดชายแดน ทำให้สินค้าข้ามแดน รวมไปถึงรายได้จากการสินค้าส่งออกและนำเข้ามามีปัญหา ไม่เว้นแม้กระทั่งบ่อนการพนันตามแนวชายแดน ที่ถือเป็นรายได้สำคัญก็มีปัญหา และที่สำคัญกัมพูชามีขนาดเศรษฐกิจขนาดเล็กยังต้องพึ่งพาไทย ยิ่งทำให้ปัญหาทุกอย่างซ้ำเติมเข้าไปอีก
ยิ่งสถานการณ์ยิ่งลากยาวก็ยิ่งทำให้ทุกอย่างเลวร้ายลง โดยเฉพาะในเรื่องเศรษฐกิจที่เกือบทั้งร้อยเปอร์เซ็นต์กัมพูชาพึ่งพาการนำเข้า แม้ว่ารัฐบาลกัมพูชาจะพยายามสร้างกระแสชาตินิยมต่อต้านไทย และแบนสินค้าไทย โดยหันไปนำเข้าสินค้าจากประเทศอื่น แต่ก็ย่อมมีต้นทุนที่สูงขึ้น และคนกัมพูชาไม่น้อยก็ไม่เคยชินกับสินค้าจากที่อื่น
แต่อย่างไรก็ดีสิ่งที่กัมพูชากำลังโดน โดยเฉพาะ “ฮุน เซน” ที่ไม่เคยโดนแบบนี้มาก่อน จนสร้างแรงสั่นสะเทือนต่อบัลลังค์อำนาจของพวกเขาก็คือ “พายุเศรษฐกิจ”ที่กำลังโหมกระหน่ำเข้าใส่แรงขึ้นเรื่อยๆ จากวิกฤติสงครามตะวันออกกลางที่เริ่มจาก “วิกฤติพลังงาน” จนกำลังกลายเป็นพายุเศรษฐกิจยืดเยื้อ เหมือนกับหลายประเทศที่กำลังเจอ ซึ่งประเทศไทยก็หนีไม่พ้นวิกฤติดังกล่าว เพียงแต่ว่าประเทศไทยมีขนาดเศรษฐกิจที่ใหญ่กว่า มีรากฐานที่หลากหลายกว่า ซึ่งเมื่อเทียบกับกัมพูชา พวกเขาเลวร้ายกว่าหลายเท่า
สิ่งที่มองเห็นก็คือ ตัวเลขนักท่องเที่ยวที่ทรุดตัวลงอย่างมาก การส่งออกที่ยังต้องเจอกับมาตรการทางภาษีจากสหรัฐที่เพิ่มขึ้น สินค้าเกษตร ที่ถือว่าเป็น “เสาหลัก” ที่ค้ำยันเศรษฐกิจกัมพูชาล้วนทรุดหนักทั้งสิ้น และที่ผ่านมาล้วนต้องพึ่งพาไทยเป็นสำคัญ ทั้งนักท่องเที่ยวจากเดิมที่ไทยเคยเป็นนักท่องเที่ยวอันดับหนึ่ง ไทยเป็นตลาดสินค้าเกษตร ปัญหาแรงงาน เศรษฐกิจ พลังงาน ล้วนต้องพึ่งพาไทย เอาเป็นว่าเมื่อมีปัญหากับไทยย่อมต้องมีผลกระทบหนักแน่นอน นี่ยังบวกกับวิกฤติเศรษฐกิจโลกที่ลากยาวไม่มีกำหนดก็ยิ่งกระอักเป็นสองเท่า
นั่นเป็นภาพผลกระทบทางเศรษฐกิจของกัมพูชาที่เริ่มมีภาพให้เห็นชัดเรื่อยๆ และแม้ว่าการ “สร้างกระแสชาตินิยม” ที่เคยเป็นไม้เด็ดของ ฮุนเซน จะเคยใช้ได้ผลเสมอกับการ “กลบปัญหา” บางอย่าง รวมไปถึงเมื่อใกล้ถึงเวลาเลือกตั้งก็มักจะใช้วิธีแบบนี้ แต่คราวนี้ดูเหมือนจะไม่ได้ผล เพราะปัญหาลากยาวเกินคาด และเหนือการควบคุม
และสิ่งที่ทำให้เห็นว่า โอกาสที่จะเกิดการปะทะรอบสามนั้นมีความเป็นไปได้ จากความเคลื่อนไหวของ นายฮุน เซน ที่กลับมากระตุ้นกระแสชาตินิยมขึ้นมาอีกครั้ง ล่าสุด เช้าวันอังคารที่ 9 มิถุนายน 2569 ได้เดินทางลงพื้นที่เยี่ยมเยียนและพบปะประชาชนผู้อพยพจากสงครามที่หมู่บ้านซึ่งรัฐบาลกัมพูชาสร้างเป็นศูนย์พักพิงชั่วคราว ในตำบลสลักกราม อำเภอสวายจิก จังหวัดบันเตียเมียนเจย
นายฮุน เซน ได้ตั้งชื่อศูนย์พักพิงชั่วคราวสลักกรามแห่งนี้ว่า “หมู่บ้านแห่งการรอคอย” (Village of Waiting) พร้อมยืนยันอย่างชัดเจนว่า แม้จะมีการสร้างหมู่บ้านแห่งนี้ขึ้น แต่กัมพูชาจะไม่ละทิ้งการเรียกร้องดินแดนกลับคืนมา และจะต้องดำเนินการทวงคืนต่อไป
นายฮุนเซนกล่าวว่า ในอดีตตนเองในฐานะนายกรัฐมนตรีเชื่อมั่นในอีกฝ่ายมากเกินไป จึงไม่ได้เตรียมพร้อมสำหรับสงคราม และไม่ได้ใช้งบประมาณจำนวนมากในการจัดซื้ออาวุธ โดยต้องการนำเงินไปพัฒนาด้านสังคม ทำถนน สะพาน สาธารณสุข และการศึกษา แต่เมื่อเกิดปัญหาขึ้น กลับพบว่ายุทโธปกรณ์ของกัมพูชามีไม่เพียงพอ เพราะไม่เคยคาดคิดว่าจะเกิดสงครามรุกรานที่ขยายตัวตลอดแนวชายแดน
นายฮุน เซน ประกาศว่า ดินแดนที่ทหารไทยกำลังยึดครองอย่างผิดกฎหมายจะต้องถูกทวงคืน แต่การทวงคืนนั้นมีเพียงสองแนวทาง คือ 1.การใช้กำลังทางทหาร 2.การเจรจาโดยสันติวิธี
นายฮุนเซนอ้างว่า กัมพูชาไม่ได้หมายความว่าไม่มีศักยภาพในการยึดดินแดนกลับคืนมา แต่หากเป็นฝ่ายเปิดฉากโจมตีก่อน ก็จะถูกกล่าวหาว่าละเมิดข้อตกลงหยุดยิง ดังนั้นกัมพูชาจำเป็นต้องอดทนและเลือกแนวทางการเจรจาอย่างสันติ
หากเลือกใช้กำลังทหารเพื่อยึดคืนดินแดนที่ไทยเข้ายึดครอง จะยิ่งทำให้การสู้รบขยายวงกว้างขึ้น แม้จะยึดคืนมาได้ก็อาจไม่สามารถรักษาพื้นที่ไว้ได้ เพราะจะเกิดการสู้รบตอบโต้กันไปมา คล้ายสถานการณ์ในฉนวนกาซา อิสราเอล และบางประเทศอื่น ๆ ซึ่งอาจกลายเป็นความขัดแย้งสืบทอดข้ามรุ่นต่อไป
นั่นคือภาพตัวอย่างความเคลื่อนไหวจากฝั่งกัมพูชา ที่ออกมาจาก “ศูนย์อำนาจแท้จริง” คือ นายฮุน เซน และยิ่งนับวันที่พวกเขาต้องเจอกับปัญหาเศรษฐกิจที่รุมเร้า รวมไปถึงปัญหาต่อเนื่องจากการที่ไทยยึดคืนดินแดนกลับมาได้ ก็ยิ่งกลายเป็นคำถามจากประชาชนและสูญเสียความเชื่อมั่นลงไปเรื่อยๆ ถึงได้บอกว่า เมื่อไม่มีทางเลือกอื่นก็อาจใช้วิธีปลุกกระแสชาตินิยมขึ้นมาใช้ซ้ำอีกครั้ง แม้ว่าจะมีความเสี่ยงมากกว่าทุกครั้งที่ผ่านมาก็ตาม !!


