xs
xsm
sm
md
lg

เป็นคนปาก...ที่เป็นนายกฯได้นิดหน่อย!? ..ถ้า “เสี่ยหนู” รู้ว่าใครรีด “พิพัฒน์-PT” ทำไมไม่แฉมาเลย ชาวบ้านถาม ทีเรื่อง “ไอ้โม่งน้ำมัน”ละเงียบกริบ! ** “ความเสื่อม” กำลังโหมถล่มรัฐบาลอนุทิน!

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



ข่าวปนคน คนปนข่าว

++ เป็นคนปาก...ที่เป็นนายกฯได้นิดหน่อย!? ..ถ้า “เสี่ยหนู” รู้ว่าใครรีด “พิพัฒน์-PT” ทำไมไม่แฉมาเลย ชาวบ้านถาม ทีเรื่อง “ไอ้โม่งน้ำมัน”ละเงียบกริบ!

แหม...ช่วงนี้หันไปทางไหนก็มีแต่เรื่องให้ชาวเน็ตได้ซี๊ดปาก โดยเฉพาะสมรภูมิบนโลกโซเชียล ที่สร้างคอนเทนต์โดย อดีต ดีเจยุค 90 ที่ผันตัวมาเป็นอินฟลูเอนเซอร์สายการเมือง อย่าง “โจ มณฑานี” ออกมาโพสต์ เมื่อวันที่ 7 มิถุนายน 2569 ที่ผ่านมาลงเฟซบุ๊กทำนองว่า… “รู้จากวงในมานานแล้วแต่เปิดเผยไม่ได้... มีกลุ่มคนดี๊ดีรุมขุด ‘คุณพิพัฒน์’ และเครือ PT เพื่อรีดเงินเดือนละ 5 ล้าน! แต่แกมีศักดิ์ศรี ไม่ยอมจ่าย คุณขิงต้องสู้กลับอย่ายอม!”


อุ๊ยตาย! ชงมาขนาดนี้ เจ้าตัวอย่าง “พิพัฒน์ รัชกิจประการ” ก็รีบเข้ามาคอมเมนต์นุ่มๆ ขอบคุณในมุมมอง ส่วน “เจ๊โจ” ก็อวยยศกลับว่า คนจริงไม่กลัวคำโกหก... สู้กันไปแบบหล่อๆ

แต่ที่ทำเอาชาวเน็ตพูดกันไปทั่ว ไม่ใช่เนื้อหาโพสต์ของ “เจ๊โจ” แต่เป็นคอมเมนต์ของ “เสี่ยหนู-อนุทิน ชาญวีรกูล” นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ที่วาร์ปมาโผล่กลางวง (ซึ่งไม่รู้ว่าอยู่ในเวลาราชการหรือไม่) พร้อมทิ้งระเบิดแบบทำนองหลุดขำ ว่า “อิอิ ทายกี่ทีก็ถูกว่าเป็นใคร”

ชาวเน็ตเห็นแล้วถึงกับกุมขมับ...ถามจริงท่านนายกฯ “ว่างมาก” จนมีเวลามานั่งไถโซเชียลคอมเมนต์ เชียวหรือ?

ก่อนหน้านี้ช่วงที่บินกลับจากฝรั่งเศส ยังทำ “คอนเทนต์”หล่อๆ บนเครื่องบินให้คนถ่ายภาพเขียนแคปชันในทำนอง “ขณะที่ผู้คนหลับไหล นายกฯไม่หลับไม่นอน นั่งทำงานตลอด”

แล้วที่มาคอมเมนต์ในเพจของ “เจ๊โจ” คือ อะไร? เวลาที่ควรเอาไปแก้ปัญหาปากท้องให้ประชาชนหายไปไหนหมด? แล้วภาษาที่ใช้ “อิอิ” ทำตัวเป็นวัยรุ่นเทสต์ดีเนี่ย... รู้หรือไม่ว่า สะท้อนถึงวุฒิภาวะคนเป็นผู้นำประเทศได้ดีแท้ๆ!


สังคมเขาเลยตั้งคำถามตัวโตๆ ว่า ถ้าท่านเป็นถึงนายกรัฐมนตรี มีข้อมูลวงในรู้หมดว่า “ไอ้โม่ง” คนไหนมารีดไถรัฐมนตรีในรัฐบาลตัวเอง ทำไมไม่สั่งดำเนินคดีตามกฎหมายล่ะ? มานั่งเล่นทายปัญหา แซะลมแซะแล้งในโซเชียลแบบนี้ ความน่าเชื่อถือของผู้นำประเทศมันจะเหลือตรงไหน?

ดูเหมือนว่า ค่ายพรรคน้ำเงินนี้ ถนัดเล่นลิเก-สร้างพล็อตพระเอก อยู่เสมอ

ถ้ายังจำกันได้ พล็อตแนวนี้เหมือนจะ เดจาวู เพราะ พรรคภูมิใจไทย เขาถนัดสร้างคอนเทนต์แนวนี้เหลือเกิน!

อย่างเช่น “ไชยชนก ชิดชอบ” ตอนเข้ารับตำแหน่ง รมว.ดีอี ก็แฉว่ามีคนวิ่งเต้นจะให้เงิน 40 ล้านต่อเดือน เพื่อให้ละเว้นเว็บพนันออนไลน์... แฉเสร็จแล้วไงต่อ? จนถึงวันนี้ก็ไม่บอกว่าเป็นใคร ปล่อยให้ลอยนวลหน้าตาเฉย

“ลูกนก” ของพ่อเนวิน ชิดชอบ รายเดียวกันนี้ก็เคยพูดตามกระแสรักชาติก่อนเลือกตั้งว่า จะยกเลิก MOU 43 ถ้าได้เป็นรัฐบาล... ตัดภาพมาตอนนี้เป็นไงล่ะ เงียบเหมือนป่าช้า!

มาถึงช่วงวิกฤตสงครามสหรัฐฯ-อิหร่านเริ่มต้น ประเทศมีปัญหาเรื่องน้ำมันขาดแคลน และแพง...ก็มีคำถามจากสังคมว่า ทำไมเงียบกันจัง ทั้ง “อนุทิน” และ รัฐบาล?


ทีเรื่องรีดไถล่ะรู้ดี ทายถูก... แต่ไอ้ประเด็น “ไอ้โม่งกักตุนน้ำมัน” ที่ทำเอาประชาชนตาดำๆ เดือดร้อนกันทั้งประเทศ ตอนนั้นทำไม “เสี่ยหนู” เงียบเป็นเป่าสาก?

ถ้า “อนุทิน” อยากทายปัญหานักล่ะก็... ลองทายดูไหมว่า คนทั้งประเทศเขาเล็งเป้าและโทษใครเรื่องน้ำมัน? ทายกี่ทีก็ถูก ว่าเขาโทษ “พิพัฒน์” นั่นแหละ “เสี่ยหนู” ละทายถูกไหม ?

สรุปว่า ถ้า“อนุทิน” มีหลักฐานก็แฉมาเลย ใครรีดไถ “โกเกี๊ยะ” และ PT ไม่งั้นมันก็เป็นแค่การพูดลอยๆ หรือ นิสัยของคนที่ชอบปล่อยข่าว หรือ สร้างเรื่องเพื่อดิสเครดิตคนอื่นไปวันๆ

โบราณเขาเรียก คนปากไว ปากพล่อย เล่นลิเกเก่ง ชอบสร้างคอนเทนต์ ที่ไม่เป็นประโยชน์ต่อชาติและประชาชน

อ้อ...หรือ “นายอนุทิน ชาญวีรกูล” เป็นได้ทุกอย่าง ยกเว้นเป็นนายกฯ ที่พึ่งพาได้... อัปเกรดจาก “หัวหน้าคณะลิเก”มาเป็นนายกฯ ได้นิดหน่อยก็ยังไม่ลืมเล่นลิเกตลอดเวลา..อิอิ.


++ “ความเสื่อม” กำลังโหมถล่มรัฐบาลอนุทิน!

วันที่ 31 มีนาคม 2569 มีการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง “ครม.อนุทิน2” และได้เริ่มปฏิบัติหน้าที่หลังจากนั้นทันที นับถึงวันนี้ 9 มิถุนายน 2569 เป็นเวลา 2 เดือนกับ 9 วัน เท่านั้น

ไม่น่าเชื่อว่าด้วยเวลาเพียงแค่นี้ ความนิยมในตัวรัฐบาลจะเสื่อมทรุดลงอย่างรวดเร็ว จากการใช้อำนาจของรัฐบาลอย่างเหิมเกริม ...ทำเพื่อพวกพ้อง นายทุน มากกว่าทำเพื่อประชาชน!

เริ่มจากภาวะสมครามในตะวันออกกลาง ส่งผลถึงวิกฤตพลังงาน รัฐบาลปล่อยให้ราคาน้ำมันพุ่งพรวดเป็นประวัติการณ์...ทั้งโรงกลั่น นายทุนธุรกิจพลังงาน ไอ้โม่งกักตุนน้ำมัน ฉวยโอกาส รวยกันเป็นหมื่น ๆ ล้าน

เรียกว่า “ถอนทุน”จากการเลือกตั้งได้อย่างรวดเร็ว และจนถึงวันนี้ ราคาน้ำมันก็ยังแพงเหมือนเดิม!

แต่ที่กระแทกใจประชาชนสุดๆ ในตอนนี้ก็คือเรื่อง “โครงการ TH-AI Passport” 1,600 ล้าน ที่ “ไชยชนก ชิดชอบ”รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) อนุมัติ ให้คนใกล้ตัวได้รับงานไป แบบคิดเอง ชงเอง กินกันเองในหมู่พวกพ้อง

ใครเป็นใครกันบ้าง ถูกสื่อชำแหละให้เห็นถึงไส้ในกันไปแล้ว

แต่ “ไชยชนก” บอกว่า เทกโนโลยี AI เป็นความจำเป็นในการแข่งขันกับโลกยุคใหม่ ทุกอย่างทำโดยถูกต้องตามกฎหมาย และ ยืนยันจะเดินหน้าต่อ!

ขณะที่อีกฝั่งหนึ่งคือเรื่อง “บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ” สำหรับผู้มีรายได้น้อย หรือที่เรียกันว่า “บัตรคนจน” ซึ่งมีมูลค่าช่วยเหลือในการซ้อสินค้าอุปโภค บริโภค 300 บาทต่อเดือน กลับถูกคัดกรองด้วยเงื่อนไขที่ละเอียดยิบ และเข้มงวดถึงขั้นที่ พ่อแม่ ถูกตัดสิทธิ์ทันที หากลูกนำชื่อไปใช้ลดหย่อนภาษีค่าอุปการะ แม้ในความเป็นจริงลูกอาจไม่ได้ส่งเสียเลี้ยงดูอย่างเพียงพอก็ตาม

ภาพที่เกิดขึ้นในสายตาประชาชนจึงเหมือนกับว่า “โครงการพันล้านถูกถามน้อย แต่เงินช่วยคนจนเดือนละ 300 บาท กลับถูกตรวจละเอียดทุกเม็ด”


เรื่องนี้ “เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ” รองนายกฯ และรมว.คลัง ชี้แจงว่าเกณฑ์ดังกล่าว มีเป้าหมายให้งบประมาณไปถึง “คนยากจน” จริงๆ ไม่ใช่ “คนอยากจน” จึงใช้ข้อมูลการลดหย่อนภาษี เป็นหนึ่งในเครื่องมือคัดกรองผู้มีสิทธิ์

อย่างไรก็ตาม มีเสียงวิจารณ์ว่า การนำข้อมูลการลดหย่อนภาษีมาใช้ อาจทำให้เกิดกรณีที่ผู้สูงอายุ ซึ่งยังมีฐานะยากลำบากจริง ถูกตัดสิทธิ์จากการตีความว่ามีผู้ดูแลแล้ว ทั้งที่ข้อเท็จจริงในชีวิตประจำวัน อาจไม่เป็นเช่นนั้น

อีกทั้งคุณค่าของ “บัตรคนจน” ไม่ใช่มีมูลค่าเพียงแค่เดือนละ 300 บาทที่เป็นวงเงินซื้อสินค้าอุปโภค บริโภค แต่ยังมีค่าเดินทางขนส่งสาธารณะ ช่วยค่าน้ำ ค่าไฟ ลดราคาก๊าซหุงต้ม เงินเพิ่มผู้พิการ

บัตรนี้จึงมีค่ามากสำหรับคนจน หรือผู้สูงอายุ ในกลุ่มเปราะบาง

จาก 2 เรื่องที่ยกมานี้ เป็นบทพิสูจน์ว่า รัฐบาลพร้อมเชื่อวิสัยทัศน์ของโครงการหลักพันล้าน (ที่เป็นคนของตัวเอง) แต่กลับไม่พร้อมเชื่อคำบอกเล่าของคนจน ที่กำลังขอความช่วยเหลือ แถมยังมีคำพูดให้เจ็บใจว่า มีไม่น้อยที่เป็นพวก “อยากจน”

แม้ล่าสุดรัฐบาลจะยอมถอย ไม่ตัดสิทธิพ่อแม่ ที่ลูกนำชื่อไปขอลดหย่อนภาษี

แต่เรื่องนี้ได้กลายเป็นภาพจำไปแล้วว่า “มาตรฐานการตรวจสอบ” ของรัฐบาลนั้นเลือกปฏิบัติ ไม่เท่าเทียม ไม่สมดุลกัน ระหว่างโครงการลงทุนขนาดใหญ่ กับสวัสดิการกลุ่มคนเปราะบาง !

เมื่อถูก “กระแสความเสื่อม” โหมกระหน่ำเข้าใส่ ทำให้รัฐบาลต้องใช้ “วิชามาร” เพื่อสร้างภาพ “ความถูกต้องชอบธรรม” ในโครงการที่กำลังดำเนินอยู่ อย่างเช่น การยื่นโจทย์ให้สำนักโพลปั้นตัวเลข ให้มีผลลัพธ์ตามที่ตนเองต้องการ หรือการสร้างกระแสในโซเชียลฯ ว่ามีกลุ่มคนจ้องโจมตีรัฐบาล

อย่าง “โครงการ TH-AI Passport” ก็เพิ่งมีผลสำรวจของ “ซูเปอร์โพล”ออกมาว่า ประชาชนเห็นด้วยกับรัฐบาล มีความต้องการใช้ AI

หรือกรณีล่าสุดที่ “โจ มณฑานี” ออกมาโพสต์ เฟซบุ๊กทำนองว่า…มีกลุ่มคนรุมขุด “พิพัฒน์” และเครือ PT เพื่อรีดเงิน เดือนละ 5 ล้าน!

แล้วทั้ง ...พิพัฒน์ รัชกิจประการ...อนุทิน ชาญวีรกูล...เหล่าสาวกสีน้ำเงิน ก็เข้ามาแสดงความเห็นกันอย่างคึกคัก ว่า เสียงที่โจมตีรัฐบาลนั้น หวังผลอะไร

นี่คือการดิ้นรน เพื่อสร้างภาพหวังกลบความเสื่อมของรัฐบาลที่กำลังเข้าขั้นโคม่า จากการกระทำของคนในรัฐบาลเอง

และตอนนี้ประชาชนได้กดปุ่มนับถอยหลัง“รัฐบาลอนุทิน”แล้ว!