xs
xsm
sm
md
lg

ไทย-เวียดนาม ความสัมพันธ์หักมุม เร็วมาก !!

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


อนุทิน ชาญวีรกูล - โตเลิม
เมืองไทย 360 องศา

แทบไม่น่าเชื่อว่าความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับเวียดนามจะพัฒนาเร็วมาก จากเดิมที่เคยมีการหวาดระแวงระหว่างกัน แต่ตอนนี้ทุกอย่างได้หักมุมไปอย่างไม่น่าเชื่อ แน่นอนว่าตอนนี้ทั้งสองกลายเป็นทั้งคู่แข่ง และคู่ค้า มีการพัฒนาความสัมพันธ์ในแบบ “หุ้นส่วนรอบด้าน” มีมูลค่าการค้าระหว่างกันเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

ก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม ที่ผ่านมา ไทยได้ให้การต้อนรับผู้นำเวียดนาม นายโต เลิม เลขาธิการใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์เวียดนามและประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม และนางโง เฟือง ลี ภริยา ในโอกาสเดินทางเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการ ในฐานะแขกของรัฐบาล (Official Visit) และยังเป็นการฉลองความสัมพันธ์ทางการทูตในรอบ 50 ปี

การเดินทางมาเยือนของ นายโตเลิม ที่ถือว่าเป็น “ผู้นำสูงสุด” และมีอำนาจมากที่สุดของเวียดนามในเวลานี้ และยังเป็นการเยือนไทยเป็นประเทศแรกนับตั้งแต่เขารับตำแหน่ง และการเดินทางมาเยือนไทยครั้งนี้ยังได้นำคณะชุดใหญ่ มีรัฐมนตรีคนสำคัญร่วมเดินทางมาอย่างครบครัน เช่น สมาชิกกรมการเมือง เลขาธิการคณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์เวียดนาม ประธานคณะกรรมาธิการจัดการองค์กรส่วนกลาง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงความมั่นคงสาธารณะ เลขาธิการคณะกรรมการกลางพรรคฯ และประธานคณะกรรมาธิการส่วนกลางด้านสารนิเทศ การศึกษาและการระดมมวลชน เลขาธิการคณะกรรมการกลางพรรคฯ และประธานคณะกรรมาธิการส่วนกลางด้านนโยบายและยุทธศาสตร์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมและการค้า และ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เรียกว่าแทบจะยกคณะรัฐมนตรีเวียดนามกันเลยทีเดียว

การเดินทางมาครั้งนี้ยังมีการลงนามในสัญญาแบบรอบด้าน โดยทั้งสองฝ่ายได้แลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับสถานการณ์ในภูมิภาคและระดับโลก พร้อมยืนยันเจตนารมณ์ในการยกระดับความร่วมมือระหว่างไทย - เวียดนามในทุกมิติ ทั้งด้านเศรษฐกิจ การค้า การลงทุน ความมั่นคง และความร่วมมือระดับภูมิภาค ซึ่งเป็นการหารือเต็มคณะ

จากนั้นเพียงไม่กี่วันถัดมา คือวันที่ 8 มิถุนายน นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย พร้อมด้วยภริยา นำคณะ ประกอบด้วย นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกฯและรมว.พาณิชย์ นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกฯและรมว.การต่างประเทศ พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รมว.กลาโหม นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา นายวราวุธ ศิลปอาชา รมว.อุตสาหกรรม นายภราดร ปริศนานันทกุล รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี

พร้อมผู้บริหารระดับสูงจากหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง ผู้บัญชาการเหล่าทัพ ตลอดจนผู้แทนภาคเอกชนชั้นนำของไทย ที่มีการลงทุนในเวียดนามกว่า 10 บริษัท ร่วมคณะ เยือนสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนามอย่างเป็นทางการ และเข้าร่วมการประชุม ASEAN Future Forum (AFF) ครั้งที่ 3 ระหว่างวันที่ 8 – 9 มิ.ย. 2569 ณ กรุงฮานอย เพื่อหารือกับผู้นำเวียดนามและภาคเอกชนเพื่อสานต่อความร่วมมือในทุกมิติ

ทั้งนี้ในที่ 9 มิถุนายน ในช่วงเช้า นายกรัฐมนตรีมีกำหนดเข้าร่วมพิธีเปิดการประชุม ASEAN Future Forum (AFF) ครั้งที่ 3 เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับความท้าทายและโอกาสของภูมิภาค ตลอดจนแนวทางเสริมสร้างความร่วมมือเพื่ออนาคตของอาเซียนร่วมกัน จากนั้น นายกรัฐมนตรีจะเข้าเยี่ยมคารวะ นายโต เลิม เลขาธิการใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์เวียดนามและประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม รวมทั้งเข้าร่วมงานเลี้ยงอาหารกลางวันซึ่งเลขาธิการใหญ่พรรคฯ เป็นเจ้าภาพ

จากนั้นในช่วงบ่าย นายกรัฐมนตรีจะเข้าร่วมงาน Thailand–Vietnam Investment and Business Forum ซึ่งจัดโดยสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) พร้อมพบหารือกับภาคเอกชนเวียดนามรายสำคัญเพิ่มเติม เพื่อส่งเสริมความร่วมมือด้านการค้า การลงทุน และการเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจระหว่างสองประเทศ ภายหลังเสร็จสิ้นภารกิจ นายกรัฐมนตรีและคณะจะเดินทางกลับประเทศไทยในช่วงค่ำวันเดียวกัน

แน่นอนว่า สำหรับเวียดนามนั้น ปัจจุบันถือว่าเป็นทั้ง “คู่แข่ง” และคู่ค้าสำคัญในกลุ่มประเทศอาเซียนเป็นระดับต้นๆ ทั้งที่เอกชนไทยเข้าไปลงทุนในโครงการขนาดใหญ่มากมาย เพราะเป็นประเทศที่มีการเติบโตทางเศรษฐกิจที่รวดเร็วมาก จนทั่วโลกต้องจับตา อีกทั้งในช่วงที่ผ่านมาในยุคที่ นายโตเลิม ขึ้นมามีอำนาจเบ็ดเสร็จที่ควบทั้งตำแหน่งเลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์เวียดนาม และดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี จนมีการปฏิรูประบบราชการ และปราบปรามคอรัปชั่นขนานใหญ่ ทำให้การพัฒนาในช่วงก้าวหน้าค่อนข้างเร็ว รวมไปถึงการแสดงบทบาทในระดับนานาชาติ จะสังเกตเห็นว่าช่วงที่ผ่านมาผู้นำเวียดนามคนนี้ออกเดินสายไปเยือนต่างประเทศ ขณะเดียวกันเวียดนามก็ได้ต้อนรับผู้นำระดับมหาอำนาจหลายประเทศ

ในด้านความสัมพันธ์กับไทยตั้งแต่อดีต ในช่วงแรกๆความสัมพันธ์ยังไม่ค่อยราบรื่นนัก ในความเป็นจริงเวียดนามถือเป็น “ลูกพี่” ในกลุ่มประเทศอินโดจีน ที่มีกัมพูชา และลาวรวมอยู่ด้วย โดยเฉพาะกับกัมพูชา ถือว่าเวียดนามเป็นผู้ให้กำเนิด “ฮุนเซน” กันเลยทีเดียว เพราะฮุนเซนเป็นคนชักนำเวียดนามเข้ามาล้มล้างรัฐบาลเขมรแดงและสถาปนา กลุ่ม “เฮงสัมริน-ฮุนเซน” ขึ้นมาเป็น “รัฐบาลหุ่นเชิด” อยู่หลายปี แต่ระยะหลังเมื่อสถานการณ์เปลี่ยนไป เขมรฮุนเซนก็เริ่มเปลี่ยนไปหันไป “ซบจีน” มากขึ้น หลายนโยบายยังสร้างความขุ่นเคืองใจลึกๆกับเวียดนาม เช่นกรณีเขมรขุดคลอง “ฟูนัน เตโช” เพื่อหวังลดการพึ่งพาและปิดกั้นเส้นทางขนส่งสินค้าในท่าเรือของเวียดนาม แม้ว่าความสัมพันธ์ระหว่างเวียดนามและเขมร ยังเป็นปกติอยู่ แต่ข้างในลึกๆรับรองว่าไม่เหมือนเดิมแน่นอน

หันมาโฟกัสในด้านความสัมพันธ์ระหว่างไทยและเวียดนาม ที่นาทีนี้ “พลิกกลับ” เป็นตรงกันข้าม ที่ถือว่าทุกอย่างราบรื่น โดยเฉพาะทางด้านการค้า การลงทุน กลายเป็นการพัฒนาความสัมพันธ์ในทุกมิติ นั่นคือการเป็น “หุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ในทุกมิติ” สังเกตได้จากการแลกเปลี่ยนการเยือนระหว่างกันห่างกันเพียงแค่ไม่ถึงสองสัปดาห์ เรียกว่าทั้งสองฝ่าย “จัดชุดใหญ่” ไปเยือนระหว่างกัน ถือว่าไม่ธรรมดา แม้ว่าที่ผ่านมาในอดีตเคยมีการประชุมคณะรัฐมนตรีทางไกลระหว่างสองประเทศมาแล้ว แต่ครั้งนี้เป็นลักษณะเป็นจริงเป็นจัง แบบเล็งเห็นผลมากกว่า

ดังนั้น หากพิจารณาจากความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศถือว่าพัฒนาไปไกลมาก และเร็วมากแบบ “หักมุม” จนตามแทบไม่ทัน แต่ในความสัมพันธ์แบบโลกยุคใหม่ ที่ถือเอาผลประโยชน์ระหว่างประเทศเป็นสำคัญ อีกทั้งที่ผ่านมาหากตัดทิ้งประวัติศาสตร์ในยุคสงครามเย็นและสงครามเวียดนามในอดีตทิ้งไปแล้ว ก็ต้องบอกว่าไทยกับเวียดนามแทบไม่มีปัญหาในเรื่องความสัมพันธ์ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องชายแดน ไม่มีพื้นที่ทับซ้อน มีแต่ผลประโยชน์ทางการค้าการลงทุน ที่เป็นทั้งคู่แข่งและคู่ค้า ขยายตัวแบบวินวิน !!