หน.ปชน. นำถกครม.เงา ซัด รัฐบาลไม่ตอบสนองต่อปัญหาเท่าที่ควร "เดชรัต" ชี้ 10 วันอันตรายต้องเร่งดำเนินการไม่ให้กุ้งค้างบ่อ ยกเป็นวาระแห่งชาติ นายกสมาคมกุ้ง เสนอแผนแก้ปัญหา หวังเจรจากับมาเลเซีย ผ่อนปรนเปิดด่านกับตรวจสารความปลอดภัย ลั่น รอได้ไม่ถึง 15 วัน
วันที่ (8 มิถุนายน) เมื่อเวลา 14.30 น. ที่รัฐสภา นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อและหัวหน้าพรรคประชาชน แถลงภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เงา ว่า การประชุมวันนี้มี 3 วาระ โดย 2 วาระแรกเป็นเรื่องเกี่ยวกับการกีดกันทางการค้า กรณีมาเลเซียระงับการนำเข้ากุ้ง 5 สายพันธุ์จากไทยชั่วคราวตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายนที่ผ่านมา โดยมีสมาคมเครือข่ายผู้เลี้ยงกุ้งเข้าร่วมประชุม และจะมีข้อเสนอเร่งด่วนเสนอไปรัฐบาล ทั้งนี้พวกตนเห็นข้อมูลที่ไม่สอดคล้องกับข้อมูลจริง แต่ทำให้รัฐบาลไม่ได้ดำเนินมาตรการที่ตอบสนองต่อปัญหาเท่าที่ควร
ด้านนายเอกพจน์ ยอดพินิจ นายกสมาคมกุ้งไทย กล่าวถึงวิกฤตอุตสาหกรรมกุ้งไทยว่า สืบเนื่องจากการกีดกันทางการค้าของมาเลเซีย มาจากปัญหาปลากะพงของมาเลเซียที่นำเข้าไทยราคาถูก ซึ่งกรมประมงพยายามแก้ไขปัญหา โดยการกีดกันทางการค้ากระทบ อุตสาหกรรมกุ้ง 2 ส่วน การเพาะเลี้ยงและการทำประมงอวนราก ซึ่งวันนี้ควรมีการเจรจากับมาเลเซียแต่ว่าถูกเลื่อนออกไป และยังไม่ทราบว่าจะมีการตอบรับเจรจากับกรมประมงเมื่อไหร่ ประเมินว่าไม่สามารถรอได้เกินกว่า 15 วันนับจากนี้ ซึ่งเป็นความเดือดร้อนใกล้ตัว แต่คาดว่าหากถึงสิ้นเดือนนี้อาจจะกลับไปสู่ภาวะปกติเพราะเป็นช่วงไฮซีซั่น
นายเอกพจน์ กล่าวต่อว่า ขณะเดียวกันยังต้องการเห็นการเจรจาเปิดด่าน โดยผ่อนปรนการเปิดด่าน และจะต้องคุ้มครองผู้บริโภคให้มีเจรจาการตรวจสารความปลอดภัยทางอาหาร โดยหยิบยกว่ากุ้งไทยเคยเป็นแชมป์สร้างมูลมูลค่าทางการตลาด 1 แสนล้านบาท ต่อปี ตอนนี้เหลือเพียง 4 หมื่นล้านต่อปี และนำเสนอเกี่ยวกับแผนการแก้ไข ปัญหา 11 โครงการมูลค่า 5,500 ล้านบาท แก้ไขตั้งแต่ต้นน้ำ คือ พ่อแม่พันธุ์กุ้ง บ่อเลี้ยง ไปจนถึงปลายน้ำ หวังว่าโครงการดังกล่าวจะได้รับการสนับสนุน ก่อนจะทิ้งท้ายว่าปัญหาที่เกิดขึ้นเป็นสึนามิ 3 ลูก คือโรค สงคราม ออเดอร์ต่างประเทศน้อย จึงจำเป็นต้องแก้ไขปัญหาโดยด่วนด้วยการยกระดับแก้ไขปัญหาฟาร์มกุ้งทั้งระบบ
ขณะที่นายเดชรัต สุขกำเนิด กล่าวว่ามีข้อสรุปสรุป 4 ข้อว่า 1.ช่วง 10 วันหลังจากนี้เป็น 10 วันอันตรายที่รัฐบาลจะต้องเร่งดำเนินการไม่ให้กุ้งค้างในบ่อ ทำให้ราคากุ้งในฟาร์มภาคใต้พังทลาย 2.การเจรจามาเลเซียให้เกิดการผ่อนปรน ต้องใช้ทุกช่องทางให้มีการผลักดันการผ่อนปรน 3.ผลกระทบที่เกิดขึ้นเห็นว่ารัฐบาลยังไม่มีการประเมินอย่างเป็นระบบ และ 4.มาตรการรัฐบาลที่จะดูดซับผลผลิตส่วนเกินเป็นเรื่องที่ดี แต่อย่ายึดติดตัว 400 ตันต่อเดือน แต่ต้องทำให้ห่วงโซ่อุปทานกุ้งในภาคใต้ได้ปกติ ควบคู่กับการเจรจาให้เกิดการผ่อนปรนโดยเร็ว หากเป็นเช่นนี้ความเสียหายที่เกิดขึ้นในพื้นที่ภาคใต้ก็จะจำกัดแต่ถ้าไม่สามารถดำเนินการได้ภายใน 10 วันรายความเสียหายจะลุกลามบานปลายและส่งผลถึงการเลี้ยงกุ้งในรอบต่อไป ขณะเดียวกันก็จะติดตาม 2 ส่วนจากข้อเสนอว่าจะเข้าไปอยู่ในแผนงานในงบประมาณ 2570 หรือไม่ กับการมีคณะกรรมการบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทาน หรือชิบบอร์ดที่ไม่ได้ประชุมนาน จะต้องมีการผลักดันให้ประชุมเพื่อเป็นกลไกหลักขับเคลื่อนแผนปฏิบัติการยกระดับการแก้ไขปัญหากุ้งทะเลเป็นวาระแห่งชาติ


