ปชน.กางรายละเอียด 4 ข้อสงสัยป.ป.ช.บกพร่อง-ใช้ดุลพินิจวินิจฉัยผิดชัดแจ้ง-พฤติกรรมปกปิดข้อมูลตรวจสอบ-ละเว้นสอบข้อหาอื่น หลังยกคำร้องสอบ "ศักดิ์สยาม" ถามใช้มาตรฐานไหนใน ลั่น ควรใช้ข้อเท็จจริงเดียวกับศาลรธน. ถามปธ.รัฐสภา ใช้พิจารณานานเท่าไหร่ ดักทางอย่าปัดตกคำร้อง
วันที่ (7 มิถุนายน) เมื่อเวลา 10.00 น. ที่อาคารอนาคตใหม่ นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) พร้อมด้วยนายปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาชน แถลงรายละเอียดกรณีพรรคฝ่ายค้านและ สว. ยื่นเรื่องต่อประธานรัฐสภาตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 236 เกี่ยวกับข้อกล่าวหาว่าสำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบกรณีการยกคำร้องคดีของนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม
โดยนายปกรณ์วุฒิ กล่าวว่า ตนเคยอภิปรายไม่ไว้วางใจนายศักดิ์สยามในคดีซุกหุ้น หจก.บุรีเจริญคอนสตรัคชั่นในปี 2565 ที่ผ่านมา โดยขณะนั้นตนได้ชี้ให้เห็นว่าบริษัทดังกล่าวมีความสัมพันธ์กับนายศักดิ์สยามอย่างไรบ้าง แม้จะมีการขายหุ้นออกไปในช่วงปี 2561 แต่ก็ยังพบข้อพิรุธหลายอย่างอยู่ เช่น มีการบริจาคเงินให้กับพรรคภูมิใจไทย การประกวดชนะโครงการจัดซื้อจัดสร้างกระทรวงคมนาคมในยุคที่นายศักดิ์สยามเป็นรัฐมนตรี มีการให้นาย ศ. ยืมเงินจำนวนมาก และเงินที่นาย ศ. นำมาซื้อหุ้นของ หจก.บุรีเจริญฯ ก็มีต้นทางเงินมาจากนายศักดิ์สยาม จึงเป็นที่มาที่พรรคร่วมฝ่ายค้านในขณะนั้นได้เข้าชื่อต่อศาลรัฐธรรมนูญ และป.ป.ช. วินิจฉัย
นายปกรณ์วุฒิ กล่าวต่อว่า เมื่อป.ป.ช.มีมติยกคำร้อง ตนมี 3 ข้อสงสัยที่ตนพบว่าเป็นพฤติการณ์ที่น่าสงสัยของ ป.ป.ช. ได้แก่ 1.นอกจากการยุติเรื่องการยื่นบัญชีทรัพย์สินเท็จ แต่เอกสารการแถลงของ ป.ป.ช. เมื่อวันที่ 23 เมษายนที่ผ่านมามีการกล่าวถึงการยุติเรื่องการปกปิดบัญชีทรัพย์สิน โดยกล่าวอ้างถึงเพียงแค่กรณีการถือหุ้นห้างหุ้นส่วนเพียงเท่านั้น ซึ่งประเด็นที่ป.ป.ช. ไม่ได้กล่าวถึงคือเมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม 2566 ตนได้ไปยื่นเอกสารเพิ่มเติมต่อ ป.ป.ช. คือเรื่องเกี่ยวกับเงินให้กรรมการกู้ยืม โดยกรรมการที่กู้ยืมไปคือนายศักดิ์สยาม และมีการปรากฏอยู่จนถึงเดือนธันวาคม 2562 จำนวน 28 ล้านบาท
นายปกรณ์วุฒิ กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ตนพบว่าเอกสารที่ หจก.ฯ ยื่นชี้แจงต่อศาลรัฐธรรมนูญปรากฏว่าเงินส่วนนี้ผู้สอบบัญชีเคยทวงถามไปและได้รับคำตอบกลับมาว่า ให้ขอคงไว้และจะดำเนินการปรับปรุงในภายหลัง คำถามคือในเมื่อเอกสารของ ป.ป.ช. กล่าวถึงเพียงการถือหุ้นแล้วคำร้องของตนที่ให้ตรวจสอบเรื่องหนี้สินของนายศักดิ์สยามที่มีต่อ หจก.ฯ แห่งนี้ ป.ป.ช.ได้ตรวจสอบหรือไม่แล้วผลการพิจารณาเป็นอย่างไร
นายปกรณ์วุฒิ กล่าวด้วยว่า 2.ในเอกสารชี้แจงของป.ป.ช. ได้กล่าวถึงความผิดในลักษณะการขัดกันแห่งผลประโยชน์ โดยให้เหตุผลแบ่งเป็น 2 ส่วนคือ 1.ป.ป.ช. บอกว่าการที่นาย ศ. เป็นผู้ครอบครองหุ้นและดูแลบริหารกิจการ หจก.ดังกล่าว จึงไม่ปรากฏว่านายศักดิ์สยามใช้อำนาจหน้าที่โดยตรงหรือสามารถใช้อำนาจใดๆ ที่เกี่ยวข้อง หจก.ในการดำเนินกิจการที่เป็นคู่สัญญา แต่ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ป.ป.ช. มาตรา 126 (2) เรื่องการขัดกันแห่งผลประโยชน์ ระบุไว้ว่า เป็นหุ้นส่วนหรือผู้ถือหุ้นในห้างหุ้นส่วนที่เข้าเป็นคู่สัญญากับหน่วยงานของรัฐที่เจ้าพนักงานรัฐนั้นเป็นผู้ปฏิบัติหน้าที่ ในฐานะที่เป็นเจ้าพนักงานของรัฐ ซึ่งมีอำนาจไม่ว่าโดยตรงหรือโดยอ้อมในการกำกับไม่เกินตามที่ ป.ป.ช.กำหนด
นายปกรณ์วุฒิ กล่าวอีกว่า หากตีความตามกฎหมายข้อนี้คือแค่ถือหุ้นในห้างหุ้นส่วนหรือบริษัทที่เข้าเข้ารับคู่สัญญารัฐในหน่วยงานที่กำกับดูแลเกินที่กำหนดหรือเกิน 5% ก็ผิดแล้ว แต่ประเด็นคือ ป.ป.ช. ไปวินิจฉัยกรณีที่นายศักดิ์สยามไม่ได้เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับห้างได้อย่างไร ในเมื่อไม่ได้เกี่ยวข้องใดๆ กับข้อกฎหมาย ไม่สำคัญเลยว่านายศักดิ์สยามได้เข้าไปเกี่ยวข้องหรือ เข้าไปสั่งการห้างหุ้นส่วนหรือไม่ เพราะตามกฎหมายดังกล่าวแค่ถือหุ้นก็ผิดแล้ว 2.ป.ป.ช.ระบุว่าไม่ปรากฎว่านายศักดิ์สยาม ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมเข้าไปแทรกแซงกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างของหน่วยงานในกระทรวงคมนาคมแต่อย่างใด วงเงินอนุมัติการจัดซื้อจัดจ้างเป็นอำนาจของหัวหน้าส่วนราชการไม่อยู่ในอำนาจของรัฐมนตรี
นายปกรณ์วุฒิ กล่าวอีกว่า ตนมองว่าการตีความของ ป.ป.ช. ในลักษณะนี้มีปัญหาแน่นอน ซึ่งตนเจอเอกสารฉบับหนึ่งที่ ป.ป.ช.เคยทำอินโฟกราฟิกอธิบายเกี่ยวกับมาตรา 126(2) พบว่ามีความแตกต่างจากกรณีของนายศักดิ์สยามคือการถือหุ้น เป็นไปได้ว่า ป.ป.ช. ไม่ได้ไปวินิจฉัยเลยว่าตกลงแล้วนายศักดิ์สยามยังถือหุ้นอยู่ ณ วันที่เข้ารับตำแหน่งรัฐมนตรีหรือไม่ แต่กลับไปไต่สวนว่า นายศักดิ์สยามได้เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนหรือไม่ ซึ่งไม่เกี่ยวข้องใดๆ กับข้อกฎหมายป.ป.ช. มาตรา 126(2) แม้แต่นิดเดียว
“ป.ป.ช.บอกว่าการเป็นรัฐมนตรีไม่ได้มีอำนาจเข้าไปแทรกแซงหรือเข้าไปเกี่ยวข้องกับงบประมาณ เพราะการตั้งงบประมาณของส่วนราชการ แต่ในเอกสารฉบับดังกล่าว ป.ป.ช. บอกว่าคนที่ในเอกสารยกตัวอย่างคือนายกรัฐมนตรีเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐมีอำนาจกำกับดูแลสั่งการเกี่ยวกับการบริหารกระทรวงคมนาคม ผ่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ถือว่ามีความผิด ขณะที่นายศักดิ์สยามเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมในขณะนั้น และอาจถือหุ้นในบริษัทที่เป็นคู่สัญญากับกระทรวงคมนาคมเอง ป.ป.ช. กลับตีความว่านายศักดิ์สยามไม่ได้มีอำนาจในการเข้าไปแทรกแซงและเข้าไปเป็นคู่สัญญาของรัฐกับห้างแห่งนี้ นี่จึงเป็นปัญหาที่ผมอยากตั้งคำถามว่า ป.ป.ช.ใช้มาตรฐานไหนในการวินิจฉัยกรณีดังกล่าว” นายปกรณ์วุฒิ กล่าว
นายประกอบวุฒิ กล่าวต่อว่า 3.นับตั้งแต่ที่ตนไปยื่นคำร้องครั้งแรกกับพรรคร่วมฝ่ายค้านในขณะนั้น ตนไม่เคยได้รับจดหมายเรียกให้ไปให้ถ้อยคำหรือข้อมูลใดๆ กับป.ป.ช.เลยแม้แต่ครั้งเดียว รวมถึงไม่เคยได้รับการแจ้งความคืบหน้าคำร้องและไม่มีการยุติเรื่องหรือคำร้องใดๆ ตนก็ไม่เคยได้รับการแจ้งให้ทราบเลย นี่จึงเป็นปัญหาในการเลือกปฏิบัติของ ป.ป.ช.ว่าจะรับฟังข้อมูลจากฝ่ายใด หรือจะไต่สวนไปในทิศทางใด และเป็นปัญหาความโปร่งใสของป.ป.ช.ที่ไม่มีการเปิดเผยให้สาธารณะทราบในระหว่างกระบวนการและจบกระบวนการ แม้กระทั่งตัวผู้ร้องเองก็ไม่เคยได้รับแจ้งใดๆ เลยทั้งสิ้น
ด้านนายพริษฐ์ กล่าวว่า สำหรับข้อพิรุธที่เราสังเกตเห็นว่า ป.ป.ช. ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบในกรณีของนายศักดิ์สยามแบ่งเป็น 4 ข้อได้แก่ 1.ป.ป.ช. ดำเนินการตรวจสอบด้วยกระบวนการที่บกพร่อง โดย ป.ป.ช. แบ่งการตรวจสอบออกเป็น 2 เส้นทางหลักคือ เส้นทางที่หนึ่งตรวจสอบบัญชีทรัพย์สินโดยใช้เวลาประมาณ 3 ปีก่อนที่จะมีการยุติการตรวจสอบในเดือนกันยายน 2568 ส่วนเส้นทางที่สองคือการตรวจสอบข้อกล่าวหาเกี่ยวกับความผิดทางอาญา โดยใช้เวลาประมาณ 3 ปี 5 เดือน และยุติการตรวจสอบในเดือนกุมภาพันธ์ 2569
นายพริษฐ์ กล่าวต่อว่า เมื่อเราเข้าไปตรวจสอบพบว่า การตรวจบัญชีทรัพย์สินตามกฎหมายของป.ป.ช. นั้นจะแบ่งเป็น 3 ระดับ คือการตรวจสอบแบบปกติ การตรวจสอบแบบยืนยัน และการตรวจสอบตรวจสอบเชิงลึก ซึ่ง ระเบียบระบุไว้ชัดว่าป.ป.ช.จะตรวจสอบหากมีข้อสงสัยว่าอาจจะมีการซุกซ่อนหุ้น หรือมีการถือครองทรัพย์สินแทนกัน หากมีการนิยามเช่นนี้และนำมาใช้กับกรณีของนายศักดิ์สยาม ตนเชื่อว่าสังคมมองว่าในกรณีนี้ ป.ป.ช. ควรต้องตรวจสอบเชิงลึก เพราะพฤติการณ์ที่ปรากฏในกระบวนการพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญนั้นมีความชัดเจนว่ามีพฤติกรรมที่น่าสงสัยในการซุกหุ้น หรือการถือครองทรัพย์สินแทนกัน แต่สิ่งที่เราค้นพบคือป.ป.ช. ไม่ได้มีการดำเนินการตรวจสอบเชิงลึก ป.ป.ช. ตรวจสอบเพียงแค่ ระดับหนึ่งและระดับสอง พวกตนจึงเกิดข้อสงสัยว่าทำไมป.ป.ช. จึงไม่ตรวจสอบเชิงลึก เป็นเพราะใครไม่อนุมัติให้ตรวจสอบ
นายพริษฐ์ กล่าวต่อว่า ขณะที่เส้นทางที่สอง ก็แบ่งออกเป็นสองส่วน คือป.ป.ช.ต้องดำเนินการตรวจสอบเบื้องต้นตาม พ.ร.บ.ป.ป.ช.มาตรา 49 ซึ่งหากตรวจสอบเบื้องต้นแล้วไม่มีข้อมูลหรือรายละเอียดที่ไม่เพียงพอ ป.ป.ช.สามารถมีมติไม่รับเรื่องดังกล่าวไว้พิจารณาได้ แต่หากป.ป.ช.ตรวจสอบเบื้องต้นแล้วค้นพบว่ามีพยานหลักฐานหรือข้อเท็จจริงที่เพียงพอ ป.ป.ช. ต้องดำเนินการไต่สวนต่อไป แต่เมื่อนำระเบียบนี้มาใช้กับกรณีของนายศักดิ์สยาม ตนคิดว่าสังคมคงมองเห็นไม่ต่างกันว่ากรณีนี้มีข้อเท็จจริงที่เพียงพอ
นายพริษฐ์ กล่าวต่อว่า สิ่งที่เราค้นพบคือหลังจากที่ป.ป.ช. ตรวจสอบเบื้องต้นแล้วกลับมีข้อสรุปว่าคดีดังกล่าวนั้น มีข้อมูลหรือรายละเอียดไม่เพียงพอ จึงได้ยุติการตรวจสอบยกคำร้อง และไม่ดำเนินการในการไต่สวน รวมถึงนายปกรณ์วุฒิในฐานะผู้ร้องก็ไม่เคยถูกเรียกเข้าไปให้ข้อมูลเพิ่มเติม อีกทั้ง ในแถลงการณ์ของป.ป.ช. ก็ไม่ปรากฎว่าเคยมีการตรวจสอบเรื่องของนิติกรรมอำพรางถึงข้อมูลที่เราตั้งข้อสงสัย
นายพริษฐ์ กล่าวต่อว่า ฉะนั้น ตนจึงมีคำถามว่าทำไมป.ป.ช.จึงยุติการตรวจสอบหลังการตรวจสอบเบื้องต้นเพียงเท่านั้น ทำไมจึงไม่มีการดำเนินการไต่สวน เป็นเพราะใครเป็นเพราะเจ้าหน้าที่ไม่ได้เสนอให้มีการดำเนินการไต่สวน หรือส่งเรื่องไปแล้วแต่คณะกรรมการป.ป.ช. ไม่ตัดสินใจให้อนุมัติการไต่สวน สำหรับข้อสงสัยที่หนึ่งนั้น พวกตนถือว่าป.ป.ช.ไปไม่สุดซอย
นายพริษฐ์ กล่าวอีกว่า 2.ใช้ดุลพินิจวินิจฉัยผิดพลาดอย่างชัดแจ้ง ซึ่งข้อเท็จจริงที่ป.ป.ช.ควรใช้ในการพิจารณาคดีนี้ควรเป็นข้อเท็จจริงเดียวกับที่ศาลรัฐธรรมนูญใช้ในการพิจารณาและวินิจฉัย เพราะมีข้อเท็จจริงที่หนักแน่น เช่น การโอนหุ้น เส้นทางการเงิน ไม่ว่าจะเป็นใบเสร็จที่มีข้อสงสัยหรือใบวางบิลที่มีข้อสงสัยเรื่องที่อยู่ของบริษัท ซึ่งเป็นข้อเท็จจริงที่ป.ป.ช.จะปฏิเสธไม่ได้ และเรามองว่าข้อเท็จจริงดังกล่าวนั้นมีความหนักแน่นเพียงพอที่ ป.ป.ช.ควรจะใช้ในการวินิจฉัยโดยสรุปว่ามีพฤติการณ์ในการซุกหุ้น และไม่ควรที่จะมีการยกคำร้อง
นายพริษฐ์ กล่าวอีกว่า 3.มีพฤติกรรมที่ปกปิดข้อมูลเกี่ยวกับการตรวจสอบ เช่น ไม่แจ้งให้ผู้ร้องทราบในการยุติเรื่องต่างๆ หรือการเปิดเผยต่อสาธารณะ เราก็ไม่เคยเห็น และ 4.ป.ป.ช.ละเว้นการตรวจสอบในข้อหาอื่นที่เกี่ยวข้อง โดยเรายังไม่เห็นป.ป.ช. วินิจฉัยความผิดเรื่องการขัดการแห่งผลประโยชน์หรือไม่ แม้ว่าเราจะไม่เห็นด้วยกับการวินิจฉัยเรื่องความผิดการจูงใจยื่นบัญชีทรัพย์สินที่ป.ป.ช. วินิจฉัยว่าไม่ผิด หรือความผิดเรื่องการใช้อำนาจแทรกแซงเพื่อเอื้อผลประโยชน์ที่ป.ป.ช. ก็วินิจฉัยว่าไม่ผิด เพราะหากนายศักดิ์สยามยังถือหุ้นในบริษัทดังกล่าวอยู่ก็ถือว่านายศักดิ์สยามมีความผิดเรื่องการขัดกันแห่งผลประโยชน์ โดยไม่ไม่จำเป็นต้องไปพิสูจน์ว่ามีเจตนายื่นบัญชีทรัพย์สินเป็นเท็จหรือไม่ และใช้อำนาจในการแทรกแซงเพื่อให้บริษัทดังกล่าวได้งานหรือไม่
“จึงอดสงสัยไม่ได้ว่าเหตุผล ป.ป.ช.ไม่วินิจฉัยเรื่องฐานความผิดการขัดการแห่งผลประโยชน์ หรือไม่วินิจฉัยว่านายศักดิ์สยามยังคงครอบครองหุ้นในบริษัทดังกล่าวอยู่หรือไม่ เป็นความพยายามในการปกป้องนายศักดิ์สยามหรือช่วยน้ำเงินหรือไม่ เพราะป.ป.ช.คงทราบดีว่าหากต้องวินิจฉัยในประเด็นความผิดนี้หรือการครอบครองหุ้น ด้วยหลักฐานทั้งหมดนั้นป.ป.ช. คงไม่สามารถวินิจฉัยเป็นอย่างอื่นได้นอกจากการวินิจฉัยว่านายศักดิ์สยามยังคงครอบครองหุ้นในบริษัทดังกล่าวและกระทำความผิดตามพ.ร.ป.ป.ป.ช. มาตรา 126“ นายพริษฐ์ กล่าว
นายพริษฐ์ กล่าวต่อว่า หลังจากนี้จะเป็นหน้าที่ของประธานรัฐสภาในการวินิจฉัยว่าข้อกล่าวหาดังกล่าวมีเหตุอันควรสงสัยเพียงพอให้ส่งเรื่องต่อไปยังประธานศาลฎีกาหรือไม่ แต่ขณะนี้สิ่งที่ประธานรัฐสภาสามารถทำได้เลยคือให้ความชัดเจนในสองเรื่องได้แก่ ความชัดเจนเรื่องหลักหลักเกณฑ์ที่ใช้ในการพิจารณาและความชัดเจนเรื่องกรอบเวลาที่จะใช้ในการพิจารณา เชื่อว่าหากประธานรัฐสภาพิจารณาด้วยเหตุผลจากข้อเท็จจริงและหลักฐานที่ปรากฏรวมถึงความสงสัยที่ประชาชนมีต่อกรณีดังกล่าว ประธานรัฐสภาควรจะสรุปได้เร็ว แต่หากประธานรัฐสภาปัดตกคำร้องดังกล่าว ตนคิดว่าประธานรัฐสภาจะตอบสังคมยากว่า ทำไมไม่สงสัยในประเด็นที่สังคมวงกว้างเขาสงสัยกัน ทั้งนี้ เรื่องกรอบเวลาเป็นช่องโหว่อย่างหนึ่งที่ปัจจุบันไม่ได้มีระเบียบหรือประกาศของสภาที่กำหนดกรอบเวลาชัดเจน
นายพริษฐ์ กล่าวต่อว่า ฉะนั้น จึงขอถามประธานรัฐสภาว่าจะใช้เวลาเท่าไหร่ แต่ฝ่ายค้านก็จะติดตามเรื่องนี้อย่างต่อเนื่อง ย้ำว่า หวังว่าหากประธานรัฐสภาพิจารณาจากข้อเท็จจริงจะไม่ปัดตกคำร้อง เพราะไม่ควรมีเหตุผลอะไรที่จะไม่ส่งเรื่องต่อไปยังประธานศาลฎีกา แต่หากเป็นเช่นนั้นจริงแล้วเราเห็นว่าเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบของประธานรัฐสภา เราก็สามารถที่จะยื่นร้องประธานรัฐสภาว่าปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบตามมาตรา 157 ได้
นายปกรณ์วุฒิ กล่าวเสริมว่า ฝ่ายค้านเคยเชิญป.ป.ช. มาชี้แจงในการประชุมคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่าย (วิปฝ่ายค้าน) ได้รับแจ้งว่าฝ่ายกฎหมายของป.ป.ช. กำลังตรวจสอบข้อกฎหมายอยู่ว่าเอกสารใดบ้างที่สามารถเปิดเผยได้ ซึ่งตนคงจะมีการเข้าไปทวงทวงถามอีกครั้งว่าตกลงแล้วการตีความกฎหมายของฝ่ายกฎหมายของป.ป.ช. มีอะไรที่สามารถเปิดเผยได้หรือไม่ได้บ้าง และตนจะได้รับเอกสารเมื่อไหร่ ซึ่งเมื่อครบกำหนด 30 วันหลังจากที่ตนไปยื่นร้องขอเอกสารแล้ว ตนมีสิทธิ์ในทางกฎหมายที่จะไปดำเนินการต่อโดยยื่นต่อคณะกรรมการข้อมูลข่าวสาร เพื่อให้ป.ป.ช.เปิดเผยข้อมูลต่อไป หวังว่าจะได้รับข้อมูลโดยเร็วและป.ป.ช. จะไม่ถ่วงเวลา ตนคิดว่า ป.ป.ช. คงเห็นแล้วว่าที่ผ่านมาการพยายามปกปิดเอกสารต่างๆ จุดจบเป็นอย่างไร


