เปิดหนังสือคณะทำงานร่วมภาคประชาชน ถึง รมว.พลังงาน ขอระงับการประชุมร่วมชั่วคราว จนกว่ารัฐบาลจะนำมติร่วมเมื่อ 22 พ.ค.2569 ไปปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะการกำหนดเพดานค่าการกลั่นและปรับลดค่าการตลาด ย้ำประชาชนยังรับภาระจากโครงสร้างราคาน้ำมันที่ไม่เป็นธรรมและกำไรส่วนเกินของธุรกิจพลังงาน
วันนี้(5 มิ.ย.) คณะทำงานร่วมเพื่อพิจารณาข้อเสนอการปรับโครงสร้างราคาพลังงานของเครือข่ายภาคประชาชน ยื่นหนังสือถึง นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เมื่อวันที่ 5 มิถุนายน 2569 ขอให้ยุติการประชุมคณะทำงานร่วมเป็นการชั่วคราว จนกว่ากระทรวงพลังงานจะดำเนินการตามมติที่ประชุมเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2569 ซึ่งมีข้อสรุปร่วมกันเกี่ยวกับการกำหนดเพดานค่าการกลั่นน้ำมันและการปรับลดค่าการตลาด เพื่อบรรเทาผลกระทบจากราคาพลังงานที่สูงขึ้น
ใจความในหนังสือสรุปได้ว่า สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างอิหร่านกับสหรัฐอเมริกาที่เริ่มตั้งแต่ปลายเดือนกุมภาพันธ์ 2569 ส่งผลให้ราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง และสร้างภาระต่อประชาชนและเศรษฐกิจไทย โดยเครือข่ายภาคประชาชนเห็นว่าผู้ประกอบการในธุรกิจน้ำมันได้รับกำไรส่วนเกินจำนวนมาก ทั้งจากการจำหน่ายน้ำมันในสต็อกเดิมในราคาที่ปรับสูงขึ้น และจากค่าการกลั่นที่เพิ่มขึ้นผิดปกติในช่วงวิกฤติ
เครือข่ายภาคประชาชนยังตั้งข้อสังเกตต่อโครงสร้างราคาน้ำมันของไทยที่อ้างอิงราคานำเข้าน้ำมันสำเร็จรูปจากสิงคโปร์ หรือระบบ Import Parity โดยระบุว่ามีการบวกค่าพรีเมียมเพิ่มเติมจนทำให้ผู้บริโภคต้องจ่ายค่าน้ำมันสูงกว่าที่ควรจะเป็น และเป็นประโยชน์ต่อโรงกลั่นในประเทศมาเป็นเวลานาน
ทั้งนี้ ภายหลังจากเครือข่ายภาคประชาชนยื่นข้อเสนอเร่งด่วน 8 ประการต่อกระทรวงพลังงานเมื่อวันที่ 16 เมษายน 2569 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานได้มีคำสั่งแต่งตั้งคณะทำงานร่วมระหว่างภาครัฐและภาคประชาชนขึ้น โดยมีการประชุมแล้ว 2 ครั้ง เมื่อวันที่ 8 และ 22 พฤษภาคมที่ผ่านมา
ผลการประชุมครั้งล่าสุด คณะทำงานร่วมมีมติเห็นชอบในหลักการปรับโครงสร้างราคาน้ำมันเชื้อเพลิง โดยเสนอให้กำหนดราคา ณ โรงกลั่นใหม่ตามราคาเฉลี่ยน้ำมันสำเร็จรูปสิงคโปร์และตัดค่าพรีเมียมออก พร้อมกำหนดเพดานค่าการกลั่นไว้ที่ 7 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล รวมถึงเสนอให้ทบทวนค่าการตลาดน้ำมันกลับไปใช้ระดับเดิมตามมติคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) เมื่อปี 2563
นอกจากนี้ ยังเสนอให้กำหนดสัดส่วนค่าการตลาดอย่างเป็นธรรมระหว่างผู้ค้าน้ำมันและสถานีบริการ รวมถึงยุติการใช้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเพื่ออุดหนุนเชื้อเพลิงชีวภาพและการบิดเบือนราคาน้ำมันบางประเภท ซึ่งเห็นว่าเป็นภาระต่อประชาชนและส่งผลกระทบต่อความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว
คณะทำงานร่วมภาคประชาชนระบุว่า หากข้อเสนอดังกล่าวได้รับการดำเนินการ จะส่งผลให้ราคาน้ำมันหน้าสถานีบริการลดลงอย่างมีนัยสำคัญ และช่วยลดภาระค่าครองชีพของประชาชนได้ทันที
อย่างไรก็ตาม ภาคประชาชนเห็นว่าหลังการประชุมร่วมกันมากว่า 4 สัปดาห์ ยังไม่มีการดำเนินการใดที่เป็นรูปธรรม ขณะที่ความเสียหายจากราคาน้ำมันที่สูงเกินสมควรยังเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องทุกวัน จึงตัดสินใจขอยุติการประชุมคณะทำงานร่วมเป็นการชั่วคราว เพื่อรอให้กระทรวงพลังงานนำมติที่ได้ข้อสรุปร่วมกันไปปฏิบัติจริงเสียก่อน
พร้อมกันนี้ ได้เรียกร้องให้รัฐบาลเร่งปฏิรูปโครงสร้างราคาน้ำมันเชื้อเพลิงอย่างจริงจัง โดยยึดประโยชน์ของประชาชนเป็นสำคัญ และย้ำหลักการว่า “ความทุกข์ของประชาชน รอไม่ได้”
รายละเอียด หนังสือจากภาคประชาชน ถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน
วันที่ ๕ มิถุนายน ๒๕๖๙
เรื่องขอยุติการประชุมคณะทำงานร่วมเพื่อพิจารณาข้อเสนอการปรับโครงสร้างราคาพลังงานของเครือข่ายภาคประชาชนที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานแต่งตั้งเป็นการชั่วคราว จนกว่าจะมีการกำหนดเพดานค่าการกลั่นและลดค่าการตลาด ตามมติที่ประชุมที่มีข้อสรุปร่วมกันแล้วเมื่อวันที่ ๒๒ พฤษภาคม ๒๕๖๙
เรียน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน (นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์)
สืบเนื่องจากสงครามอิหร่าน กับ สหรัฐอเมริกาที่เริ่มต้นขึ้นตั้งแต่ ๒๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๙ เป็นต้นมา ก่อให้เกิดวิกฤติการณ์น้ำมันแพงต่อประเทศไทยตั้งแต่เดือนมีนาคมจนถึงปัจจุบันนี้ กำไรส่วนเกินทั้งของโรงกลั่นและผู้ประกอบการค้าน้ำมัน มาตรา ๗ ๑๐ และ ๑๑ ได้สร้างความเดือดร้อนอย่างแสนสาหัสต่อการดำรงชีพของคนไทย และต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศ โดยผู้เชี่ยวชาญด้านราคาพลังงานคำนวณว่า กำไรส่วนเกินดังกล่าวมีมูลค่าประมาณ ๒ แสนล้านบาท ซึ่งเกิดจากการฉวยโอกาสของผู้ค้าน้ำมัน ดังนี้
๑) การปล่อยให้มีการนำน้ำมันสำเร็จรูปที่อยู่ในสต็อกเดิมราคาเดิม มาขายประชาชนในราคาใหม่ โดยไม่มีการตรวจนับสต็อกก่อนปรับราคาเป็นจำนวนหลายครั้ง ทำให้เกิดกำไรที่มิควรได้ให้แก่ผู้ประกอบการค้าน้ำมันเป็นเงินมากกว่า ๑๐๐,๐๐๐ ล้านบาท โดยที่รัฐบาลยังไม่สามารถจัดการเอาเงินคืนกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงได้
๒) โรงกลั่น ๕ โรงในประเทศไทยไม่ได้รับความเสียหายจากภัยสงคราม แต่ได้รับลาภลอยจากสถานการณ์สงคราม ที่มาจากน้ำมันสำเร็จรูปราคาเพิ่มสูงขึ้น ทั้งที่สต็อกน้ำมันดิบเดิมมีราคาต่ำ หลักฐานชี้ชัดในตัวเลขค่าการกลั่นน้ำมันที่สูงผิดปกติมาก เมื่อเทียบกับค่าการกลั่นในเวลาปกติ ค่าการกลั่นมาตรฐานของสิงคโปร์ อยู่ที่ ๔-๗ เหรียญต่อบาร์เรล หรือ ๐.๘๑-๑.๔๒ บาทต่อลิตร เมื่อเกิดวิกฤติสงคราม ค่าการกลั่นน้ำมันตั้งแต่วันที่ ๑-๗ เมษายน ปีนี้ เคยพุ่งสูงถึง ๘๗ เหรียญต่อบาร์เรลหรือ ๑๗.๕๐ บาท/ต่อลิตร เมื่อดูค่าการกลั่นเฉลี่ยรายเดือน ปี ๒๕๖๙ เฉพาะเดือนมีนาคมสูงถึง ๗.๒๓ บาท/ลิตร เดือนเมษายน สูงถึง ๑๑.๘๑ บาท/ลิตร และเดือนพฤษภาคม สูงถึง ๖.๒๗ บาท/ลิตร ค่าการกลั่นที่สูงผิดปกตินี้ ทำให้โรงกลั่นมีกำไรมหาศาล ดังที่ปรากฎว่ากำไรสุทธิไตรมาสแรกของปีนี้ โรงกลั่นทั้ง ๕ โรง มีกำไรตั้งแต่ ๒๐๐-๙๐๐% จากสต็อกน้ำมันดิบ และค่าการกลั่น
โครงสร้างราคาน้ำมันของไทยเป็นโครงสร้างราคาที่มีการบวกค่าพรีเมี่ยมจากการสมมติว่า มีการนำเข้าน้ำมันสำเร็จรูปจากสิงค์โปร์ (Import parity) คิดเป็นเงินที่จ่ายให้ค่าใช้จ่ายเหล่านี้ประมาณ ๐.๔๐-๐.๖๐ บาทต่อลิตร แต่เมื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงแล้วพบว่ามีการบวกค่าพรีเมี่ยมในแต่ละผลิตภัณฑ์เป็นเงิน ๐.๕ – ๑.๐ บาทต่อลิตร รวมเป็นเงินที่คนไทยจ่ายเพิ่มให้กับโรงกลั่นที่ตั้งอยู่ในประเทศ (แต่สมมติว่ามีการนำเข้าน้ำมันจากสิงคโปร์) เฉลี่ยปีละ ๒๔,๐๐๐ ล้านบาท เป็นเวลากว่า ๒๐ ปี ซึ่งเท่ากับว่าโรงกลั่นได้ประโยชน์เกินสมควรจากคนไทยผู้ใช้น้ำมันไม่น้อยกว่า ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท
เมื่อผู้ใช้น้ำมันเชื้อเพลิงได้รับผลกระทบจากราคาน้ำมันที่ดีดตัวสูงขึ้นอย่างมากจากภาวะสงครามดังกล่าวข้างต้น เครือข่ายภาคประชาชนโดยสภาองค์กรของผู้บริโภค มูลนิธิยามเฝ้าแผ่นดิน เครือข่ายประชาชนปฏิรูปพลังงาน และกลุ่มผีเสื้อกระพือปีก จึงได้จัดทำข้อเสนอเร่งด่วนการปรับโครงสร้างราคาพลังงานที่เป็นธรรม และการลดราคาน้ำมันเชื้อเพลิงที่เป็นธรรมต่อประชาชน จำนวน ๘ ข้อ เสนอต่อท่านเมื่อวันที่ ๑๖ เมษายน ๒๕๖๙ ซึ่งต่อมาภายหลัง ท่านได้มีคำสั่งกระทรวงพลังงานที่ ๑๐/๒๕๖๙ ลงวันที่ ๒๒ เมษายน ๒๕๖๙ แต่งตั้งผู้แทนของเครือข่ายภาคประชาชนทั้งสี่องค์กรเป็นคณะทำงานร่วมเพื่อพิจารณาข้อเสนอการปรับโครงสร้างราคาพลังงานของเครือข่ายภาคประชาชน (คณะทำงานร่วมฯ)
คณะทำงานร่วมฯ ได้มีการประชุมไปแล้วจำนวน ๒ ครั้งเมื่อวันที่ ๘ และ ๒๒ พฤษภาคม ๒๕๖๙ โดยที่ในการประชุมครั้งแรกเป็นการกำหนดกรอบระยะเวลาปฏิบัติงานและประเด็นการดำเนินงานร่วมกัน ขณะที่ในการประชุมครั้งที่สองได้หารือกันในเรื่องโครงสร้างราคาน้ำมันเชื้อเพลิง เชื้อเพลิงชีวภาพ และการบริหารจัดการกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ซึ่งที่ประชุมคณะทำงานร่วมฯ ได้มีมติเห็นชอบในหลักการปรับโครงสร้างราคาน้ำมันเชื้อเพลิง และให้เสนอเรื่องต่อท่าน ดังนี้
๑. เสนอโครงสร้างราคาน้ำมัน ณ โรงกลั่นใหม่ ให้อิงราคาน้ำมันสำเร็จรูปสิงคโปร์ ใช้ค่าเฉลี่ยถ่วงน้ำหนักย้อนหลัง ๒ วันทำการ ตาม Mean of Platts Singapore (MOPS) โดยตัดค่าพรีเมียมออกไป ตราบใดที่ไม่เกินเพดานค่าการกลั่น (GRM) ที่ ๗ เหรียญต่อบาร์เรล โดยปล่อยให้เป็นการแข่งขันเสรีภายใต้เพดานที่กำหนด
๒. กรณีราคาน้ำมันสำเร็จรูปสูงผิดปกติเกินเพดานค่าการกลั่นที่ ๗ เหรียญต่อบาร์เรลเทียบจากราคาน้ำมันดิบดูไบค่าเฉลี่ยถ่วงน้ำหนักย้อนหลัง ๒ วันทำการ ณ ท่าเรือต้นทาง (Free on Board: FOB) ในฝั่งตะวันออกกลางและเอเชีย ให้ใช้ราคาเพดานค่าการกลั่นที่ ๗ เหรียญต่อบาร์เรลแทน หรือ ประมาณ ๑.๔๒ บาทต่อลิตร หากเทียบอัตราแลกเปลี่ยนที่ ๓๒.๕ บาทต่อเหรียญสหรัฐ
๓. ที่ประชุมไม่เห็นด้วยกับมติ กบง. วันที่ ๘ ธันวาคม ๒๕๖๘ ที่ให้เพิ่มค่าการตลาดทั้งระบบโดยที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานในขณะนั้น มีการขัดกันแห่งผลประโยชน์ เนื่องจากเพิ่งพ้นจากตำแหน่งผู้บริหารของบริษัทพลังงาน ที่ประชุมของคณะทำงานร่วมฯ จึงเห็นชอบให้กลับไปใช้ค่าการตลาดตามมติ กบง. เมื่อวันที่ ๒๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๓ ซึ่งกำหนดค่าการตลาดดีเซล ๑.๕๐ บาท และ เบนซิน ๑.๘๕ บาท พร้อมกับให้เสนอจัดสรรสัดส่วนผลประโยชน์ราคาระหว่างผู้ค้าน้ำมันและปั๊มน้ำมัน ให้มีความเป็นธรรม ดังนี้
๓.๑ กำหนดเพดานค่าการตลาดแยกตาม "รายผลิตภัณฑ์" (ห้ามใช้ระบบค่าเฉลี่ยรวม)
๓.๒ กำหนดสัดส่วนขั้นต่ำให้ สถานีบริการ (ปั๊ม) ไม่ต่ำกว่า ๑ บาท/ลิตร
๓.๓ กำหนดสัดส่วนสูงสุดให้ ผู้ค้ามาตรา ๗ (ผู้ค้าส่ง) ไม่เกิน ๕๐ สตางค์/ลิตร
๔. คณะทำงานร่วมฯ ภาคประชาชนไม่เห็นด้วยกับการนำกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงไปใช้เพื่ออุดหนุนการบิดเบือนราคาเชื้อเพลิงชีวภาพที่นอกจากจะสูงเกินกว่าราคาเนื้อน้ำมันสำเร็จรูปแล้ว ยังสูงกว่าราคาน้ำมันชีวภาพในตลาดโลกอีกด้วย ในขณะเดียวกันก็ไม่เห็นด้วยกับการใช้กองทุนน้ำมันเพื่อบิดเบือนราคาน้ำมันดีเซลให้ต่ำกว่าน้ำมันเบนซิน ซึ่งเป็นการอุดหนุนที่ฝืนราคาตลาดโลก ส่งผลทำให้ประชาชนผู้ใช้น้ำมันต้องใช้ราคาน้ำมันแพงทั้งระบบ และยังทำให้ผลประโยชน์ตกอยู่กับกลุ่มทุนเพียงไม่กี่กลุ่มที่ไม่ใช่เกษตรกรอย่างแท้จริง อีกทั้งยังสร้างภาระกองทุนน้ำมันให้กับประชาชนผู้ใช้น้ำมันทั้งประเทศเป็นผู้แบกรับอย่างไม่เป็นธรรมต่อไปอย่างไม่มีวันจบสิ้น เป็นการบั่นทอนรากฐานความสามารถในการแข่งขันด้านต้นทุนพลังงานของประเทศไทยทั้งระบบ ทำให้อัตราการเจริญเติบโตของประเทศไทยอยู่ในระดับต่ำมาอย่างต่อเนื่องตลอด ๒๐ ปีที่ผ่านมา
หากท่านดำเนินการตามมติที่ประชุมดังกล่าวข้างต้นแล้วจะส่งผลให้ราคาหน้าปั๊มของน้ำมันเบนซิน ๙๕ ลดลง ดังกรณีเมื่อวันที่ ๓ มิถุนายน ๒๕๖๙ จากราคา ๕๒.๔๙ บาทต่อลิตร เหลือ ๓๔.๒๖๖๑ บาทต่อลิตร หรือลดลงไปประมาณ ๑๘.๒๒๓๙ บาทต่อลิตร ราคาถูกกว่าแก๊สโซฮอล์ ๙๕ ประมาณ ๘.๖๓๓๙ บาทต่อลิตร ราคาถูกกว่าแก๊สโซฮอล์ ๙๑ ประมาณ ๘.๒๖๓๙ บาทต่อลิตร อีกทั้งราคาจะถูกกว่าอี ๒๐ ประมาณ ๓.๖๓๓๙ บาทต่อลิตร จากราคาน้ำมันจริงที่ไม่มีการนำเชื้อเพลิงชีวภาพมาผสมจนทำให้เกิดราคาที่ผิดเพี้ยนเช่นในปัจจุบัน ซึ่งจะทำให้ประชาชนทั้งประเทศใช้ราคาน้ำมันเบนซินลดลงทันที
ในขณะที่โครงสร้างราคาน้ำมันใหม่ตามมติที่ประชุมคณะทำงานร่วมฯ จะส่งผลทำให้ราคาหน้าปั๊มของน้ำมันดีเซล ๑๐๐% อยู่ที่ ๓๘.๔๒๒ บาทต่อลิตร ถูกกว่าน้ำมันผสมไบโอดีเซล ๗% หรือที่เรียกว่าไฮดีเซล บี ๗ ที่ไม่มีการอุดหนุนจากกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงประมาณ ๔.๒๗๘ บาทต่อลิตรและราคาถูกกว่าน้ำมันผสมไบโอดีเซล ๒๐% หรือ บี ๒๐ ประมาณ ๔.๐๓๘ บาทต่อลิตร
อีกทั้ง หากดำเนินการตามมติที่ประชุมดังกล่าวข้างต้น นอกจากจะทำให้ราคาน้ำมันลดลงแล้ว ยังเป็นการกดดันให้โรงกลั่นต้องลดราคาน้ำมันไบโอดีเซลและเอทานอลที่สูงกว่าราคาตลาดโลกที่เอาเปรียบผู้ใช้น้ำมันมาเป็นเวลานาน และยุติการบิดเบือนราคาโดยใช้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเป็นเครื่องมืออำพรางราคา ให้ผู้ใช้น้ำมันเห็นว่า น้ำมันผสมมีราคาถูกกว่า แต่เป็นภาระต่อกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงที่ต้องเรียกเก็บเงินจากผู้ใช้น้ำมัน ดังมีรายละเอียดการคำนวณตามมติที่ประชุมคณะทำงานฯ ดังตารางต่อไปนี้
ตารางที่ ๑ โครงสร้างราคาน้ำมันเชื้อเพลิง (กทม.) เมื่อวันที่ ๓ มิถุนายน ๒๕๖๙
ตารางที่ ๒ ประมาณการโครงสร้างราคาน้ำมันเบนซินและดีเซลใหม่ตามมติที่ประชุมของคณะทำงานร่วมฯ เมื่อวันที่ ๒๒ พ.ค. ๒๕๖๙ โดยอ้างอิงราคา ณ วันที่ ๓ มิถุนายน ๒๕๖๙
* หมายเหตุ ๑ : ค่าการตลาดเบนซิน ๙๕ โครงสร้างราคาใหม่ ใช้อ้างอิงค่าการตลาดของแก๊สโซฮอล์ ๙๕ และ แก๊สโซฮอล์ ๙๑ ที่มียอดจำหน่ายสูงสุดจากสูตรราคาโครงสร้างเดิม
* หมายเหตุ ๒ : ค่าการตลาดดีเซล ๑๐๐% โครงสร้างราคาใหม่ ใช้อ้างอิงค่าการตลาดของดีเซล บี ๗ มียอดจำหน่ายสูงสุดจากสูตรราคาโครงสร้างเดิม
[1] = 23.9313 x 0.9140 โดยที่ 0.9140 มาจาก ราคาดูไบ FOB เฉลี่ยสองวัน + เพดานค่าการกลั่น/ราคาดูไบ FOB เฉลี่ยสองวัน + (ค่าการกลั่น(GRM) –ค่าพรีเมียม) (20.3575 + 1.4220) / (20.3575 + (3.87-0.40))
[2] = 29.2635 x 0.9140
ตารางที่ ๓ แสดงค่าการตลาดและค่าการกลั่นเมื่อวันที่ ๓ มิถุนายน ๒๕๖๙
ทั้งนี้ เพื่อป้องกันการผ่องถ่ายโยกย้ายราคาข้ามหมวดดังที่เคยเกิดขึ้นมาแล้ว เช่น กรณีที่ราคาน้ำมันสำเร็จรูปตลาดสิงคโปร์ลดลง ๑๑ บาทต่อลิตร แต่ไม่มีการลดราคาหน้าปั๊ม กลับใช้วิธีโยกส่วนลดไปไว้ที่ค่าการตลาดแทน จึงไม่ควรปรับโครงสร้างราคาทีละส่วนแยกออกจากกันโดยเด็ดขาด แต่ต้องปรับโครงสร้างราคาน้ำมันเชื้อเพลิงทั้งระบบในคราวเดียว เพื่อให้เกิดโครงสร้างราคาน้ำมันเชื้อเพลิงที่เป็นธรรมอย่างแท้จริง โดยกำหนดราคาหน้าโรงกลั่นใหม่ กำหนดเพดานราคาค่าการกลั่น กำหนดค่าการตลาด และหยุดการใช้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงบิดเบือนราคาน้ำมันชีวภาพและน้ำมันสำเร็จรูปพื้นฐาน เพื่อมิให้ผู้ประกอบการใช้เป็นเครื่องมือในการโยกย้ายกำไรไปยังส่วนอื่น ๆ เอาเปรียบประชาชนผู้ใช้น้ำมัน แทนที่จะนำมาลดราคาเนื้อน้ำมันตามจริง
การที่รัฐบาลเพิกเฉยและปล่อยให้กลุ่มทุนพลังงานเอาเปรียบประชาชนอย่างมหาศาล ต่อเนื่องยาวนาน และความเสียหายจากการเอากำไรเกินสมควรจากประชาชนยังคงเกิดขึ้นอยู่ทุกวัน ไม่ต่ำกว่าวันละ ๘๐๐ - ๑,๐๐๐ ล้านบาท การปรับโครงสร้างราคาน้ำมันจึงเป็นเรื่องเร่งด่วน ไม่อาจจะรอได้แม้แต่วันเดียว ดังนั้นการประชุมของคณะทำงานร่วมฯ ที่มีมานานกว่า ๔ สัปดาห์ โดยยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงใด ๆ จึงไม่เป็นประโยชน์ต่อผู้ใช้น้ำมันเชื้อเพลิง ในการนี้ คณะทำงานร่วมฯ ภาคประชาชนจึงขอยุติการประชุมคณะทำงานร่วมฯ เป็นการชั่วคราว จนกว่ารัฐมนตรีจะได้นำมติของที่ประชุมที่มีข้อสรุปร่วมกันแล้วเมื่อวันที่ ๒๒ พฤษภาคม ๒๕๖๙ ไปปฏิบัติให้เป็นรูปธรรม จึงค่อยมีการประชุมเพื่อปรับปรุงโครงสร้างราคาพลังงานในประเด็นอื่นต่อไป ทั้งนี้ ขอให้มีความจริงใจในการปฏิรูปโครงสร้างราคาน้ำมันเชื้อเพลิงให้เป็นรูปธรรมโดยเร็วที่สุด โดยให้ยึดหลักตามแนวพระราชดำริและหลักการทรงงาน ที่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร (ในหลวงรัชกาลที่ ๙) ทรงยึดถือว่า "ความทุกข์ของประชาชน รอไม่ได้"
จึงเรียนมาเพื่อโปรดพิจารณา
ขอแสดงความนับถือ
คณะทำงานร่วมฯ ภาคประชาชน
(นางสาวบุญยืน ศิริธรรม) (นางสาวรสนา โตสิตระกูล)
(ศาสตราภิชาน ปานเทพ พัวพงษ์พันธ์) (ดร.มล.กรกสิวัฒน์ เกษมศรี)
(นายคมสัน โพธิ์คง) (นายรุ่งชัย จันทสิงห์)
(ผศ.ประสาท มีแต้ม) (นายสันติสุข โสภณศิริ)
(รศ.ดร.ชาลี เจริญลาภนพรัตน์) (นายอิฐบูรณ์ อ้นวงษา)
(นายณกานต์ จันธิราชนารา) (นายวชิรพงศ์ สิริพงศ์เมธี)


