สภาฯตั้งกมธ.วิสามัญ 25 คน ตรวจใช้เงินกู้ 4 แสนล. “ไหม” ซัดรบ.ลักไก่ตีเช็กเปล่า ยัดไส้ฉกงบจ่ายบัตรคนจน ข้ามหัวปชช.-สภา ท้าทายกู้ก่อนศาลรธน.วินิจฉัย “มาร์ค” ซัดกู้แก้วิกฤตพลังงานผิดทาง ช่วยจริงหรือไม่ ติงเน้นโซลาร์-รถ EV แต่ไม่หนุนไบโอดีเซลช่วยเกษตร ปล่อยของแพงแล้วกู้มาแจก 4 เดือนเงินหมดแต่หนี้สาธารณะพุ่งเกือบชนเพดาน
เมื่อวันที่ (4 มิ.ย. 2569) ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล สส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาชน อภิปรายสนับสนุนญัตติตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญตรวจสอบการใช้จ่ายเงินกู้ตาม พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท เพื่อแก้วิกฤตพลังงานและบรรเทาค่าครองชีพประชาชน
น.ส.ศิริกัญญากล่าวว่า รัฐบาลพยายามข้ามการตรวจสอบของสภาถึง 2 ครั้ง ครั้งแรกคือเลือกใช้ พ.ร.ก. แทนการออก พ.ร.บ. ทั้งที่หลักการปกติการกู้เงินต้องขออนุมัติจากสภา แต่รัฐบาลกลับใช้ช่องทาง พ.ร.ก. เพื่อขอวงเงินมาก่อน โดยไม่มีรายละเอียดชัดเจนว่าจะใช้เงินอย่างไร หรือจะชำระหนี้อย่างไร เปรียบเสมือน “ตีเช็กเปล่า” ท่ามกลางปัญหารัฐบาลถังแตก เงินหมดคลัง
น.ส.ศิริกัญญากล่าวต่อว่า ครั้งที่สองคือการสอดไส้โครงการที่ไม่เร่งด่วนเข้าไปในเงินกู้ โดยเฉพาะงบด้านการเปลี่ยนผ่านพลังงาน 200,000 ล้านบาท ทั้งที่เป็นภารกิจระยะยาว ไม่สามารถใช้เงินภายในปีครึ่งแล้วทำให้เกิดผลทันที อีกทั้งรัฐบาลยังตอบไม่ได้ว่าเป้าหมายการลดเชื้อเพลิงฟอสซิล หรือสัดส่วนพลังงานสะอาดจะเป็นเท่าใด จึงกังวลว่าจะซ้ำรอยเงินกู้ช่วงโควิด-19 ที่หลายโครงการถูกตรวจพบว่ามีความเสี่ยงทุจริตและจัดซื้อจัดจ้างผิดปกติ
น.ส.ศิริกัญญายังตั้งคำถามถึงการเดินหน้ากู้เงินก่อนศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ทั้งที่ฝ่ายค้านยื่นคำร้องตามมาตรา 173 แล้ว หากศาลวินิจฉัยว่า พ.ร.ก.ไม่ชอบด้วยกฎหมาย รัฐบาลจะรับผิดชอบอย่างไรกับเงินที่กู้ไปแล้ว
นอกจากนี้ ยังพบว่ารัฐบาลทยอยอนุมัติโครงการแล้ว 176,000 ล้านบาท โดยมีการนำงบที่ควรอยู่ในงบประมาณปกติปี 2569 มาใช้เงินกู้แทน เช่น งบกองทุนประชารัฐสำหรับจ่ายสวัสดิการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐอีก 4 เดือน ซึ่งไม่ใช่เหตุการณ์วิกฤต แต่เป็นการแก้ปัญหาเงินขาดมือของรัฐบาล
“ถ้ารัฐบาลเปิดเผยรายละเอียดตั้งแต่ต้น กู้เท่าที่จำเป็น และทำตามขั้นตอนปกติ สภาคงไม่ต้องตั้งญัตติแบบนี้ แต่เมื่อรัฐบาลเลือกเดินตรงข้ามทุกขั้นตอน สภาจึงเหลือเครื่องมือสุดท้าย คือการตั้ง กมธ.วิสามัญ เพื่อตรวจสอบเงินทุกบาททุกสตางค์ ที่ประชาชนต้องใช้หนี้ในอนาคต” น.ส.ศิริกัญญากล่าว
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวปิดญัตติโดยย้ำถึงความจำเป็นในการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อตรวจสอบการใช้จ่ายเงินกู้ดังกล่าว เนื่องจากแตกต่างจากกระบวนการงบประมาณปกติที่สภาผู้แทนราษฎรมีโอกาสพิจารณา อนุมัติ และตรวจสอบรายละเอียดโครงการต่าง ๆ อย่างรอบด้าน
นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ในระบอบประชาธิปไตย เงินภาษีของประชาชนต้องผ่านการอนุมัติและการตรวจสอบจากผู้แทนประชาชน แต่กรณี พ.ร.ก.ฉบับนี้ คณะรัฐมนตรีอนุมัติและสามารถกู้เงินมาใช้ได้ทันที ขณะที่สภายังไม่มีโอกาสพิจารณาหรือกลั่นกรองแม้แต่โครงการเดียว ทั้งที่เงินกู้บางส่วนได้เริ่มถูกนำไปใช้แล้ว
นายอภิสิทธิ์ ระบุว่า หนี้ที่เกิดขึ้นจากเงินกู้ก้อนนี้จะสะท้อนกลับมาเป็นภาระงบประมาณในอนาคต ทั้งในรูปดอกเบี้ยและเงินต้นที่ต้องทยอยชำระคืน ซึ่งปัจจุบันงบประมาณของประเทศก็มีภาระด้านหนี้สาธารณะจำนวนมากอยู่แล้ว จนเหลืองบสำหรับการลงทุนและพัฒนาประเทศอย่างจำกัด
“ฝ่ายค้านเชื่อว่าการออก พ.ร.ก.ครั้งนี้ไม่สอดคล้องกับเงื่อนไขของรัฐธรรมนูญ เพราะวิกฤตพลังงานที่รัฐบาลอ้างสามารถบริหารจัดการได้ หากเลือกแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ เช่น การจัดเก็บเงินจากโรงกลั่น หรือการลดภาษีสรรพสามิตน้ำมัน วันนี้ราคาน้ำมันคงไม่ต่างจากช่วงต้นเดือนกุมภาพันธ์ แต่รัฐบาลกลับปล่อยให้ต้นทุนสินค้าสำคัญปรับตัวสูงขึ้น ก่อนตัดสินใจกู้เงินมาแจกประชาชนเพื่อซื้อสินค้าที่มีราคาแพงขึ้นอยู่แล้ว” นายอภิสิทธิ์ กล่าว
นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ภายใน 4 เดือนข้างหน้า เม็ดเงินสำหรับโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจจะหมดลง แต่ราคาสินค้ายังคงอยู่ในระดับสูง ขณะที่หนี้สาธารณะจะเพิ่มขึ้นจนเข้าใกล้เพดานที่กำหนดไว้ จึงเป็นเหตุผลสำคัญที่การใช้เงินกู้ 4 แสนล้านบาทจำเป็นต้องได้รับการตรวจสอบอย่างจริงจัง
พร้อมตั้งข้อสังเกตว่า คณะกรรมการที่มีอำนาจกลั่นกรองโครงการตาม พ.ร.ก.ฉบับนี้ ประกอบด้วยปลัดกระทรวงการคลังเป็นประธาน ผู้บริหารระดับสูงของภาคราชการ และผู้ทรงคุณวุฒิที่คณะรัฐมนตรีแต่งตั้ง ทำให้ขาดกลไกการตรวจสอบจากฝ่ายนิติบัญญัติอย่างเพียงพอ
นายอภิสิทธิ์ ยังวิจารณ์แนวคิด “5T” ที่รัฐบาลและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังใช้ประชาสัมพันธ์ในเวทีนานาชาติ โดยเฉพาะหลักการ “Targeted” หรือการมุ่งเป้าช่วยเหลือประชาชนที่เดือดร้อน ว่าไม่สอดคล้องกับการดำเนินการจริง เพราะโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส” ขยายกลุ่มผู้ได้รับสิทธิถึง 26 ล้านคน ซึ่งไม่ใช่การช่วยเหลือแบบมุ่งเป้าอย่างแท้จริง
“นี่ไม่ใช่การมุ่งเป้า แต่เป็นการสร้างภาระหนี้ให้คนรุ่นหลัง ขณะที่การคัดกรองผู้มีสิทธิยังเกิดปัญหาหลายประการ เช่น กรณีตัดสิทธิผู้ที่นำบิดามารดาไปใช้ลดหย่อนภาษี ดังนั้น กมธ.ชุดนี้จึงต้องติดตามว่าการใช้เงินเกือบ 2 แสนล้านบาทเพื่อช่วยเหลือประชาชนเป็นไปอย่างเหมาะสมหรือไม่” นายอภิสิทธิ์ กล่าว
ส่วนงบประมาณอีก 2 แสนล้านบาทที่ใช้สำหรับการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน นายอภิสิทธิ์ มองว่ายังไม่มีรายละเอียดชัดเจน โดยรัฐบาลเน้นเฉพาะการสนับสนุนโซลาร์เซลล์และยานยนต์ไฟฟ้า ซึ่งยังต้องพึ่งพาเทคโนโลยีจากต่างประเทศ ขณะที่แนวทางส่งเสริมพลังงานชีวภาพช่น ไบโอดีเซล ที่สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มให้เกษตรกรและลดการนำเข้าน้ำมันกลับไม่ได้รับการผลักดันอย่างจริงจัง
นอกจากนี้ ยังแสดงความกังวลต่อการนำเงินกู้ไปใช้ในโครงการด้านเทคโนโลยี โดยเห็นว่าหลายโครงการยังขาดความโปร่งใส และยกตัวอย่างโครงการ AI Thai Passport ที่ควรได้รับการตรวจสอบถึงความคุ้มค่าและประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นกับประเทศ
“สิ่งที่ชัดเจนที่สุดในวันนี้คือ คนไทยจะมีภาระหนี้เพิ่มขึ้นอีก 4 แสนล้านบาท และสภาผู้แทนราษฎรมีหน้าที่ต้องตรวจสอบว่าการใช้เงินก้อนนี้เป็นไปอย่างคุ้มค่า โปร่งใส และเกิดประโยชน์ต่อประชาชนจริงหรือไม่” นายอภิสิทธิ์ กล่าว
ภายหลังการอภิปราย ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรมีมติเห็นชอบให้ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาตรวจสอบการใช้จ่ายเงินกู้ตาม พ.ร.ก.ดังกล่าว จำนวน 25 คน โดยกำหนดกรอบระยะเวลาศึกษาและจัดทำรายงานให้แล้วเสร็จภายใน 90 วัน


