xs
xsm
sm
md
lg

“อรทัย” หนุนตั้ง กมธ.สอบกู้ 4 แสน ล. ชี้ ศก.โตไม่ทันเงินเฟ้อห่วงคนอดเยียวยา จี้ เปิดแผน-ถามใครใช้หนี้

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



“อรทัย” หนุนตั้ง กมธ.วิสามัญตรวจสอบ พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน ชี้ เศรษฐกิจโตไม่ทันเงินเฟ้อ ห่วงคนตกสำรวจไม่ได้รับเยียวยา จี้ เปิดแผนใช้เงิน-ตัวชี้วัดความสำเร็จ พร้อมตั้งคำถามสุดท้าย “ใครจะเป็นคนใช้หนี้ก้อนนี้?”

เมื่อวันที่ 4 มิ.ย. น.ส.อรทัย เกิดทรัพย์ สส.ภูเก็ต พรรคกล้าธรรม อภิปรายสนับสนุนญัตติขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาตรวจสอบการใช้จ่ายเงินกู้ตามพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ วงเงิน 400,000 ล้านบาท โดยระบุว่า แม้จะเข้าใจเจตนารมณ์ของรัฐบาลที่ต้องการช่วยเหลือประชาชนและฟื้นฟูเศรษฐกิจในภาวะวิกฤติค่าครองชีพ แต่การใช้งบประมาณมหาศาลดังกล่าวจำเป็นต้องมีการตรวจสอบอย่างเข้มข้น เพื่อให้เกิดความโปร่งใสและคุ้มค่ามากที่สุด

น.ส.อรทัย กล่าวว่า วันนี้อาจไม่สามารถหยุดยั้งการบังคับใช้ พ.ร.ก.เงินกู้ที่มีผลบังคับใช้ไปแล้วตั้งแต่วันที่ 9 พฤษภาคมที่ผ่านมาได้ แต่ในฐานะผู้แทนประชาชน ยังมีคำถามสำคัญหลายประการที่สังคมควรได้รับคำตอบผ่านกระบวนการตรวจสอบของคณะกรรมาธิการวิสามัญ

ประเด็นแรก คือ คำถามว่า “เงินกู้ครั้งนี้กระตุ้นเศรษฐกิจและช่วยเหลือคนไทยได้จริงหรือไม่” โดยชี้ให้เห็นว่า แม้รัฐบาลจะประเมินว่า GDP ของประเทศจะเพิ่มขึ้นจาก 1.5% เป็น 2.1% หรือเพิ่มขึ้นเพียง 0.6% จากผลของมาตรการดังกล่าว แต่เมื่อเทียบกับอัตราเงินเฟ้อที่คาดการณ์ไว้ราว 3% จะพบว่าการเติบโตทางเศรษฐกิจที่แท้จริงยังคงติดลบประมาณ 0.9% ซึ่งสะท้อนว่ารายได้ของประชาชนยังเติบโตไม่ทันค่าครองชีพที่สูงขึ้น

“จึงเป็นคำถามสำคัญว่า การกู้เงินมหาศาลครั้งนี้คุ้มค่ากับผลลัพธ์ทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นจริงหรือไม่ และเป็นการฟื้นตัวอย่างยั่งยืน หรือเป็นเพียงการอัดฉีดเงินเข้าสู่ระบบชั่วคราวเท่านั้น” น.ส.อรทัย กล่าว

ประเด็นที่สอง คือ เรื่อง การเข้าถึงการเยียวยาอย่างทั่วถึงเงินกู้ก้อนแรกจำนวน 200,000 ล้านบาท ที่รัฐบาลนำมาใช้เพื่อช่วยเหลือประชาชน อาจยังไม่สามารถเข้าถึงคนทุกกลุ่มได้ โดยเฉพาะกลุ่ม “คนตกสำรวจ” ที่ไม่มีสมาร์ทโฟน ไม่มีข้อมูลอยู่ในระบบ หรือไม่ได้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ทั้งที่เป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบทางเศรษฐกิจอย่างแท้จริง

“ดิฉันคาดหวังว่าการเยียวยาครั้งนี้จะเป็นเหมือนฝนที่ตกทั่วฟ้า ไม่ใช่ตกเฉพาะบางพื้นที่ แต่ยังมีคนอีกหลายล้านคนที่อาจถูกทิ้งไว้ข้างหลัง จึงอยากทราบว่ารัฐบาลมีมาตรการใดที่จะทำให้คนเหล่านี้เข้าถึงความช่วยเหลือได้อย่างแท้จริง” น.ส.อรทัย กล่าว

นอกจากนี้ ยังตั้งข้อสังเกตต่อมาตรการช่วยเหลือด้านพลังงานที่เน้นการลดค่าไฟฟ้าสำหรับผู้ใช้ไฟไม่เกิน 400 หน่วยว่า แม้จะเป็นข่าวดีสำหรับประชาชน แต่ยังเป็นเพียงมาตรการระยะสั้น และตั้งคำถามว่าทำไมรัฐบาลจึงไม่ดำเนินการปรับโครงสร้างราคาพลังงานอย่างจริงจัง เพื่อให้ประชาชนทุกคนได้รับประโยชน์โดยไม่ต้องมีเงื่อนไขหรือมาตรการเยียวยาเฉพาะหน้าอยู่ตลอดเวลา

สำหรับเงินกู้ก้อนที่สองอีก 200,000 ล้านบาท ซึ่งรัฐบาลระบุว่า จะใช้ใน 3 ด้านหลัก ได้แก่ การส่งเสริมพลังงานสะอาดและโซลาร์เซลล์ การสนับสนุนยานยนต์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และการพัฒนาทักษะแรงงานรองรับเศรษฐกิจใหม่ น.ส.อรทัย กล่าวว่า แม้จะเห็นด้วยกับเป้าหมายการยกระดับประเทศสู่เทคโนโลยีและพลังงานสะอาด แต่ยังไม่เห็นรายละเอียดที่ชัดเจนเกี่ยวกับการจัดสรรงบประมาณ กลุ่มเป้าหมาย และตัวชี้วัดความสำเร็จ หรือ KPI ของแต่ละโครงการ

“วันนี้เหมือนรัฐบาลกำลังบอกว่ามีของดีให้คนไทย แต่พวกเราในสภายังไม่เห็นแผนงานที่ชัดเจนว่าเงินจำนวนมหาศาลนี้จะถูกใช้ไปอย่างไร และจะวัดผลความสำเร็จอย่างไร จึงจำเป็นต้องมีกรรมาธิการวิสามัญเข้ามาตรวจสอบและติดตามอย่างใกล้ชิด” น.ส.อรทัย กล่าว

น.ส.อรทัย ยังตั้งคำถามเรื่องภาระหนี้สาธารณะที่จะเกิดขึ้นในอนาคต โดยระบุว่า ปัจจุบันประเทศไทยมีหนี้สาธารณะมากกว่า 12 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็นประมาณ 66% ของ GDP ขณะที่เพดานหนี้สาธารณะอยู่ที่ 70% หากรวมวงเงินกู้ใหม่อีก 400,000 ล้านบาท อาจทำให้สัดส่วนหนี้สาธารณะเพิ่มขึ้นแตะระดับ 69% ภายในสิ้นปีงบประมาณ 2570

“คำถามสำคัญคือ ใครจะเป็นคนชำระหนี้ก้อนนี้ เพราะหนี้ทุกบาททุกสตางค์ย่อมต้องมีคนรับผิดชอบในอนาคต และดิฉันยังไม่เห็นแนวทางเพิ่มรายได้ของรัฐบาลที่ชัดเจนเพียงพอ หากรัฐบาลเลือกเพิ่มรายได้ด้วยการปรับขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) จาก 7% ในอนาคต ประชาชนอาจต้องเผชิญกับภาระค่าครองชีพที่สูงขึ้นอีก ส่งผลให้ประโยชน์จากการเยียวยาในวันนี้สูญเปล่า และสุดท้ายผู้ที่ต้องแบกรับภาระหนี้ก็ยังคงเป็นประชาชนคนไทย” น.ส.อรทัย กล่าว

น.ส.อรทัย กล่าวถึงท้ายว่า ตนขอฝากข้อคิดไปยังรัฐบาลว่า แทนที่จะมุ่งเน้นการกู้เงินจำนวนมหาศาลเพื่อเยียวยาปัญหาเฉพาะหน้า รัฐบาลควรเร่งปฏิรูปโครงสร้างด้านพลังงานและสร้างความเป็นธรรมทางเศรษฐกิจอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ ลดภาระค่าครองชีพของประชาชน หลายครั้งที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรอภิปรายเรื่องการปฏิรูปโครงสร้างพลังงานในสภาแห่งนี้ แต่ประชาชนยังไม่เห็นแนวทางแก้ไขที่จริงจัง หากไม่แก้ปัญหาที่ต้นเหตุ สุดท้ายปัญหาก็จะยังคงอยู่ และคนไทยทั้งประเทศก็ต้องแบกรับภาระหนี้ก้อนใหม่อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้