“นิกร” แจง ภท.ถอนชื่อ สส.ออกจากร่างแก้ รธน.ฉบับเพื่อไทย หวั่นแนวทางเลือกตั้ง สสร.โดยตรงขัดคำวินิจฉัยศาล รธน. เสี่ยงถูกร้องจนกระทบเสถียรภาพรัฐบาล ย้ำอำนาจสูงสุดยังอยู่ที่ ปชช. และยังมีส่วนร่วมเต็มที่ผ่านการทำประชามติ 3 ครั้ง เหน็บบางพรรคยื่น 2 ร่างแบบ “กึ่งยิงกึ่งผ่าน” ในฐานะแกนนำรัฐบาลต้องเดินบนหลักกฎหมายอย่างระมัดระวัง ให้ทำรัฐธรรมนูญใหม่สำเร็จ ไม่ใช่แค่หาความนิยมทางการเมือง
วันที่( 4 มิ.ย.)นายนิกร จำนง สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย” ในนามคณะทำงานการจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ของพรรคภูมิใจไทย อย่างไรก็ตาม ภายหลังพรรคเพื่อไทยสามารถรวบรวมรายชื่อได้ครบ 189 คน พรรคภูมิใจไทยได้กลับมาพิจารณารายละเอียดของร่างดังกล่าวอีกครั้ง และเห็นว่ามีประเด็นที่อาจขัดต่อคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 18/2568 ซึ่งระบุว่า รัฐสภาไม่อาจกำหนดให้ประชาชนเลือกผู้จัดทำรัฐธรรมนูญได้โดยตรง
นายนิกรกล่าวว่า รูปแบบการได้มาของสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.) ตามร่างของพรรคเพื่อไทย ที่เสนอให้มีการเลือกตั้ง สสร. 300 คนโดยตรง แม้จะให้รัฐสภาเป็นผู้คัดเลือกเหลือ 100 คนในภายหลัง แต่ต้นทางยังคงมาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชน ซึ่งอาจขัดต่อแนวทางที่ศาลรัฐธรรมนูญวางไว้ เพราะผลคะแนนที่ประชาชนลงเลือกย่อมสะท้อนเจตนารมณ์โดยตรง และในทางปฏิบัติรัฐสภาก็อาจไม่สามารถเลือกผู้ที่มีลำดับคะแนนต่ำกว่าได้
นอกจากนี้ ศาลรัฐธรรมนูญยังวางหลักว่า อำนาจในการจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่เป็นของประชาชนในฐานะผู้ทรงอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญ ขณะที่รัฐสภามีหน้าที่ดำเนินการภายใต้กรอบของรัฐธรรมนูญปัจจุบันเท่านั้น จึงอาจเกิดความขัดแย้งทางอำนาจได้หากเปิดให้มีการเลือกตั้งผู้ร่างรัฐธรรมนูญโดยตรง
“ประชาชนยังมีความเกี่ยวพันกับการจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ถึง 3 ครั้ง ผ่านกระบวนการประชามติ จะบอกว่าไม่มีความยึดโยงกับประชาชนไม่ได้ เพราะไม่ว่ารัฐสภาจะร่างรัฐธรรมนูญออกมาอย่างไร ประชาชนสามารถลงประชามติไม่เห็นชอบได้ทั้งหมด อำนาจสูงสุดยังเป็นของประชาชน” นายนิกรกล่าว
นายนิกรยังอ้างถึงเอกสารศึกษาคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่จัดทำโดยฝ่ายวิชาการของสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งระบุว่า สมาชิกของรัฐสภามีอำนาจเพียงแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญภายใต้ขอบเขตที่รัฐธรรมนูญปี 2560 กำหนดไว้เท่านั้น หากรัฐสภาให้อำนาจประชาชนเลือกผู้ร่างรัฐธรรมนูญโดยตรง อาจถือเป็นการขยายอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญเกินกว่าที่ได้รับมอบหมาย
ด้วยเหตุนี้ พรรคภูมิใจไทยจึงเห็นว่าควรให้ สส.ที่เคยร่วมลงชื่อถอนรายชื่อออกจากร่างของพรรคเพื่อไทย เนื่องจากมีรายชื่อครบตามเกณฑ์แล้ว อีกทั้งร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของทั้งสองพรรคยังมีสาระสำคัญแตกต่างกันอย่างมาก
นายนิกรกล่าวด้วยว่า พรรคภูมิใจไทยมีความจริงใจในการผลักดันการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ให้สำเร็จ และมองว่าการเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2 แนวทางพร้อมกันไม่เหมาะสม แม้กฎหมายจะไม่ได้ห้ามไว้ก็ตาม
“ไม่ควรใช้ระบบแบบศรีธนญชัย หรือกึ่งยิงกึ่งผ่าน จะยิงก็ควรยิงไปเลย จะไม่ยิงก็ไม่ยิงไปเลย ให้เอาสักแบบ แบบใดแบบหนึ่ง” นายนิกรกล่าว
นายนิกรยืนยันว่า การตัดสินใจดังกล่าวเป็นไปเพื่อให้สอดคล้องกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ และลดความเสี่ยงที่จะเกิดการร้องเรียนในอนาคต แม้ร่างของพรรคภูมิใจไทยอาจไม่ได้รับความนิยมมากนัก แต่พรรคให้ความสำคัญกับการทำให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญสำเร็จมากกว่าการสร้างความนิยมทางการเมือง
พร้อมยกตัวอย่างรัฐธรรมนูญปี 2540 ซึ่งได้รับการยอมรับว่าเป็นรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน แม้สมาชิก สสร.จะไม่ได้มาจากการเลือกตั้งโดยตรง แต่เกิดจากการเปิดรับฟังความคิดเห็นของประชาชนอย่างกว้างขวาง
สำหรับร่างของพรรคภูมิใจไทย ได้กำหนดให้มีคณะกรรมาธิการรับฟังความคิดเห็นประชาชนทั่วประเทศเป็นเวลา 360 วัน เพื่อให้ประชาชนมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง และสะท้อนว่ารัฐธรรมนูญเป็นของประชาชน ไม่ใช่เพียงอาศัยการเลือกตั้งเป็นตัวชี้วัด
ส่วนกรณีที่สมาชิกวุฒิสภาบางส่วนเตรียมเข้าหารือตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับแนวทางแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้น นายนิกรมองว่าเป็นเรื่องที่ดี แต่การหารือไม่ใช่คำวินิจฉัยของศาล จึงไม่สามารถถือเป็นข้อยุติได้ พร้อมยืนยันว่าพรรคภูมิใจไทยจะเดินหน้าตามแนวทางที่เห็นว่าถูกต้องและสอดคล้องกับเจตนารมณ์ของประชาชนมากที่สุด
นายนิกรยังย้ำว่า การถอนรายชื่อไม่ได้หมายความว่าพรรคภูมิใจไทยจะไม่เห็นด้วยกับร่างของพรรคเพื่อไทยทั้งหมด และไม่ใช่การปัดตกร่างดังกล่าว เนื่องจากเป็นเอกสิทธิ์ของ สส.แต่ละคนในการเข้าชื่อหรือถอนชื่อ อีกทั้งความสัมพันธ์ระหว่างพรรคร่วมรัฐบาลยังคงเป็นปกติ
“เราเป็นพรรคแกนนำรัฐบาล จึงต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ หากดำเนินการในเรื่องที่สุ่มเสี่ยงต่อการถูกร้องเรียน อาจส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพของรัฐบาลได้ เราจึงยึดหลักคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญเป็นสำคัญ” นายนิกรกล่าว
ทั้งนี้ นายนิกรเห็นว่า หากเปิดให้มีการเลือกตั้ง สสร.โดยตรง อาจนำไปสู่การร้องเรียนจนกระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญสะดุดหรือล้มเหลวได้ ขณะที่ประชาชนยังคงมีอำนาจโดยตรงผ่านการออกเสียงประชามติในทุกขั้นตอนสำคัญของการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่อยู่แล้ว


