“อนุทิน” เผย หลังลุยตลาด เช็กกระแสไทยช่วยไทยพลัส เสียงตอบรับดี ทั้งผู้ซื้อผู้ขาย เล็งขุดโครงการใหม่พลัสไปเรื่อยๆ หาก ปชช.ได้ประโยชน์ ย้ำ ไม่ทบทวนหลักเกณฑ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ หลังดรามาลูกลดหย่อนภาษี พ่อแม่ถูกตัดสิทธิ แต่รับไปปรับปรุงโครงการหน้า ชี้ ไม่มีใครบ่น มีแต่พอใจ
วันนี้ (3 มิ.ย.) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวถึงการลงพื้นที่สำรวจการจับจ่ายใช้สอยผ่านโครงการไทยช่วยไทยพลัส 60/40 ว่า ตนไปทานอาหารร้านประจำ เลยเห็นพี่น้องประชาชนออกมาจับจ่ายใช้สอยผ่านโครงการไทยช่วยไทยพลัส 60/40 และโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เห็นว่า มีความคึกคักมากพอสมควร และได้สอบถามทั้งผู้ซื้อและผู้ขายมีความพึงพอใจ
ส่วนจากการดูกระแสแล้วจะสามารถช่วยเป็นไปตามเป้าหมายที่รัฐบาลต้องการช่วยเหลือพี่น้องประชาชนในช่วงวิกฤตหรือไม่ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ทุกฝ่ายได้ประโยชน์ ทั้งผู้ซื้อและผู้ขาย ซึ่งเราเน้นในการช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตจากสถานการณ์ในตะวันออกกลาง เมื่อไปลงพื้นที่จริงก็ได้เห็นว่าประชาชนไม่ได้แค่ซื้อก๋วยเตี๋ยวหรือข้าว แต่ร้านของชำและร้านสะดวกซื้อต่างๆ มีประชาชนไปต่อคิวใช้สิทธิ์จำนวนมาก ซึ่งจากการสอบถามก็พบว่าทุกคนพึงพอใจ ที่ได้ของในปริมาณเท่าเดิมแต่จ่ายน้อยลง
ส่วนมีข้อเสนออะไรเพิ่มเติมหรือไม่ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ขออย่าให้หยุด ซึ่งก็ได้ชี้แจงไปแล้วว่า หากโครงการได้รับการตอบรับที่ดี เกิดการไหลเวียนในระบบเศรษฐกิจ รัฐบาลก็ต้องหาโครงการที่จะเข้ามาพลัสไปเรื่อยๆ ซึ่งอาจจะไม่ใช่รูปแบบเดิม แต่รัฐบาลก็มีหน้าที่ในการหาโครงการดีๆ มาให้พี่น้องประชาชน เพื่อให้ประชาชนได้รับผลประโยชน์มากที่สุดเท่าที่จะทำได้
ส่วนในวันนี้ที่ประชุมพรรคภูมิใจไทยจะมีการพูดคุยเรื่องคณะกรรมาธิการติดตามการจ่ายพระราชกำหนดเงินกู้ 400,000 ล้านบาทหรือไม่ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ขอรอประชุมก่อน ส่วนคณะกรรมาธิการจะเป็นอย่างไร แนวทางการตั้งมีวิธีการที่เป็นไปตามระเบียบอยู่แล้ว
ส่วนกรณีมีผู้กดรับสิทธิไทยช่วยไทยพลัสแต่ไม่ได้ใช้สิทธิ จะทำให้คนอื่นเสียสิทธิใช่หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า เราเปิดเอาไว้ 30 ล้านสิทธิ มีลงทะเบียน ประมาณ 27 ล้านสิทธิ ยังเหลือประมาณ 3 ล้านสิทธิ ถือว่ายังไม่มีใครเสียสิทธิ ส่วนที่เหลือ ถือว่าเรากู้มาใช้น้อยลง จำนวนเงินกู้ก็น้อยลงเราก็เอาไปใช้ประโยชน์อย่างอื่น ถ้าเป็นสิ่งที่มีความจำเป็นเร่งด่วน ที่อยู่ภายใต้กฎเกณฑ์พ.ร.ก.เงินกู้ เรากู้มาตามจำนวนที่ใช้ ไม่ได้กู้มาก่อนแล้วมาตัดใช้
ส่วนกรณีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐที่มีการปรับหลักเกณฑ์ถ้าบุตรใช้สิทธิพ่อแม่ ในการลดหย่อนภาษี แล้วพ่อแม่จะไม่ได้รับ สิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ และมีการวิพากษ์วิจารณ์ว่าเป็นการเข้มงวดเกินไป จะมีการทบทวนใหม่หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ปัญหาต่างๆ ก็ต้องมีบ้าง เรื่องของโครงการเหล่านี้ เราทำประโยชน์ให้กับ ประชาชนถึง 30 ล้านคน ก็จะมีทั้งคนที่พอใจและไม่พอใจ ก็ไปรวบรวมการสำรวจความพึงพอใจ ตรงไหนที่ดูแล้ว ไม่เป็นที่พึงพอใจของประชาชน อันเกิดมาจากที่เรารู้เท่าไม่ถึงการณ์ หรือเข็มขัดสั้น (คาดไม่ถึง) เราก็จะไปปรับปรุงแก้ไข เพราะเราไม่ได้มีโครงการ กระตุ้นเศรษฐกิจครั้งนี้ครั้งเดียว เราจะมีอะไรที่เป็นประโยชน์ เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
และในครั้งนี้ต้องยึดหลักเกณฑ์นี้ไปก่อนใช่หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า มันดำเนินการไปแล้ว ไปลงทะเบียนเพิ่มก็ไม่ได้แล้ว
วันนี้ไปเดินตลาด บางคนก็ไม่ได้เข้าโครงการไทยช่วยไทยพลัส บางคนก็บอกว่าที่ไม่ได้เข้าเพราะขายดีอยู่แล้ว เสียเวลาที่ต้องมาสแกน เสียเวลาต้องมาตรวจสอบยอด เขาก็เลือกเส้นทางของเขา หลายคนก็เข้าไม่ถึงระบบ ไม่ทราบว่าต้องทำอย่างไร เราก็ต้องดูว่านี่คือการอ่อนการประชาสัมพันธ์ ของฝั่งรัฐหรือไม่ ถ้าเป็นการอ่อนประชาสัมพันธ์ของรัฐ เราก็ต้องหาแนวทาง เพื่อให้เขากลับมาในระบบของเรา ในโครงการถัดไปของเรา นี่คือ นโยบายที่ผมจะพูดกับ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ แต่ยังไม่ทราบข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร
ส่วนบัตรสวัสดิการแห่งรัฐในอนาคต เมื่อรับฟังเสียงสะท้อนของประชาชน จะมีการปรับเปลี่ยนเงื่อนไขหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า เท่าที่ตนได้ลงพื้นที่ พบเจอประชาชน ทั้งที่ใช้หรือไม่ใช้บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ และใช้โครงการไทยช่วยไทยพลัส ก็ไม่มีใครบ่น ก็มีความพอใจ
ส่วนจะทำให้คนที่เข้าไม่ถึงสิทธิต้องหลุด เพราะหลักเกณฑ์เข้มงวดเกินไปหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ยังไม่ได้รับทราบตรงนี้แต่ก็พร้อมที่จะแก้ไข พร้อมที่จะปรับปรุงประสิทธิภาพ ให้สิทธิเหล่านี้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ประชาชน
จากที่มีการวางหลักเกณฑ์ใหม่ ประชาชนที่ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 13 ล้านคน และจากการลงทะเบียนใหม่ได้ประเมินหรือไม่ว่ายอดจะเพิ่มขึ้นหรือลดลง นายอนุทิน กล่าวว่า จะให้ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ชี้แจงรายละเอียด ตนก็ให้การสนับสนุนเชิงนโยบาย ในเรื่องของการตัดสินใจ เพราะคนที่นำข้อมูลต่างๆ มาประกอบการตัดสินใจ ก็คือกระทรวงการคลัง ต้องให้ท่านเป็นคนนำเสนอขึ้นมา


