xs
xsm
sm
md
lg

กก.ไต่สวน ป.ป.ช. ถกเพิ่มปม “สมบัติ ธรธรรม” เอี่ยวตบแต่งบัญชี “โจ๊ก” โยงอีกหลายคดี รวมถึงสินบนทอง 246 บ.

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



กก.ไต่สวน ป.ป.ช. รับไต่สวนเพิ่ม “สมบัติ ธรธรรม” กรณีถูกกล่าวหาร่วมกับ จนท. ป.ป.ช. ตบแต่งบัญชีทรัพย์สินและหนี้สิน “บิ๊กโจ๊ก” พร้อมเปิดโอกาสแจง ขณะที่ยังพบสำนวนเกี่ยวเนื่องอีกหลายคดี และมีชื่อปรากฏในคดีให้สินบนทองคำ 246 บ. ที่อยู่ระหว่างการสอบสวน

วันนี้ (3 มิ.ย.) รายงานข่าวจากสำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) แจ้งว่า เมื่อวันที่ 2 มิ.ย. ที่ผ่านมา คณะกรรมการไต่สวนกรณีกล่าวหา นายสมบัติ ธรธรรม เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งอนุกรรมการเรื่องกล่าวหาประจำสำนักไต่สวนการทุจริตภาครัฐ 1 อนุกรรมการเรื่องกล่าวหาประจำสำนักไต่สวนการทุจริตภาครัฐ 2 อนุกรรมการเรื่องกล่าวหาประจำสำนักไต่สวนการทุจริตภาครัฐวิสาหกิจ และอนุกรรมการกลั่นกรองการตรวจสอบทรัพย์สินและหนี้สินประจำสำสำนักตรวจสอบทรัพย์สินภาครัฐและรัฐวิสาหกิจ 1 กับพวก จัดทำพยานหลักฐานที่น่าเชื่อว่าใช้เป็นเอกสารประกอบการชี้แจงบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินของบุคคล โดยมิชอบ

โดยได้พิจารณาสำนวน บก.ปปป. 1,420 หน้า ที่ระบุว่า นายสมบัติ ธรธรรม นายจัตุรงค์ พานิซเจริญ และ น.ส.อารยา งามล้วน เจ้าหน้าที่ของ สำนักงาน ป.ป.ช. ร่วมกันกระทำผิดในการตกเเต่งบัญชีทรัพย์สินเเละหนี้สินของ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล และภริยา ที่ต้องยื่นต่อสำนักงาน ป.ป.ช. โดยที่ประชุมได้พิจารณาแล้วและมีความเห็นว่าให้ไต่สวนนายสมบัติเพิ่มเติม พร้อมเปิดโอกาสให้นายสมบัติได้ชี้แจงในเร็วๆ นี้

เเหล่งข่าวกล่าวว่า หากกรณีนี้มีมูลความผิดคณะกรรมการไต่สวนฯ จะเสนอความเห็นให้ที่ประชุมคณะกรรมการ ป.ป.ช. ลงมติ และดำเนินการตามขั้นตอนกฎหมายตามลำดับ ขณะเดียวกัน ยังพบว่า นายสมบัติ กับพวก มีสำนวนข้อกล่าวหาอื่นๆ ที่พัวพันกับสำนวนข้างต้นอีกหลายสำนวน ซึ่งสำนักงาน ป.ป.ช. กำลังดำเนินการอย่างรัดกุม เพื่อให้ทันกับกรอบระยะเวลาในการไต่สวนคดีทุจริตของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ซึ่งถูกกำหนดไว้ใน พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 48 คือ 2 ปี ขยายได้อีก 1 ปี

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายสมบัติ เคยทำหน้าที่ที่ปรึกษากรรมการ ป.ป.ช.เเละคณะอนุกรรมการ ป.ป.ช. หลายสมัย (พล.ต.อ.สถาพร หลาวทอง / นางสาวสุภา ปิยะจิตติ / นายเอกวิทย์ วัชชวัลคุ) และยังพบว่า นายสมบัติ เคยลงสมัครเข้ารับการสรรหาเป็นกรรมการ ป.ป.ช. แต่ไม่ผ่านความเห็นของ สว. (วันที่ 4 ก.ย. 2566 มติที่ประชุมสว.ในการลงมติให้นายสมบัติเข้ารับคำเเหน่งกรรมการ ป.ป.ช. โดย มีเสียงเห็นชอบ 110 เสียง ไม่เห็นชอบ 84 เสียง แต่ผลคะแนนเห็นชอบไม่เกินกึ่งหนึ่งของสมาชิกเท่าที่มีอยู่ของวุฒิสภา (125 คะแนน) ทำให้มติของที่ประชุมมีผลไม่เห็นชอบให้นายสมบัติ รับตำแหน่งกรรมการ ป.ป.ช.)

นอกจากนี้ ปลายเดือน มี.ค. 2567 นายสมบัติ ได้ยื่นหนังสือลาออกจากตำเเหน่งอนุกรรมการกลั่นกรองตรวจสอบทรัพย์สินและหนี้สิน ประจำสำนักตรวจสอบทรัพย์สินภาครัฐและการรัฐวิสาหกิจ 1 (ในสังกัดของนายเอกวิทย์) เพราะช่วงนั้น บก.ปปป. ส่งสำนวนให้สำนักงานปปช.พิจารณาความผิดของนายสมบัติกับพวกที่ร่วมกระทำผิดในกรณีตกเเต่งบัญชีทรัพย์สินฯของพล.ต.อ.สุรเชษฐ์

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ขณะเดียวกัน ยังพบว่า นายสมบัติ ได้ไปทำหน้าที่ที่ปรึกษาและผู้ปฏิบัติงานประจำกรรมการ กสทช. (นายสมภพ ภูริวิกรัยวงศ์) ตามคำสั่งสำนักงาน กสทช. ที่ 912/2567) ท่ามกลางเสียงวิจารณ์ของบุคลากรในสำนักงาน กสทช.กับคำสั่งดังกล่าว เพราะนายสมบัติถูก บก.ปปป.ตั้งข้อกล่าวหาข้างต้น

จากนั้นปลายปี 2568 บช.ก.ได้แจ้งข้อหา พล.ต.อ.สุรเขษฐ์ นายสมบัติ กับพวก (รวมถึงนายเอกวิทย์) ว่า พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ กับพวกร่วมให้สินบนทองคำ 246 บาท เเก่นายเอกวิทย์ ก่อนที่นายเอกวิทย์จะพิจารณาสำนวนคดีเว็บพนันออนไลน์ ซึ่ง พล.ต.อ.สุรเชษฐ์เป็นหนึ่งในผู้ถูกกล่าวหา โดยพบว่า พ.ต.อ.ภาคภูมิ พิสมัย อดีตตำรวจที่ใกล้ชิด พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ถูกสั่งให้นำทองคำ 246 บาท ไปให้นายเอกวิทย์ที่ลานจอดรถสมาคมชาวปักษ์ใต้ฯ เขตทวีวัฒนา กทม.ในวันที่ 1 ก.ย. 2567 ต่อมานายสมบัติได้เจรจากับ พ.ต.อ.ภาคภูมิ ให้ไปรับทองคำคืนจากนายเอกวิทย์ และให้ยึดถือทองคำนั้นเป็นของตัวเองไป เเต่ พ.ต.อ.ภาคภูมิ ปฏิเสธ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ผ่านมา ยังพบว่า นายสมบัติ กับ นางสาวสุภา ปิยะจิตติ อดีตกรรมการ ป.ป.ช.เเละอดีตรองปลัดกระทรวงการคลัง เคยปฏิบัติหน้าที่กรรมการบริหาร ขสมก. (บอร์ด ขสมก.) ปี 2542 และถูกร้องเรียนมาที่สำนักงาน ป.ป.ช.ว่า มีส่วนทุจริตใน ขสมก. 2 ประเด็น

โดยมติคณะกรรมการ ป.ป.ช.วันที่ 13 ส.ค. 2558 ที่มี นายปานเทพ กล้าณรงค์ราญ ปฏิบัติหน้าที่ประธาน ป.ป.ช.เเละ นายวิชา มหาคุณ ในฐานะกรรมการ ป.ป.ช.ในขณะนั้น พบว่า นายวิชา ร่วมลงมติข้างต้นด้วย โดยวันน้้นมีมติว่า คณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้พิจารณารายงานการไต่สวนของอนุกรรมการไต่สวนข้อเท็จจริงดังนี้

1. กรณีข้อกล่าวหานายพีระพงศ์ อิศรภักดี เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) กับพวกรวม 14 คน คือ กรณีช่วยเหลือบริษัท เอสแมพ จำกัด ด้วยการลดหนี้ค่าเช่าเนื้อที่โฆษณารถโดยสารธรรมดาที่บริษัทคงค้าง โดยการลดหนี้ดังกล่าว รัฐวิสาหกิจสามารถทำได้ ดังนั้นข้อเท็จจริงกรณีนี้ จึงฟังไม่ได้ว่ามีการช่วยเหลือบริษัทเอกชนรายนี้ คณะกรรมการ ป.ป.ช. จึงมีมติให้ข้อกล่าวหาตกไป

2. กรณีการประกวดราคาให้เช่าเนื้อที่โฆษณารถโดยสารปรับอากาศ และรถโดยสารปรับอากาศยูโรทู เมื่อ พ.ศ. 2543 โดยมติคณะกรรมการ ป.ป.ช.มีมติว่า

บอร์ด ขสมก.มีอำนาจแก้ไขรายละเอียดหรือเงื่อนไขที่ประกาศกำหนดไว้ในเอกสารประกวดราคาให้เช่าเนื้อที่โฆษณาดังกล่าว และไม่จำต้องยกเลิกการประกวดราคาหากเกิดประโยชน์แก่ ขสมก. คณะกรรมการ ป.ป.ช. จึงมีมติให้ข้อกล่าวหานี้ตกไป

ส่วนผู้ถูกกล่าวหา คือ นายสมบัติ ธรธรรม และ พล.ต.ต.วันชัย วิสุทธินันท์ คณะกรรมการ ป.ป.ช. เห็นว่า ได้ยกคำกล่าวหาขึ้นพิจารณาเกิน 10 ปี จึงไม่อยู่ในอำนาจหน้าที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. ที่จะดำเนินการไต่สวนข้อเท็จจริง

เเหล่งข่าว กล่าวว่า มติคณะกรรมการ ป.ป.ช. คราวนั้นลงมติว่า กรณีนี้แม้มีความผิด แต่การกระทำตามข้อกล่าวหาเกินเวลา 10 ปี คณะกรรมการ ป.ป.ช.จึงให้เหตุผลไม่รับไว้ไต่สวน แต่ทราบว่าในขณะนั้นสำนวนนี้มีเอกสารชัดเจนที่จะเอาผิดได้ อีกทั้งมีข้อถกเถียงว่าคดีดังกล่าวยังไม่ขาดอายุความในการชี้มูลการกระทำความผิดของผู้ถูกกล่าวหา ซึ่งเจ้าหน้าที่ ป.ป.ช. บางคน ไม่เห็นด้วยกับมติดังกล่าว จึงถูกจับตาและไม่เปิดโอกาสให้ขยับตำแหน่งหน้าที่นับแต่นั้นมา ขณะที่ นางสาวสุภา นั้น ถูกไต่สวนทั้งสองกรณีในฐานะบอร์ด ขสมก. ชุดดังกล่าว เเละเมื่อมติข้างต้นปรากฏ นางสาวสุภา จึงไม่ถูกชี้มูลความผิดเเละทำหน้าที่จบครบวาระ