“พล.ร.อ.พัลลภ” แนะรัฐบาลอย่ายอมรับกระบวนการประนอมภาคบังคับของ UNCLOS ตามที่กัมพูชาเรียกร้อง ชี้ จะเปิดช่องให้องค์กรระหว่างประเทศเข้ามาชี้นำการแบ่งเขตอธิปไตย ยัน ไทยมีสิทธิปฏิเสธเพราะได้ทำข้อยกเว้นไว้ตอนลงสัตยาบัน ย้ำ แนวทางที่เหมาะสมสองประเทศคุยกันโดยตรง
พล.ร.อ.พัลลภ ตมิศานนท์ อดีตเสนาธิการทหารเรือ และอดีตสมาชิกวุฒิสภา โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก พัลลภ ตมิศานนท์ แสดงความคิดเห็นกรณีที่กัมพูชาประกาศเริ่มต้นกระบวนการประนอมภาคบังคับ (Compulsory Conciliation) ภายใต้กรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล (UNCLOS) และเรียกร้องให้ประเทศไทยเข้าร่วมกระบวนการดังกล่าว เพื่อให้มีคนกลางเข้ามาช่วยระงับข้อพิพาทเกี่ยวกับพื้นที่อ้างสิทธิทับซ้อนทางทะเลระหว่างสองประเทศ ภายหลังการยกเลิก MOU 2544
พล.ร.อ.พัลลภ ระบุว่า ไทยไม่ควรยอมรับกระบวนการประนอมภาคบังคับดังกล่าว เนื่องจากมีความเสี่ยงที่จะเปิดทางให้องค์กรหรือบุคคลจากต่างประเทศเข้ามามีบทบาทในการชี้นำการกำหนดเขตอธิปไตยของไทย
อดีตเสนาธิการทหารเรือ อธิบายว่า แม้ผลการประนอมภาคบังคับจะไม่มีผลผูกพันทางกฎหมายต่อคู่กรณี แต่กระบวนการดังกล่าวเปิดโอกาสให้มีการจัดตั้งคณะกรรมาธิการประนอม ซึ่งอาจดำเนินการพิจารณาข้อพิพาทและจัดทำข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการแบ่งเขตทางทะเลได้ แม้ฝ่ายไทยจะไม่เข้าร่วมกระบวนการก็ตาม
เขาชี้ว่า พื้นที่พิพาทระหว่างไทยและกัมพูชา ไม่ได้เป็นเพียงพื้นที่ไหล่ทวีป หรือเขตเศรษฐกิจจำเพาะ (EEZ) เท่านั้น แต่ยังมีบางส่วนที่เกี่ยวข้องกับทะเลอาณาเขต ซึ่งเป็นพื้นที่ที่รัฐมีอำนาจอธิปไตยอย่างสมบูรณ์ ทั้งด้านนิติบัญญัติ บริหาร และตุลาการ ทำให้ประเด็นดังกล่าวมีความละเอียดอ่อนและเกี่ยวข้องโดยตรงกับอธิปไตยของประเทศ
พล.ร.อ.พัลลภ ระบุเพิ่มเติมว่า แม้ไทยและกัมพูชาจะมีพื้นที่อ้างสิทธิทับซ้อนกันมาตั้งแต่ช่วงปี 2515-2516 แต่ทั้งสองประเทศสามารถอยู่ร่วมกันได้โดยไม่เกิดความขัดแย้งรุนแรง เนื่องจากต่างฝ่ายต่างเข้าใจข้อจำกัดและสภาพแวดล้อมเฉพาะของพื้นที่อ่าวไทยตอนบน
อดีตสมาชิกวุฒิสภารายนี้ ยังเห็นว่า ภายหลังการยกเลิกบันทึกความเข้าใจ MOU 2544 และการที่กัมพูชาเข้าเป็นภาคี UNCLOS อย่างสมบูรณ์ ถือเป็นจังหวะที่เหมาะสมในการเจรจาแบ่งเขตทางทะเลระหว่างกันโดยตรงในรูปแบบทวิภาคี (Bilateral) ภายใต้กรอบกฎหมายระหว่างประเทศที่ทั้งสองฝ่ายยอมรับร่วมกัน โดยไม่จำเป็นต้องให้คณะกรรมาธิการประนอมหรือศาลระหว่างประเทศเข้ามาเกี่ยวข้อง
นอกจากนี้ พล.ร.อ.พัลลภ ยังอ้างถึงบทเรียนในอดีตกรณีปราสาทพระวิหาร เมื่อปี 2505 ว่า เป็นตัวอย่างที่สะท้อนถึงความเสี่ยงจากการนำข้อพิพาทที่เกี่ยวข้องกับอธิปไตยของชาติไปอยู่ภายใต้การพิจารณาขององค์กรระหว่างประเทศ
สำหรับประเด็นทางกฎหมาย เขาระบุว่า ไทยได้ประกาศไว้ตั้งแต่ปี 2554 ในโอกาสให้สัตยาบันเข้าเป็นภาคี UNCLOS ว่า ไม่ยอมรับกระบวนการระงับข้อพิพาทที่เกี่ยวข้องกับการกำหนดเขตทางทะเลที่เกิดขึ้นก่อน UNCLOS มีผลใช้บังคับ ข้อพิพาททางทะเลระหว่างไทยกับกัมพูชาเกิดขึ้นมาตั้งแต่ปี 2515 ซึ่งเป็นช่วงเวลาก่อนที่ UNCLOS จะมีผลใช้บังคับในปี 2537 จึงเห็นว่าไทยมีสิทธิและความชอบธรรมที่จะปฏิเสธการเข้าร่วมกระบวนการประนอมภาคบังคับตามที่กัมพูชาร้องขอ
ทั้งนี้ พล.ร.อ.พัลลภ ยืนยันว่า แนวทางที่เหมาะสมที่สุด คือ การเจรจาระหว่างไทยและกัมพูชาโดยตรง เพื่อหาข้อยุติเรื่องการกำหนดเขตแดนทางทะเลร่วมกัน โดยคำนึงถึงผลประโยชน์และอธิปไตยของทั้งสองประเทศเป็นสำคัญ


