ข่าวปนคน คนปนข่าว
++ "ลูกนก" ไชยชนก ชิดชอบ พรีเซนต์เป็นคนรุ่นใหม่ แต่ไส้ใน "ลิเก" ตัวท็อป!
ลามะลิลา…ขึ้นต้นเหมือนจะดูเข้าท่าเข้าที พรีเซนต์ตัวเองเป็น “คนรุ่นใหม่” สายเทคมาขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลให้โกอินเตอร์ ที่ไหนได้พอดูการทำงานของ “เสี่ยนก-ไชยชนก ชิดชอบ” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดีอี (DE) ลูกชายสุดที่รักของ “นายใหญ่เซราะกราว” เนวิน ชิดชอบ แล้ว... ต้องบอกว่า ดีเอ็นเอ ความลื่นไหลระดับสไลเดอร์เรียกพี่ นี่โคลนนิ่งมาจาก “อาหนู-อนุทิน ชาญวีรกูล” เป๊ะๆ
หากการกระทำและคำพูดของ “อนุทิน” คือ หัวหน้าคณะลิเก “ลูกนก-ไชยชนก” ก็เป็นหนึ่งในตัวชูโรง เป็น“ลิเกตัวท็อป” ของคณะ
ย้อนกลับไปตอนหาเสียง หรือ ตอนเป็นฝ่ายค้าน ค่ายสีน้ำเงินร้องแรกแหกกระเชอ เรื่องอธิปไตยไทย โหนกระแสกองทัพที่ลุยไล่เขมรพ้นแผ่นดินไทยตามแนวชายแดน ภูมิใจไทย โจมตีขยี้แหลกจนนึกว่าถ้าได้เป็นรัฐบาลจะลุยล้มกระดาน MOU2543 ให้รู้แล้วรู้รอด!
เมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 2568 “ไชยชนก ชิดชอบ” เลขาธิการพรรคภูมิใจไทย แสดงจุดยืนชัด หนุนให้มีการยกเลิกบันทึกความเข้าใจ (MOU) ปี 2543 และ 2544 ระหว่างไทยกับกัมพูชา โดยให้เหตุผลว่า สถานการณ์ปัจจุบัน ไม่เป็นผลดีต่อไทย หวั่นผลประโยชน์สองตระกูลทับซ้อน และการคงไว้ซึ่ง MOU ดังกล่าว อาจกลายเป็นชนวนปัญหาใหญ่ด้านดินแดนในอนาคต
แต่พอภูมิใจไทยได้เป็นรัฐบาล “ลูกนก” คนรุ่นใหม่ก็ลืมคำพูดของตัวเอง กางตำรากฎหมายเล่มหนา พูดจาภาษาทูตขึ้นมาทันควัน อ้างว่าต้องพิจารณารอบคอบ ยึดกลไกคณะกรรมการเทคนิค (JTC)
อีกหนึ่งเรื่องที่ “ไชยชนก” พูดเอาหล่อ...ในวาระแถลงนโยบายรัฐบาลเมื่อ ก.ย.2568 ประกาศแฉเสียงดังฟังชัดว่า มีการติดต่อมาทางอ้อม เสนอสินบนเดือนละ 40 ล้านบาท เพื่อแลกกับการ "เกียร์ว่าง" ปล่อยผีแก๊งคอลเซ็นเตอร์, สแกมเมอร์ และ เว็บผิดกฎหมาย
แต่คนที่เสนอมาคือใคร ? หลักฐานอยู่ไหน? "ไชยชนก" ไม่บอก แม้ว่าการเสนอสินบนต่อรัฐมนตรี มหาศาลปีละกว่า 480 ล้านบาท เป็นอาชญากรรมร้ายแรงก็ตาม
สุดท้ายก็ไม่มีอะไรในกอไผ่ ถ้าเกิดเรื่องเช่นนี้จริง ทำไม “ไชยชนก” ไม่ดำเนินการเลย โดยหากไม่ดำเนินการอะไรเลย และทราบเรื่องแล้ว “ไชยชนก” ก็เข้าข่ายผิดกฎหมายอาญา มาตรา 157 ฐานละเว้นปฏิบัติหน้าที่
งานนี้พอโดนขุด โดนแซะ เจ้าตัวก็เล่นบทพระเอกลิเกหน้าตาย
ด้วยสั่งการให้ปลัดกระทรวงดีอี ตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงภายใน ให้เสร็จใน 30 วัน โดยดึงหน่วยงานภายนอกมาร่วมเป็นกรรมการเพื่อความโปร่งใส ทั้งกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (บช.ก.), กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ), ป.ป.ท. และ ปปง. แล้วตัวเองก็หอบหลักฐานไปแจ้งความกองปราบฯ แต่ความคืบหน้าของคดีนี้ วันนี้ก็ยังไม่ไปไหน
ฉากล่าสุด โครงการหรูหราหมาเห่า "TH-AI Passport" มูลค่า 1,650 ล้าน! โดนหลายฝ่าย และ ฝ่ายค้านทั้งพรรคประชาชน และประชาธิปัตย์ ลากมาประจาน ว่า ส่อแวว "ล็อกสเปก-เอื้อพวกพ้อง" ให้กับคู่สัญญากิจการร่วมค้าทีเอช ภายใต้การกำกับดูแลของ "บอย-บี" เครือข่ายสายตรงค่ายน้ำเงิน ที่คุ้นหน้าคุ้นตากันดี
พอโดนต้อนจนมุม สัญชาตญาณ "ลิเกการเมือง" ก็ทำงานทันที!
“ไชยชนก” ออกมาร่ายรำบทพระเอก ด้วยคำพูดสวยหรูว่า พร้อมน้อมรับคำติชม และข้อห่วงใยจากทุกภาคส่วน... ยินดีนำข้อมูลมาปรับปรุงข้อกำหนด TOR เพื่อประโยชน์สูงสุดของคนไทย
งานนี้ต้องขอยืมคำพูดของ “สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ” มาว่า พุทโธ่! กระบวนการ “กินเอง-ชงเอง” เขียนเงื่อนไข TOR พร้อม e-bidding จนได้พวกเดียวกันไปเซ็นสัญญาเรียบร้อยโรงเรียนเนวินแล้ว เพิ่งจะมาบอกว่า "พร้อมปรับปรุง" สไตล์นี้ถอดแบบมาจาก "เสี่ยหนู" หัวหน้าคณะลิเกชัดๆ คือ ทำไปก่อน โดนด่าค่อยถอย ท่าดีทีเหลว ตีเนียนไปเรื่อย!
สรุปว่า ใครที่เคยหวังว่าจะเห็นการเมืองมิติใหม่จากคนหนุ่มตระกูลชิดชอบ คงต้องตื่นจากภวังค์ได้แล้ว เพราะสไตล์การบริหารประเภท "ไชยชนก" หน้าฉากน้อมรับฟัง แต่หลังฉากเอื้อพวกพ้องแบบนี้ มันก็แค่ "ลิเกรุ่นใหม่... ในคราบนักการเมืองรุ่นเก่าน้ำเน่า แค่นั้นเอง!
++ ฮือฮา! พรรคส้มตั้ง “สุรพล นิติไกรพจน์” นั่งปธ.ที่ปรึกษายุทธศาสตร์ ทีมผู้ว่าฯ กทม.
พรรคประชาชน เปิดตัวทีมบริหารผู้ว่าฯ กทม. โดยตั้ง “ศ.สุรพล นิติไกรพจน์” เป็นประธานที่ปรึกษายุทธศาสตร์ของทีมผู้ว่าฯ กทม. โดยพรรคให้เหตุผลว่า เขาเป็นนักกฎหมายมหาชนระดับแนวหน้าของประเทศ มีประสบการณ์ด้านการกระจายอำนาจ และเคยมีบทบาทบริหารหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับกรุงเทพมหานคร รวมทั้งเคยดำรงตำแหน่ง “ประธานบอร์ดกรุงเทพธนาคม” ซึ่งดูแลโครงการสาธารณูปโภคขนาดใหญ่ของ กทม. มาก่อน
เรื่องนี้ มีกระแสดรามาในโซเชียลฯ...“ติ่งส้ม” บางส่วนว่า ทำไมไปเอาคนที่เป็นฝ่ายตรงข้าม มาเป็นใหญ่ในระดับประธานที่ปรึกษายุทธศาสตร์ฯ... ขณะที่บางส่วนบอกว่า “อ.สุรพล” นั้นฝักไฝ่อยู่กับพรรคส้ม มาตั้งนานแล้ว!
“ศ.สุรพล นิติไกรพจน์” คือใคร
“ศ.สุรพล” เป็นนักกฎหมายมหาชนที่มีชื่อเสียง เป็นอาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ ก่อนจะก้าวขึ้นเป็นอธิการบดี ม.ธรรมศาสตร์ และต่อมาได้รับเลือกเป็น นายกสภามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
ในแวดวงกฎหมาย นับว่าเป็นนักวิชาการที่มีความเชี่ยวชาญด้านกฎหมายรัฐธรรมนูญ และกฎหมายมหาชน และมีบทบาทในประเด็นการเมืองสำคัญหลายครั้งตลอดช่วง 20 ปีที่ผ่านมา
การที่ติ่งส้ม บางส่วนเห็นชื่อ “อาจารย์สุรพล” แล้วแสดงความไม่พอใจ สาเหตุหลักไม่ได้มาจากความสามารถทางวิชาการ แต่น่าจะมาจาก “ประวัติทางการเมือง” มากกว่า!
ในช่วงวิกฤตการเมืองก่อนรัฐประหาร ปี2557 “อ.สุรพล” ถูกมองว่าอยู่ในกลุ่มนักวิชาการ ที่มีจุดยืนวิพากษ์รัฐบาล “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” และมีท่าทีสอดคล้องกับข้อเรียกร้องของ “กลุ่มกปปส.” ซึ่งเปรียบเสมือนตัวแทนจาก “ฝ่ายทหาร”
อีกทั้งก่อนหน้านั้น ในปี 2549 ก็เคยได้รับการแต่งตั้งเป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เรียกว่าเคยร่วมสังฆกรรมกับคณะรัฐประหาร
จึงทำให้คนจำนวนมากในฝ่ายประชาธิปไตย มองว่าเขาเคยอยู่ “อีกฝั่งหนึ่ง” ของขั้วขัดแย้งทางการเมือง
นั่นคือ ภาพจำในความรู้สึกของสังคมที่มีต่อ “อ.สุรพล”
อย่างไรก็ตาม คนอีกกลุ่มหนึ่งอาจมองว่า เมื่อเวลาผ่านไปภายใต้ชุดสูทสีเข้มของนักวิชาการนั้น ข้างในกลับเป็น “เสื้อสีส้ม”
ที่คิดกันอย่างนั้น เพราะในปี 2567 ตอนคดียุบพรรคก้าวไกล “อ.สุรพล” ได้ไปเป็น พยานผู้เชี่ยวชาญฝ่ายก้าวไกล และยื่นความเห็นทางกฎหมาย “คัดค้านการยุบพรรค” โดยให้เหตุผลว่า การเสนอแก้ไขกฎหมายผ่านกลไกรัฐสภา ไม่ควรถูกตีความเป็นเหตุยุบพรรคการเมือง พร้อมเตือนว่าการยุบพรรคอาจยิ่งสร้างความขัดแย้งทางการเมืองมากขึ้น!
นี่อาจเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้หลายคนประหลาดใจ เพราะก่อนหน้านั้น “อ.สุรพล” ไม่ได้ถูกมองว่าเป็นบุคคลใกล้ชิดกับพรรคส้มเลย แต่กลับออกความเห็นทางกฎหมาย ที่เป็นประโยชน์ต่อการต่อสู้คดียุบพรรคก้าวไกล อย่างชัดเจน
แต่ถ้าจะให้สรุปแบบตรงไปตรงมาก็คือ ไม่มีหลักฐานชัดเจนว่า “อ.สุรพล” เคยเป็น “ติ่งส้ม” หรือผู้สนับสนุนก้าวไกล ไม่เคยถูกจัดอยู่ในเครือข่ายแกนนำ หรือผู้ผลักดันพรรคอนาคตใหม่–ก้าวไกล-ประชาชน
เพียงแต่เคยแสดงความเห็นในเชิงวิชาการ ที่สอดคล้องกับจุดยืนของพรรคก้าวไกล โดยเฉพาะคดียุบพรรคปี 2567 ซึ่งพรรคก้าวไกล ก็ได้นำความเห็นของ “อ.สุรพล” มาเป็นส่วนหนึ่งของแนวทางต่อสู้คดี
การตั้ง “อ.สุรพล” นั่ง ปธ.ที่ปรึกษายุทธศาสตร์ ทีมผู้ว่าฯกทม. ครั้งนี้ พรรคประชาชน คงให้ความสำคัญกับเรื่อง “ความสามารถและประสบการณ์” มากกว่า ประวัติการยืนอยู่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งทางการเมือง โดยให้เหตุผลว่า การบริหารกรุงเทพมหานคร จำเป็นต้องอาศัยผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมาย การปกครองท้องถิ่น และระบบราชการ ซึ่ง “อ.สุรพล”มีประสบการณ์ตรง ในเรื่องเหล่านี้
ดรามาเกี่ยวกับ“อ.สุรพล” จึงน่าจะเป็นการปะทะกันระหว่าง “มิติความทรงจำทางการเมือง” กับ “มิติความสามารถในการบริหาร” มากกว่าจะเป็นเรื่องคุณสมบัติส่วนตัวเพียงอย่างเดียว


