ข่าวปนคน คนปนข่าว
++ สแกนกรรม “วัฒนศาสตร์สาธร” กับเดิมพันสุดท้ายที่พัทยา! ดัน“เจ็กวัฒน์” น้องคนเล็กสู้ศึก แม้จะมี "ปลากระเบน" ในตำนานตามหลอน
สมรภูมิเลือกตั้งนอกจากศึกผู้ว่าฯกทม.แล้ว ยังมีที่เมืองพัทยา ที่คณะกรรมการการการเลือกตั้ง (กกต.) เคาะวันดีเดย์ระเบิดศึกควบคู่กันในวันอาทิตย์ที่ 28 มิถุนายน 2569 นี้
คอการเมืองต่างจับจ้องดูความเคลื่อนไหวอย่างไม่กระพริบตา
ศึกครั้งนี้ ว่ากันว่า เป็นศึกแห่งศักดิ์ศรี เพราะนี่คือเมืองหลวงทางเศรษฐกิจและการเมืองของภาคตะวันออก ที่ใครๆ ก็อยากปักธง!
ดูจากผู้สมัครที่ลงชิงชัยที่น่าสนใจ หมายเลข 1 “นายอิทธิวัฒน์ วัฒนศาสตร์สาธร (เจ็กวัฒน์)” – พรรคประชาชน ,หมายเลข 2 “นายปรเมศวร์ งามพิเชษฐ์ (นายกเบียร์)” – กลุ่มเรารักพัทยา เจ้าของเก้าอี้เดิม และหมายเลข 3 “นายศักดิ์ชัย แตงฮ่อ” อดีตรองอธิบดีกรมการปกครอง – กลุ่มพัทยา 2030
ต้องบอกว่าแสงสปอตไลต์ ย่อมอยู่ที่เจ้าของเก้าอี้คนเดิม คล้ายกับศึกกทม. และผู้ท้าชิงอย่างพรรคประชาชน
รอบนี้พรรคส้มส่งคนในตระกูล "วัฒนศาสตร์สาธร" ลงสมัคร สำหรับคนพัทยาแล้วรู้กันว่า สามพี่น้องตระกูลวัฒนศาสตร์สาธร เดินมาถึงจุดที่ “หลังชนฝา แพ้ไม่ได้อีกแล้ว!” ไม่มีทางเลือกอื่นใด นอกจากการทุ่มสุดตัว ดันน้องคนเล็กอย่าง “เจ็กวัฒน์” หรือ “นายอิทธิวัฒน์ วัฒนศาสตร์สาธร” (อดีตสมาชิกสภาเมืองพัทยา) ออกมาสู้ศึกใหญ่อีกครั้ง
การสลับไพ่ส่ง "เจ็กวัฒน์" เบอร์ 1 มาไขว้กับ "นายกเบียร์" เบอร์ 2 ในครั้งนี้ จึงถือเป็นเดิมพันครั้งสำคัญของพี่น้องตระกูลวัฒนศาสตร์สาธร เพราะมันคือรถไฟเที่ยวสุดท้าย ที่จะพิสูจน์ว่าตระกูลนี้ยังขลัง และยังมีที่ยืนในพัทยาอยู่หรือไม่ แถมรอบนี้ยังซบ “พรรคส้ม” ที่หวังจะใช้กลยุทธ์เปลี่ยนพัทยา ปักธงส้มลงกลางใจเมืองหลวงภาคตะวันออก ให้ได้
งานนี้ "เจ็กวัฒน์" ต้องรับศึกหนักสองด้าน ด้านหนึ่งต้องเดินหน้าชนกับเจ้าถิ่นเดิม ขุมกำลังแน่นปึ้ก อีกด้านหนึ่งต้องคอยตอบคำถามล้างภาพจำ "โครงการเก่าในตำนาน" ของพี่ชายใหญ่ ที่ยังคงลอยวนเวียนตามหลอนเหมือนเงาตามตัว
ถ้ายังจำได้ พัทยา เคยมีโครงการกังหันลมผลิตกระแสไฟฟ้า และอาคารปลากระเบน หาดตาแหวน เกาะล้าน เมืองพัทยา เพื่อแก้ปัญหาให้กับประชาชน 489 หลังคาเรือน ที่อาศัยใช้ชีวิตบนเกาะล้าน แต่ขาดแคลนกระแสไฟฟ้าซึ่งนับว่าเป็นแนวทางตอบโจทก์ แม้จะต้องลงทุนสูงถึง 95 ล้านบาทก็ตาม ถึงกระนั้นหากทำได้สำเร็จก็จะเป็นแนวทางนำไปสู่การใช้พลังงานสะอาดในอีกหลายๆพื้นที่ ซึ่งส่วนใหญ่มีทั้งชุมชนห่างไกล และที่เป็นแหล่งท่องเที่ยว
ปี 2549 ยุคที่ “นิรันทร์ วัฒนศาสตร์สาธร” พี่ชายใหญ่ในตระกูลในฐานะนักการเมืองคนดังระดับท้องถิ่นเป็นนายกเมืองพัทยาขณะนั้น ดูแลรับผิดชอบโครงการดังกล่าว มีการว่าจ้างระหว่างเมืองพัทยากับเอกชน และสถาบันวิจัยและพัฒนาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญญบุรี ออกแบบอาคารศูนย์เรียนรู้รูปตัวปลากระเบน พร้อมติดตั้งเสากังหันลมจำนวนมาก บนเนินเขา
แต่สุดท้ายสิ่งที่ชาวบ้านเกาะล้านรอคอยความหวังจะได้ใช้ไฟฟ้าพลังงานลม ก็ค่อยๆ เลือนหายไป เพราะไม่สามารถผลิตไฟฟ้าได้เพียงพอกับความต้องการหนำซ้ำยังค่อยๆ เสียหายไม่คุ้มการดูแล สุดท้ายจึงถูกทิ้งกลายเป็นซากอัปยศ ซากแห่งความล้มเหลว และหากมองว่า นี่คือการคอร์รัปชัน ก็ถือว่าเป็นการทุจริตที่เงียบ ไร้เสียง ไม่มีใครพูดจนมาถึงทุกวันนี้
“นิรันทร์ วัฒนศาสตร์สาธร” คือคือพี่ชายคนโตของตระกูล “วัฒนศาสตร์สาธร” เคยลงสมัคร สส.พรรครวมไทยสร้างชาติ สมัยที่ได้เป็นนายกเมืองพัทยา ด้วยแรงหนุนจาก "บิ๊กแป๊ะ" สนธยา คุณปลื้ม แต่หลังเกิดประเด็นกังหันลม อาคารปลากระเบน “นิรันทร์” ก็ค่อยๆถอยห่างจากแวดวงการเมืองไป
แต่การต่อสู้ทางการเมืองพี่น้องตระกูลวัฒนศาสตร์สาธร ก็ยังสืบสานต่อโดย “สินชัย วัฒนศาสตร์สาธร” พี่ชายคนที่สอง แต่พ่ายแพ้ “ปรเมศวร์ งามพิเชษฐ์” หรือ “นายกเบียร์” อย่างขาดลอย
มาถึงครั้งนี้ การดัน “เจ็กวัฒน์” หรือ “อิทธิวัฒน์ วัฒนศาสตร์สาธร” น้องชายคนเล็กออกมาสู้ศึกในนามพรรคประชาชน ก็ไม่รู้จะออกหัวออกก้อย
สมรภูมิพัทยาหนนี้ จึงไม่ใช่แค่การเลือกตั้งธรรมดา
เพราะเป็นสงครามตัวแทน ทั้งเรื่องของศักดิ์ศรีตระกูล กระแสพรรค และแผลเก่าในอดีต ชนิดที่ว่า...ใครพลาดนิดเดียว มีสิทธิ์จมน้ำทะเลพัทยา แบบไม่ได้ผุดได้เกิดแน่นอน สิ้นเดือนมิถุนายนนี้ รู้กัน !
++ สภา 500 มีเพียง “เสรีพิศุทธ์-หมอวรงค์” 2 คน เท่านั้น ที่กล้าชนระบอบสีน้ำเงิน!
กรณี “พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส” สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคเสรีรวมไทย ประกาศรวบรวมรายชื่อ สส.อย่างน้อย 50 คน เพื่อยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ความเป็นรัฐมนตรี ของ“อนุทิน ชาญวีรกูล” นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย กับ “ไชยชนก ชิดชอบ” รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม สิ้นสุดลง
ฐานไม่มีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ และฝ่าฝืน หรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรม อย่างร้ายแรง
จากกรณี “เขากระโดง” ที่ศาลฎีกาตัดสินแล้วว่าเป็นที่ดินของการรถไฟ แต่คนใน“ตระกูลชิดชอบ” ก็ยังคงยึดครองทำธุรกิจอยู่ แถม“นายกฯอนุทิน” ยังทำตัวเป็นไม้กันหมา โดยมีทะเบียนบ้านอยู่ที่นั่น!
“พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์” รออยู่กว่า 2 สัปดาห์ มีเพียง“หมอวรงค์” นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคไทยภักดี มาร่วมลงชื่อเพียงคนเดียว ที่เหลือนอกนั้น นิ่งเงียบ
ไม่ว่า จะเป็นพรรคประชาชน ที่เป็นแกนนำฝ่ายค้าน ...พรรคกล้าธรรมของ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า... พรรคประชาธิปัตย์ ในยุค “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” ที่ประกาศจะฟื้นฟูพรรค จากการทำหน้าที่ตรวจสอบ ...พรรคเศรษฐกิจ ที่เคยหาเสียงว่าใครโกงต้องถูกประหารชีวิต รวมทั้งพรรคเพื่อไทย ที่ก่อนหน้านั้น ใช้เรื่องเขากระโดง มาฟาดฟันชนิดเอาเป็นเอาตายกับพรรคภูมิใจไทย แต่พอมาเป็นพรรคร่วมรัฐบาล สมประโยชน์กันแล้ว ก็นิ่งเฉย เป็นทองไม่รู้ร้อน
“พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์” ถึงกับโพสต์เฟซบุ๊ก ว่า...“หยุดอนุทิน ทวงคืนเขากระโดง ขอ‘ส้ม’ เพียง 50 ชื่อ เพื่อจับ ‘ยักษ์น้ำเงิน’ ที่ส้มปล่อยออกมา กลับเข้าขวด แต่ส้มไม่ช่วย มีอะไรกันหรือเปล่า...”
คำตอบจาก “เท้ง” ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคส้ม อ้างว่า ที่ไม่ลงชื่อเพราะไม่อยากไปขยายอำนาจของศาลรัฐธรรมนูญ ให้มาตรวจสอบเรื่อง “จริยธรรม” เพราะศาลรัฐธรรมนูญ ควรวินิจฉัย เรื่องข้อกฎหมายเท่านั้น
แต่ประชาชนที่ยืนดูอยู่ข้างนอก เห็นและตั้งข้อสังเกตว่า เรื่องใหญ่ๆ ที่จะส่งผลในทางการเมือง พรรคส้มจะไม่แตะรัฐบาลพรรคภูมิใจไทย จะมีก็เพียงตอดเล็ก ตอดน้อย เพื่อให้รู้สึกว่ากำลังทำหน้าที่ฝ่ายค้านเท่านั้น
ยกตัวอย่าง เช่น เรื่องเงินกู้ 4 แสนล้าน ที่พรรคประชาธิปัตย์ เตรียมยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญให้ตรวจสอบ เมื่อมาชวนพรรคประชาชน ไปร่วมลงชื่อ ก็ไม่ไปร่วม เฉไฉอ้างว่า ร่างคำร้องของพรรคประชาธิปัตย์ ไม่สมบูรณ์
ล่าสุด “แก้วตา” น.ส.ธิษะณา ชุณหะวัณ อดีต สส.กทม. พรรคประชาชน ออกมาเผยไต๋ว่า ที่พรรคส้ม ไม่ให้สส.ไปร่วมลงชื่อในการยื่นคำร้องของ “พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์” เรื่องเขากระโดง ก็เพราะว่า...มีดีลกันในเรื่องคดี 44 สส. ที่โดนเรื่อง ม.112
เมื่อล่าชื่อ สส.50 คน ไม่สำเร็จ “พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์” จึงต้องเปลี่ยนแผน ไปยื่นเรื่องต่อป.ป.ช.ให้ตรวจสอบเรื่องนี้แทน
และล่าสุด เมื่อวันที่ 1 มิ.ย.69 “พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์” บุกบุรีรัมย์ ไปเช็กอิน ที่หน้าบ้านของ “เนวิน ชิดชอบ” เพื่อจะจับเข่าคุยว่า ตกลงจะยอมคืนที่ดินให้หลวงหรือไม่ ... แต่เจ้าของบ้านไม่อยู่
เพราะที่ดินเขากระโดง ทั้งหมด 5,083 ไร่ ศาลฎีกาตัดสินแล้วว่าเป็นของการรถไฟ แต่กลับมีผู้ไม่ปฏิบัติตามคำสั่งศาล เพิกเฉย เตะถ่วง มาตลอด จึงจำเป็นต้องไปที่กองบังคับการตำรวจภูธร จ.บุรีรัมย์ เพื่อแจ้งความเอาผิดกับ “เนวิน และเครือญาติ” ที่ถือครองที่ดินของการรถไฟ รวมทั้ง “อนุทิน ชาญวีรกูล” ที่มีทะเบียนบ้านอยู่ที่นี่ด้วย
เมื่อไปถึง ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดบุรีรัมย์ ติดภารกิจ ต้องรออยู่นาน กว่าจะมีพนักงานสอบสวนออกมารับหน้า
“พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์” ถึงกับด่ากราดตำรวจบุรีรัมย์ว่า...ใจหมา ไม่กล้าสู้ มันเปลืองภาษีพี่น้องประชาชน ไม่รู้จะอยู่ไปทำไมไอ้พวกนี้ ถ้าผมยังรับราชการอยู่ ตายห่าหมด...ยุคผมไม่มีแบบนี้หรอก นี่มันยุคอะไรก็ไม่รู้ ไม่รักษาสมบัติของชาติของแผ่นดินประโยชน์ของพี่น้องประชาชน...”


