ได้ฤกษ์! "มหาดไทย" เปิดทางท้องถิ่น/หน่วยงานกำกับ ประเมิน "พ.ร.บ.เทศบาล" ฉบับเมื่อ 70 ปีที่แล้ว พ่วง กฎกระทรวงสอบสวน "ผู้ดำรงตำแหน่ง" ในเทศบาล สอดรับต้องประเมินภายในปี 2569 หลังพบสารพัดอุปสรรคปัญหา ไม่เอื้อต่อ"บริการสาธารณะ" และ "กิจกรรมสาธารณะรูปแบบใหม่" ขัดข้อกฎหมาย"ทําธุรกิจที่ขัดต่อวัตถุประสงค์หลักรัฐ" พึ่งพางบส่วนกลางสูงเกินไป เกิดปัญหาในการตีความ
วันนี้ (1 มิ.ย.2569) มีรายงานจากกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยว่า กรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่น (กสถ.) เปิดรับฟังความเห็นจากผู้เกี่ยวข้อง เพื่อประเมินผลสัมฤทธิ์ของพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) เทศบาล พ.ศ. 2496
และ กฎกระทรวงการสอบสวนผู้ดำรงตำแหน่งบางตำแหน่งในเทศบาล พ.ศ.2563 ซึ่งจะต้องประเมินภายในปี 2569 ระหว่างวันที่ 1 มิ.ย. - 30 มิ.ย. 2569
เนื่องจากเป็นกฎหมายหลักที่วางรากฐานการปกครอง ส่วนท้องถิ่นของไทยมาอย่างยาวนาน แต่ในสภาวะการณ์ปัจจุบัน การบังคับใช้กฎหมายฉบับนี้ยังมีปัญหาและอุปสรรคหลายประการที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพในการบริหารงาน
ซึ่งปัญหาและอุปสรรคที่พบ ประกอบด้วย "ขอบเขตหน้าที่และอํานาจ" เนื่องจากเกิดปัญหาการตีความว่าเทศบาลมีอํานาจกระทําได้เพียงใด
โดยเฉพาะเมื่อต้องบูรณาการร่วมกับหน่วยงานส่วนกลางหรือส่วนภูมิภาค รวมถึงปัญหาภารกิจทับซ้อน กับหน่วยงานอื่น ทําให้เกิดความสับสนในการปฏิบัติงานและงบประมาณซ้ำซ้อน
ยังพบว่า "กฎหมายไม่เอื้อต่อการที่เทศบาล" จะดําเนิน "บริการสาธารณะ" และ "กิจกรรมสาธารณะรูปแบบใหม่" เช่น
การจัดทําบริการสาธารณะร่วมกับภาคเอกชน การจัดตั้งสหการระหว่างท้องถิ่นที่ไร้รอยต่อ หรือ การเข้าร่วมโครงการเพื่อสร้างรายได้จากคาร์บอนเครดิต (Carbon Credit) จากการจัดการ สิ่งแวดล้อมหรือขยะมูลฝอย
"ซึ่งติดขัดข้อกฎหมาย ที่มองว่า อาจเป็นการทําธุรกิจที่ขัดต่อวัตถุประสงค์หลักของรัฐ"
ต่อมา ใน "การพึ่งพางบประมาณจากส่วนกลางสูงเกินไป" แม้กฎหมายจะเปิดช่องให้เทศบาล จัดเก็บรายได้และออกเทศบัญญัติจัดเก็บค่าธรรมเนียมได้
"แต่ในความเป็นจริง รายได้หลักของเทศบาลยังคงมาจากภาษีที่รัฐบาลจัดเก็บให้และเงินอุดหนุน ส่งผลให้ขาดความเป็นอิสระในการกําหนดโครงการ ตามความต้องการของท้องถิ่น"
และยังมีข้อจํากัดในการหารายได้ ไม่ครอบคลุมแหล่งรายได้ใหม่ ๆ ที่เกิดขึ้น ในยุคปัจจุบัน
อีกข้อ "ปัญหาพระราชบัญญัติ 2 ฉบับไม่สอดคล้องกัน" ระหว่างมาตรา 4 มาตรา 12 วรรคสอง และมาตรา 48 เตวีสติ แห่งพระราชบัญญัติเทศบาล พ.ศ. 2496 กับ มาตรา 3 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติลักษณะปกครองท้องที่ พ.ศ.2457
"ซึ่งเป็นบทบัญญัติเกี่ยวกับผู้ดํารงตําแหน่ง กํานัน ผู้ใหญ่บ้าน ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน แพทย์ประจําตําบล และสารวัตรกํานัน เกิดปัญหาในการตีความ และการบังคับใช้กฎหมาย ส่งผลให้มีคดีความขึ้นสู่ศาลปกครอง"
อุปสรรค กรณี "การลาออกของผู้บริหารท้องถิ่นก่อนครบวาระการดํารงตําแหน่ง โดยไม่มีเหตุอันควร" ทําให้สิ้นเปลืองงบประมาณในการจัดเลือกตั้งใหม่
ซึ่งค่าใช้จ่ายในการจัดการเลือกตั้ง ต้องใช้จากงบประมาณรายจ่ายขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น นั้น ๆ ทําให้สูญเสียเงินงบประมาณที่ควรจะนําไปใช้ในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานหรือคุณภาพชีวิตของประชาชนไปกับการจัดเลือกตั้งซ้ำซ้อน
ท้ายสุด กรณี "เจ้าหน้าที่มีความกังวลเรื่องการถูกตรวจสอบจากหน่วยงานกลาง" หากต้องดําเนิน โครงการที่มีลักษณะใหม่ และไม่มีระเบียบรองรับชัดเจน ทําให้เจ้าหน้าที่เลือกที่จะปฏิบัติงานในรูปแบบเดิม มากกว่าการพัฒนานวัตกรรมบริการแบบใหม่.


