วันนี้ (29 พ.ค.) ผู้สื่อข่าวรายงานจากอาคารรัฐสภา กรุงเทพฯ ว่า นางฐิติมา ฉายแสง สส.ฉะเชิงเทรา พรรคเพื่อไทย ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (กมธ.อว.) สภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ 27 เป็นประธานการประชุมคณะกรรมาธิการการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (กมธ.อว.) เพื่อร่วมกันระดมความคิดเห็นและกำหนดทิศทางมาตรฐานอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า(EV) ซึ่งประกอบด้วยผู้เชี่ยวชาญและตัวแทนจากภาควิชาการด้านวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี, ผู้ประกอบการและภาคอุตสาหกรรม โดยมุ่งเน้นไปที่การศึกษาและวิเคราะห์เชิงเทคโนโลยีเพื่อยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยของระบบแบตเตอรี่รถยนต์ ณ ห้องประชุมกรรมาธิการ M409 ชั้น 4 อาคารรัฐสภา
นางฐิติมา ฉายแสง สส.ฉะเชิงเทรา พรรคเพื่อไทย ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (กมธ.อว.) เปิดเผยว่า ที่ประชุมได้กำหนดกรอบการพิจารณาศึกษาในเรื่อง การสื่อสารวิเคราะห์เชิงเทคโนโลยี เพื่อยกระดับความปลอดภัยของระบบแบตเตอรี่ยานยนต์ไฟฟ้า รวมถึงการศึกษาแนวทางวิชาการเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับสาธารณชนต่อเทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้า โดยมีวัตถุประสงค์หลัก ทั้ง (1) การรับฟังข้อมูลและข้อเท็จจริงเชิงวิชาการ รวมถึงข้อเสนอแนะจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ผู้เชี่ยวชาญ และตัวแทนจากภาคอุตสาหกรรม (2) การตรวจสอบมาตรฐานความปลอดภัย ทั้งในส่วนของตัวเทคโนโลยีแบตเตอรี่และระบบการชาร์จไฟฟ้า และ (3) ศึกษาการกำกับดูแลเชิงระบบ ตลอดจนแนวโน้มมาตรฐานสากลที่อาจจะส่งผลกระทบต่อประเทศไทยในอนาคต
“ผลจากการประชุมและการศึกษาบรูณาการร่วมกันในครั้งนี้ จะเป็นกลไกสำคัญในการยกระดับองค์ความรู้ มาตรฐานความปลอดภัย และสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนในการหันมาใช้เทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้า ซึ่งกำลังมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งต่ออนาคตภาคอุตสาหกรรมและการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศไทย โดยเฉพาะการกำหนดมาตรฐานกลางแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้า ที่กำหนด state of health /state of charge ที่ชัดเจน อย่างที่ในต่างประเทศมี เพื่อจะเป็นประโยชน์ต่อประชาชนและภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง“ - นางฐิติมา ฉายแสง ประธานคณะกรรมาธิการการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (กมธ.อว.) กล่าว
ในขณะเดียวกัน ดร.ประเสริฐ พัฒนผลไพบูลย์ ที่ปรึกษาประจำคณะกรรมาธิการฯ ได้ให้ความเห็นสนับสนุนว่า “ ประเทศไทยจำเป็นต้องเร่งปรับบทบาทของอุตสาหกรรมยานยนต์ จากการเป็นฐานการผลิตและประกอบรถยนต์แบบดั้งเดิม ไปสู่การเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจยานยนต์ไฟฟ้าแบบครบวงจร (EV Circular Economy) เพื่อรองรับการเปลี่ยนผ่านของอุตสาหกรรมยานยนต์โลก และรักษาขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว โดยมุ่งพัฒนาระบบนิเวศอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ทั้งการผลิตชิ้นส่วน เทคโนโลยีแบตเตอรี่ โครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน ตลอดจนระบบรีไซเคิลและการบริหารจัดการแบตเตอรี่เสื่อมสภาพตามแนวทางเศรษฐกิจหมุนเวียนและมาตรฐานสิ่งแวดล้อมสากล
นอกจากนี้ภาครัฐควรเร่งส่งเสริมการลงทุน การวิจัยและพัฒนา รวมถึงการยกระดับทักษะแรงงาน เพื่อเชื่อมโยงอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก (Global Supply Chain) ได้อย่างมีประสิทธิภาพ อันจะช่วยยกระดับประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าและเศรษฐกิจสีเขียวของภูมิภาค พร้อมสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ การจ้างงานคุณภาพ และการเติบโตอย่างยั่งยืนในอนาคต“


